หน้าแรก การเมือง หมอเอก เผยคนแ...

หมอเอก เผยคนแวดวงสธ. แฉ สสส. ใช้งบเอื้อเครือข่าย-ลงทุนสินทรัพย์ ลั่นเป็นหัวหอกสอบ

5.10.26 | 15:17 น.

“หมอเอก” รับ มีข้อมูลจากคนแวดวงสาธารณสุข ชี้ สสส.ใช้งบเอื้อพวกพ้อง-เครือข่าย กันเงินไว้กินดอกเบี้ย-ลงทุนหลักทรัพย์ กฎหมายชี้ผิดชัดเจน ขอเป็นหัวหอกเดินหน้าตรวจสอบตระกูล ส. ยันไม่ได้ทำคนเดียว ลั่นมีคนบอกในกระทรวงมีมาเฟียใช้เสื้อกาวน์เป็นเกราะกำบัง


เมื่อเวลา 13.35 น. วันที่ 5 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการออกมาตรวจสอบการใช้งบประมาณของ สสส. ขณะที่ที่ผ่านมาไม่มีใครกล้าตรวจสอบ สสส. มีข้อมูลอะไรหรือไม่ถึงการตรวจสอบ ว่า จริงๆเป็นเรื่องที่ตนทำมาตั้งแต่ก่อนเข้าสู่การเมือง พอมาทำงานการเมืองตั้งแต่ปี 2562 ก็มีข้อมูลที่ได้รับจากการทำงานอยู่พอสมควร มีข้อมูลที่คิดว่าเป็นประโยชน์ ทั้งจากคนในและคนนอกแวดวงสาธารณสุข ที่เราติดตามการดำเนินการ สสส. มา 25 ปีแล้ว เมื่อเทียบกับผลปฏิบัติงานด้านสุขภาพที่มีการตรวจสอบทุก 3 ปี พบว่าข้อมูลปี 2567-2568 คนไทยน้ำหนักเกิน 40% โดย 10% เป็นเบาหวาน และมีคนไทยอีก 20% เป็นเบาหวานโดยไม่รู้ตัว

อีกทั้งคนไทย 1 ใน 3 ก็เป็นความดัน คนสูบบุหรี่ไม่ได้ลด แต่คนสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น คนดื่มสุราก็หนักขึ้น ขณะที่อุบัติเหตุจราจรก็เท่าเดิม แสดงว่า 25 ปี สสส. งบ 77,000 ล้านบาท มีปัญหาหรือไม่ พอมาถึงปัจจุบันมีการอ้างอิงถึง พ.ร.บ.การเงินการคลัง ที่จะ มีการปรับให้เงินทุกบาทที่เป็นรายได้ของรัฐ ต้องเข้าระบบงบประมาณ และมีการไปอ้างว่าเงินที่จะเข้า สสส. 4,000 ล้านบาท ที่ไปใช้ในกองทุนกีฬา กองทุนผู้สูงอายุ และไทยพีบีเอส จะลดลง จะทำให้กองทุนต่างๆ หรือบริษัทสุราได้ประโยชน์ มันไม่ใช่อย่างนั้น เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาอธิบดีกรมสรรพสามิตได้ชี้แจง เมื่อมีการแก้ไขพ.ร.บ.เสร็จ สิ่งที่จะทำต่อไป จะมีการออกกฎกระทรวงหรือประกาศกระทรวง เพื่อทำให้เงินก้อนเดิมหรืออาจจะมากกว่าเดิม ได้เก็บมาให้รัฐเหมือนเดิม

เมื่อถามว่า มีหลายคนมองเรื่องบทบาทที่เป็นโฆษกรัฐบาล แล้วออกมาวิพากษ์วิจารณ์เพราะมีวาระซ่อนเร้นเรื่องไทยพีบีเอสหรือไม่ นายเอกภพ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศต่อสภา ว่าเงินงบประมาณจะต้องเข้ามาสู่ระบบ และนโยบายการจัดการงบประมาณของปี 2570 ที่เพิ่งผ่านสภา และงบประมาณปี 2571 ที่กำลังจะทำต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และติดตามเงินได้ทุกเม็ด สิ่งที่ทำคือทำในนามรัฐบาล แต่ในส่วนการเสนอกฎหมายเป็นเรื่องของสภา ซึ่งก็แล้วแต่สภาจะดำเนินการอย่างไร

Advertisement

เมื่อถามว่า นอกจากตรวจสอบการใช้งบไม่มีประสิทธิภาพ ยังพบมีการทุจริต หรือหมกเม็ด อะไรหรือไม่ นายเอกภพ กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่า สสส. มีการรายงานว่ากันเเงินไว้ประมาณ 2,000 ล้านบาท เอาไปใช้จ่ายให้ออกดอกออกผล แล้วค่อยทยอยจ่าย แต่บางโครงการมีการชี้แจงว่ามีการอนุมัติให้แล้ว แต่ค่อยทยอยจ่าย ก็หาดอกจากในบัญชีได้

