หน้าแรก การเมือง ส.ว.ถกญัตติ U...

ส.ว.ถกญัตติ UPOV1991 หมอเปรม ชี้หากรับ FTA จะเป็นโซ่ล่ามขาคนไทย แนะรบ.พิจารณาให้รอบด้าน

6.10.26 | 15:43 น.

สว.ถกญัตติ UPOV1991 ‘นิชาภา’ ชี้ 7 ผลกระทบ หากไทยแก้กฎหมายตามอนุสัญญา หวั่นทำเกษตรเสียประโยชน์ ‘เทวฤทธิ์’ ยกยูเอ็นแนะไม่เหมาะประเทศกำลังพัฒนา ลั่นดูอินเดียเป็นตัวอย่าง ตัดออกจากการเจรจาเลย ด้าน ‘หมอเปรม’ หวั่นเกิดสึนามิค่ายาพุ่งชนคนไทย ชี้ หากยอมรับ FTA จะเป็นโซ่ตรวนล่ามขาคนไทย ขณะที่ ‘มณีรัฐ’ ถาม ผลประโยชน์จะกระจายไปอยู่ที่ใครบ้าง

เมื่อเวลา 12.10 น. วันที่ 6 ตุลาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาญัตติเรื่องการติดตามและเสนอแนะแนวทางในการเจรจาการตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ เกษตร และการเข้าถึงยาและสุขภาพของพี่น้องประชาชน โดย น.ส.นิชาภา สุวรรณนาค ส.ว.


โดย น.ส.นิชาภา เสนอญัตติว่า เวลาเราพูดถึง FTA ส่วนใหญ่เรามักมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว เช่นเรื่องภาษีการส่งออกการลงทุนหรือตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ต้นอยากให้ทุกคนมอง FTA ฉบับนี้ผ่านสิ่งเล็กๆ 2 สิ่งคือเมล็ดพันธ์ในมือเกษตรกร และยาในมือของคนไข้เพราะสิ่งที่เรากำลังเจรจากันอยู่วันนี้ อาจมีผลไปถึงอนาคต รัฐบาลรายงานว่าการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป รอบที่ 9 เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีความคืบหน้าไป 15 บทใน 24 บท ส่วนการเจรจารอบที่ 10 จะมีการเจรจาเมื่อสิ้นเดือนที่ผ่านมาจนถึงต้นเดือนตุลาคมนี้ ตนไม่ได้จะคัดค้านการค้าเสรี แต่ FTA สามารถสร้างโอกาสให้ประเทศไทยได้จากการเปิดประตูให้โอกาสใหม่เข้ามา เราต้องแน่ใจด้วยว่าไม่ได้เปิดประตูให้หนึ่งสิ่งสำคัญของคนไทยหลุดมือออกไป

น.ส.นิชาภา กล่าวต่อว่า โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญที่เรายังเจรจาอยู่คือทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งพาเราไปสู่อนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครอง พันธุ์พืช มีจุดเริ่มต้นจากกลุ่มประเทศยุโรป รับรองครั้งแรกในปี 1961 และมีการพัฒนาปรับปรุงแก้ไขในปี 1972 ปี 1978 และล่าสุดคือปี 1991 หลักการคือให้สิทธิ์แก่ผู้พัฒนาพันธุ์ใหม่ หรือนักปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อให้ผู้ที่ลงทุนคิดค้นและได้รับการคุ้มครอง เพราะหากเราต้องการให้คนลงทุนวิจัยพันธุ์พืชใหม่เขาก็ควรได้รับผลตอบแทนจากสิ่งที่เขาพัฒนา

