หน้าแรก การเมือง ตัวแทนรัฐบาล-...

ตัวแทนรัฐบาล-ฝ่ายค้าน ร่วมงาน 50 ปี 6 ตุลาฯ เท้งมองยังถูกครอบงำ จากอำนาจทหาร เป็นระบอบสีน้ำเงิน

6.10.26 | 12:47 น.

ตัวแทนรัฐบาล-ฝ่ายค้าน-นักเคลื่อนไหวการเมือง ร่วมพิธีทำบุญ-วางพวงดอกไม้ รำลึกครบรอบ 50 ปี 6 ตุลาฯ 2519 ด้าน ‘เท้ง’ ชี้ประเทศไทยแทบไม่เคยมีประชาธิปไตยเต็มใบ มองยังถูกครอบงำ แค่เปลี่ยนรูปจากอำนาจการทหาร เป็นกลุ่มการเมืองสีน้ำเงิน

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดงานรำลึกครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 ที่บริเวณสวนประติมากรรมประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยมีพิธีตักบาตรพระสงฆ์ และวางพวงดอกไม้ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย มอบหมายนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนกล่าวรำลึกและวางพวงดอกไม้ พร้อมด้วยตัวแทนพรรคฝ่ายรัฐบาล อาทิ ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และนายจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขณะที่ฝ่ายค้าน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และแกนนำฝ่ายค้าน น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ฯลฯ


งานดังกล่าวมีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องตลอดทั้งวัน อาทิ การฉายภาพยนตร์สารคดี ดนตรีเพื่อชีวิต วงเสวนา ละครเวทีศาลจำลอง เป็นต้น

หลังจากจบพิธีวางพวงดอกไม้ นายณัฐพงษ์ให้สัมภาษณ์ถึงงานรำลึกว่า คิดว่าเป็นงานที่มีความสำคัญ มีคนจากหลายรุ่น ทั้งคนที่อยู่ในเหตุการณ์ รวมถึงตนที่แม้ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น แต่ก็มีวัตถุประสงค์ร่วมกันคือมารำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีต ผู้ที่เป็นนักต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือการมองไปข้างหน้าว่าเราจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงจากอำนาจเผด็จการขึ้นมาอีก โดยเฉพาะการเดินหน้าแก้ไขกฎกติกาของประเทศ อย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งผ่านเสียงประชามติของประชาชนมาแล้วกว่า 21 ล้านเสียง เพื่อให้มีกลไกในการตรวจสอบบรรดาผู้มีอำนาจรัฐ ให้มีความเกรงกลัวและเกรงใจมากขึ้น

Advertisement

เมื่อถามว่า มองอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเกี่ยวกับประชาธิปไตยอย่างไร นายณัฐพงษ์กล่าวว่า หากเราลองศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยในอดีต ประเทศไทยมีช่วงเวลาที่อยู่ในช่วงเวลาที่เชื่อได้ว่าเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ มีน้อยมาก จากเหตุการณ์เดือนตุลาคมปี 2516 ทุกคนอาจจะเริ่มรู้สึกว่าความเป็นเสรี ประชาธิปไตยเริ่มกลับคืนมา แต่พอผ่านมาได้แค่ประมาณ 3 ปี ก็เกิดเหตุการณ์เดือนตุลาคมปี 2519 ขึ้นมา หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็เข้าสู่ยุคที่ประเทศไทยแทบไม่ได้มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า สำหรับพวกเราที่อยู่ในยุคปัจจุบัน ที่ตนเรียกว่าระบอบการเมืองสีน้ำเงิน ก็มองว่ายังเป็นรูปแบบของอำนาจนิยมที่กลุ่มก้อนการเมืองบางกลุ่ม กลุ่มบุคคลเพียงบางกลุ่มในประเทศสามารถยึดกุมทั้งอำนาจทางการเมืองทางเศรษฐกิจ และกลไกในการควบคุมตรวจสอบได้ กุญแจดอกแรกที่จะทำให้ปลดล็อกเงื่อนไขทางการเมืองต่างๆ เหล่านี้ออกได้ ก็คือการเดินหน้าเอาผิดผู้ที่อยู่ในขบวนการโกงเลือก ส.ว.

เมื่อถามว่า มองว่าการเปรียบเทียบระหว่างระบอบสีน้ำเงินกับสถานการณ์ในอดีตแตกต่างกันหรือไม่นั้น นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เชื่อว่ายังมีความเป็นอำนาจนิยมเหมือนเดิม ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนเหมือนเดิม เพียงแต่อาจจะมีการเปลี่ยนรูปไป จากเดิมอาจใช้อำนาจทางการทหาร อำนาจที่ใช้อาวุธ แต่ตอนนี้เปลี่ยนรูปไปใช้กระบวนการนิติสงคราม ซึ่งเริ่มต้นมาก่อนหน้านี้นานแล้วด้วยซ้ำ ซึ่งก็มีฐานรากมาจากกติกาที่ไม่ได้มีความเป็นประชาธิปไตย ก็คือตัวรัฐธรรมนูญปี 2560