“แต่เราพบว่ามีเงินอยู่ก้อนหนึ่งประมาณหลายร้อยล้านบาท ที่นำไป ลงทุนในบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งในทางกฎหมายจะย้อนกลับไปดูไทยพีบีเอสที่เคยมีการไปลงทุนในหุ้นซีพีเอฟ มีการตัดสินและตีความว่ามีความผิด ดังนั้นสิ่งที่ สสส.ทำ เป็นสิ่งที่เราต้องติดตามกันต่อ โดยวันนี้ฝั่งวุฒิสภาก็มีการถามเรื่องนี้เช่นกัน” นายเอกภพ กล่าว

เมื่อถามว่า สสส.เป็นองค์กรที่แข็งแรงมีทั้งแพทย์และเอ็นจีโอ การออกมาเปิดเผยข้อมูลแบบนี้ จะสู้ได้หรือไม่ นายเอกภพ กล่าวว่า สิ่งที่ตนทำเป็นการนำเสนอข้อมูลที่ศึกษามา ไม่ได้สู้กับใคร สู้เพื่อประชาชน จริงๆแล้วในกลุ่มหมอหรือกลุ่มที่ทำงานด้านสุขภาพ จะเห็นว่าเงินที่ สสส. ดำเนินการปีละ 4,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่ไม่ตกถึงสุขภาพประชาชน ก็ต้องย้อนกลับไปถามว่า 20 ปีที่ผ่านมามีอะไรบ้างที่ประชาชนได้ประโยชน์ และสุขภาพดีขึ้นจากการทำงานของ สสส. ซึ่งน้อยมาก ที่จำได้ก็คือ จน เครียด กินเหล้า , งดเหล้าเข้าพรรษา , สวดมนต์ข้ามปี ซื้อมาน้อยเกินไปสำหรับเงิน 77,000 ล้านบาท และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขก็ได้มีการพูดคุยกับ สสส. ว่าทำอย่างไรให้เงินที่ สสส. มีการนำมาใช้ส่งเสริทฃมสุขภาพประชาชนให้มากขึ้น

“ถ้าเงิน 4,000 ล้านบาทไปเข้าระบบงบประมาณ โดยที่ไม่ได้จัดสรรให้เครือข่ายกันเอง ก็มีข้อสงสัยว่าที่ผ่านมามีการจัดสรรหรือโอนให้เครือข่ายที่เกี่ยวข้องมากกว่าการกระจายในภาพรวม มีข้อมูลว่าหน่วยงานภาครัฐก็ขอไปเยอะ แต่พอไปดูมันเหมือนหัวโต หน่วยงาน หรือองค์กร หรือเอ็นจีโอ ที่ใกล้ชิดจะได้ไปเยอะ แต่หน่วยย่อยได้หลักแสนหลักหมื่น ซึ่งเมื่อรวมกันดูเหมือนเยอะ” นายเอกภพ กล่าว

เมื่อถามว่า การออกมาแสดงความเห็นเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีได้ชี้แนะหรือแสดงความเห็นอย่างไร นายเอกภพ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องระเบียบวิธีทางการเงินการคลัง รัฐบาลอยากให้เงินงบประมาณทุกบาทส่งผลดีต่อประชาชน

“นายกฯ บอกว่าสิ่งที่เราจะทำ ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อประชาชน และทำสิ่งที่เราไม่กลัว คือไม่กลัวอิทธิพล ที่ผมชอบใช้คำพูดเสมอ และคนในแวดวงสาธารณสุขชอบใช้คำพูดว่ามันมีมาเฟียในกระทรวงสาธารณสุขจริง โดยใช้เสื้อกาวน์เป็นเกราะกำบัง ถ้าไม่ใช่หมอจัดการหมอกันเอง ไม่มีใครกล้า ตรงนี้ผมเป็นหัวหอก ผมไม่ได้ทำงานคนเดียว จะมีกลุ่มที่อยู่ในแวดวงสาธารณสุขก็เริ่มเห็นทิศทางและมาให้ข้อมูล เริ่มออกมาส่งเสียงต่อประชาชน เรามาช่วยกันเถอะ อย่าบิดเบือนข้อมูล บิดเบือนข้อเท็จจริง แล้วเอาเงินภาษีที่ประชาชนควรจะได้ไปถึงสุขภาพประชาชนจริงๆ สิ่งที่เราทำไม่เฉพาะ สสส. แต่รวมถึง สปสช. และ ส.ต่างๆ ก็กำลังปรับเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์ด้านสุขภาพจริงๆ” นายเอกภพ กล่าว

เมื่อถามว่า โฆษกมีแบ็ค มีเพื่อนเป็นหมอ และบุคลากรด้านสาธารณสุข จะเดินหน้าตรวจสอบต่อไปใช่หรือไม่ นายเอกภพ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ตนเสนอไว้ก่อนหาเสียงเลือกตั้ง ว่าสิ่งที่จะทำคือการปฏิรูประบบสาธารณสุขครั้งใหญ่ของประเทศ ซึ่งการปฏิรูประบบสาธารณสุขไม่ใช่แค่ตระกูล ส. แต่ทุกอย่างที่เกี่ยวกับสาธารณสุขต้องมีการปฏิรูปใหม่ทั้งหมด แต่รัฐมีบางส่วนที่กลุ่มหมอหรือบุคลากรสาธารณสุขยังเข้าใจไม่หมด หรือไม่ได้ศึกษาตั้งแต่ต้น ก็พยายามให้ข้อมูล เพื่อให้มีการพูดคุยกันมากขึ้น