อดีตรองนายกอมธ.-จำเลย 6 ตุลา ปราศรัยเข้ม สมัชชาคนจน เชื่อเจนใหม่มีแนวสู้ ไม่ต้องส่งไม้ต่อ
เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ภาคประชาชน เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลา 2519 จัดกิจกรรมรำลึกครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลา พ.ศ.2519
บรรยากาศเมื่อเวลา 05.30 น. มีการแสดง ‘นาฏกรรมรำลึก’ รำลึก 50 ปี 6 ตุลา นำโดย นายธีระวัฒน์ มุลวิไล หรือคาเงะ ศิลปินศิลปาธร จากลานโพธิ์ เดินเท้าถึงลานประติมากรรม และประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์และการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

ทั้งนี้ ภายในงาน มีการแจกหนังสือ ’50ปี มรดกของ 6 ตุลา’ ฟรีแก่ผู้ลงทะเบียนด้วย
จากนั้น เมื่อเวลาประมาณ 07.30 น. ผู้ร่วมงานตักบาตรพระสงฆ์ 19 รูป จากวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เพื่ออุทิศส่วนกุศลแด่ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว ระหว่างนั้น พวงหรีดรำลึกจากบุคคล องค์กร หน่วยงาน และพรรคการเมืองต่างๆ หลั่งไหลมาถึง
กระทั่งเวลาประมาณ 08.30 น. เข้าสู่พิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ โดย รศ.ดร.ธีร เจียศิริพงษ์กุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์รังสิต รักษาการแทนอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวเปิดงานและรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 รวมถึงที่มาของประติมานุสรณ์ธรรมศาสตร์ กับเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519
จากนั้น อดีตรองนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ยุค 6 ตุลา 19 กล่าวรำลึก ความว่า
50 ปีก่อน ตนเป็น น.ศ.ชั้นปีที่ 3 คณะวารสารศาตร์และสื่อสารมวลชน และทำหน้าที่รองนายกองค์การนักศึกศึกษากิจการภายใน รับผิดชอบประสานงานระหว่าง อมธ.กับทางมหาวิทยาลัย และกลุ่ม ชมรม ชุมนุมต่างๆ
ในช่วงเวลานั้น การเคลื่อนไหวต่อสู้ของประชาชนเพื่อเป็นเรียกร้องความเป็นธรรมในปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แม้ว่าส่วนใหญ่แล้ว การชุมนุมจะจัดขึ้นที่ท้องสนามหลวง แต่เมื่อผู้มีอำนาจในขณะนั้นไม่พอใจ เริ่มมีขบวนการคุกคามผู้ชุมนุมด้วยวิธีการต่างๆ การชุมนุมในที่โล่งกว้างจึงยากต่อการรักษาความปลอดภัย

ธรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยของประชาชน จึงเป็นที่พึ่งพิงให้กับมวลชน กรรมกร ชาวไร่ ชาวนาที่มาร่วมชุมนุมเสมอ และทุกครั้งที่ อมธ.ประสานขอใช้สถานที่จากทางมหาวิทยาลัย ก็ได้รับความร่วมมือจากผู้บริหารและบุคลากรทุกระดับของธรรมศาสตร์ที่เข้าใจการต่อสู้ของประชาชน แต่ธรรมศาสตร์ในมุมมองของฝ่ายตรงข้าม กลับกลายเป็นเป้าหมายที่จะต้องกำราบ ควบคุม
อดีตรองนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวต่อไปว่า พวกขวาจัดจึงพยายายามใส่ร้ายป้ายสี ข่มขู่ ถึงขั้นจ้างอันธพาลบุกรุกเข้ามาเผาทำลายอาคาร แต่พวกเขาก็ไม่สามารถแยกธรรมศาสตร์ออกจากการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมได้ สมดังคำกล่าวของศิษย์เก่าอาวุโสที่เด็กธรรมศาสตร์ระลึกอยู่ในใจเสมอมาว่า “หากขาดโดมเจ้าพระยาท่าพระจันทร์ ก็เหมือนขาดสัญลักษณ์พิทักษ์ธรรม”
ตนมาขานนามวีรชนในวาระนี้มา 2-3 ครั้งแล้ว แต่มีอยู่นามหนึ่งที่ยังไม่เคยได้เอ่ยขาน จึงขอใช้โอกาสครบรอบ 50 ปี 6 ตุลานี้ กล่าวนามของท่านเพื่อแสดงกตเวทิตา ท่านคือ ศาสตราจารย์ ดร.ป่วย อึ๊งภากรณ์ อธิการบดี มธ.ในขณะนั้น ท่านคือผู้มีคุณปการต่อชาติบ้านเมืองและต่อธรรมศาสตร์อย่างที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ

ท่านมีจิตใจรักความเป็นธรรม เข้าใจการต่อสู้โดยสันติของประชาชน ท่านเป็นห่วงเป็นใย และพยายายามปกป้องธรรมศาสตร์จนสุดความสามารถ แต่ท่านกลับถูกกระทำอย่างเหยียดหยาม หมิ่นเกียรติ ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ โดยไม่มีผู้มีอำนาจคนใดออกมาแสดงความรับผิดชอบ หรือกอบกู้เกียรติภูมิของท่านเลยจนทุกวันนี้
50 ปีที่แล้วในวันนี้ และเวลานี้ ตนถูกบังคับให้นอนคว่ำหน้า มือประสานท้ายทอยอยู่บบนฟุตปาธหน้าวัดมหาธาตุฯ รวมกับเพื่อนนักศึกษา ประชาชนคนอื่นๆ ก่อนที่คนในเครื่องแบบจะใช้ปืนกราดยิงเข้าใส่กำแพงวัดเพื่อไม่ให้โงหัวขึ้น ตนยังจำความรู้สึกที่เศษอิฐ เศษปูน ร่วงมากระทบหลังไหล่ ยังจำคำด่าหยาบคายที่สาดใส่มาพร้อมการเตะถีบได้ดี
“เรื่องแปลกแต่จริงที่เกิดขึ้นในวันนั้น คือคนที่ไล่ยิง ไล่ทุบตี แขวนคอ เผาคนทั้งเป็นต่อหน้าสาธารณะ ไม่มีใครถูกจับเลยสักคนเดียว แต่ผู้ถูกกระทำ 3,000 กว่าคนกลับถูกจับกุมโดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาด้วยซ้ำ
แม้พวกเราจะรอดชีวิตมาได้ แต่ยังมีเพื่อน มีพี่น้องผู้บริสุทธิ์ของเราอีกหลายสิบคนที่ต้องเสียสละชีวิตไปกับการสังหารโหด หลายชีวิตจากไปโดยที่ครอบครัวไม่อาจนำร่างไปประกอบพิธีทางศาสนาได้” อดีตรองนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าว
จากนั้น อ่านรายชื่อผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า พวกตนไม่เคยลืมเพื่อนของเรา และถ้าลืมก็เหมือนเรากำลังฆ่าเขาซ้ำอีกครั้งจากความทรงจำของเรา

ต่อมา ตัวแทนภาคส่วนต่างๆ ร่วมวางพววมาลารำลึก อาทิ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน, นายจาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย, ทันตแพทย์หญิง ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ นายทะเบียนสมาชิกพรรคเพื่อไทย, นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กทม.เขตตลิ่งชัน พรรคประชาชน, นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล, นางสุนี ไชยรส อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นต้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในเวลาประมาณ 09.30 น. มีบุคคลจากแวดวงต่างๆ ทยอยเดิยทางเข้าสมทบอย่างต่อเนื่อง อาทิ ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์, ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, น.l.ธนลภย์ ผลัญชัย หรือหยก เยาวชน อดีตนักกิจกรรมทางการเมือง, นายสิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ หรือขนุน อดีตนักโทษอาญา มาตรา 112
ต่อมา เมื่อเวลาประมาณ 09.40 น. โอริสสา ไอราวัณวัฒน์ จำเลยที่ 16 และเพื่อนอดีตนักศึกษายุค 6 ตุลา ขึ้นกล่าวรำลึกเหตุการณ์อย่างดุเดือด
จากนั้น เวลา 10.00 น. นายบารมี ชัยรัตน์ ตัวแทนสมัชชาคนจน ขึ้นกล่าว โดยมีใจความสำคัญกว่า การต่อสู้นั้น จะพ่ายแพ้ก็ไม่เป็นไร หากพ่ายแพ้ก็สู้ใหม่ และไม่จำเป็นต้อง ‘ส่งไม้ต่อ’ ให้ใคร คนเดือนตุลาไม่ต้องเป็นยาชูกำลังให้ เพราะเชื่อว่า ‘คนรุ่นใหม่’ มีแนวทางของตัวเอง