น.ส.นิชาภา กล่าวอีกว่า ประเทศไทยเรามีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองพันธุ์พืช 2542 อยู่แล้ว ซึ่งร่างขึ้นโดยหลักการตามอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ CBD ผสมกับ UPOV 1978 ตามเงื่อนไขรายละเอียดที่ WTO เปิดให้ โดยข้อกำหนดของ WTO-TRIPS มาตราที่ 27.3b กำหนดเพียงว่าให้สมาชิกต้องคุ้มครองพันธุ์พืชด้วยสิทธิบัตรหรือระบบเฉพาะที่มีประสิทธิภาพ หรือทั้งสองอย่างร่วมกันแปลว่ากติกาโลกเปิดให้แต่ละประเทศออกแบบระบบที่เหมาะเหมาะสมกับตัวเองได้ และประเทศไทยก็เลือกระบบคุ้มครองที่นักปรับปรุงพันธุ์พืช ชุมชน และเกษตรกรไปพร้อมกัน ฉะนั้น UPOV 1991 จึงเป็นมาตรฐานที่สูงกว่า WTO กำหนดไว้ แต่ข้อเสนอของสหภาพยุโรปต่อการเจรจา FTA ครั้งนี้เขียนไว้ชัดเจนว่า แต่ละภาคีต้องคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืชให้เป็นไปตามอนุสัญญา UPOV 1991 ฉะนั้น คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่าเราจะคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์พืชหรือไม่ แต่คือเราจะคุ้มครองผู้ที่พัฒนาพันธุ์พืชแล้ว และรักษาสิทธิ์ของคนปลูกอย่างไร ซึ่งถือเป็นหัวใจของเรื่อง

Advertisement

น.ส.นิชาภา กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ สำหรับเกษตรกรเมล็ดพันธุ์พืชหนึ่งกำมือ ไม่ใช่เพียงแค่สินค้าหนึ่งชิ้นแต่เป็นต้นทุนในการเพาะปลูกในฤดูกาลหน้า การเก็บเกี่ยวของเกษตรกร การปลูก การคัดเมล็ดที่ดี และเก็บบางส่วนไว้ปลูกต่อเป็นวงจรวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับวิถีของเรามาช้า ตนจึงขอชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อประเทศไทย หากประเทศไทยต้องแก้กฎหมายให้เป็นไปตาม UPOV 1991 ทั้งหมด 7 ผลกระทบได้แก่ 1.สิทธิของเกษตรกรในการเก็บพันธุ์ไปปลูกต่อ ซึ่งตนไม่ได้บอกว่าการเข้า UPOV 1991 แล้วเกษตรกรจัดเก็บเมล็ดพันธุ์ไม่ได้ เลยแต่ภายใต้ UPOV 1991 หากเกษตรกรปลูกเพื่อบริโภคเอง ไม่ได้ขาย สามารถทำได้ และประเทศสมาชิกสามารถกำหนดข้อยกเว้นให้เกษตรกรเก็บผลผลิตจากดมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองไปปลูกต่อในพื้นที่ตัวเองได้ แต่ในข้อยกเว้นนี้เป็นเพียงทางเลือกไม่ใช่สิทธิ์

น.ส.นิชาภา กล่าวด้วยว่า ตามแนวทางของ UPOV 1991 เขียนว่าในข้อยกเว้นนี้มาพร้อมกับเงื่อนไขคือ 1.ต้องเป็นเกษตรกรรายย่อยตามที่รัฐกำหนดหลักเกณฑ์ และต้องไม่กระทบต่อผลประโยชน์ของบริษัท 2.การเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่ออาจต้องจ่ายค่าตอบแทนแก่บริษัทเมล็ดพันธุ์ด้วย และสำหรับพืชบางกลุ่ม เช่น ผักผลไม้ ไม้ดอก ข้อยกเว้นนี้แทบไม่เปิดโอกาสให้เลย การที่บอกว่าเข้าไปเจรจาก่อนขอข้อยกเว้นนั้น ตนจึงอยากถามว่าเราจะยกเว้นได้จริงแค่ไหน

น.ส.นิชาภา กล่าวต่อว่า ผลกระทบที่ 2 เมื่อสิทธิ์ผูกขาด การผลิต การขยายพันธุ์และจำหน่ายพันธุ์ที่จดทะเบียนอยู่ในผู้ทรงสิทธิ์ ทั้งภาครัฐและเอกชน บริษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติเกษตรกรที่เก็บพันธุ์เองไม่ได้ก็ต้องซื้อใหม่ทุกฤดูกาล มูลนิธิวิถีไทยประเมินว่าหากไทยเข้า UPOV 1991 ภายใต้ CPTPP ชาวนาไทยอาจจะต้องจ่ายค่าเมล็ดพันธุ์เพิ่มขึ้น จากปีละ 2 หมื่นกว่าล้านเป็น 6 หมื่นล้านถึง 1 แสนกว่าล้านบาท ประมาณ 3-6 เท่า ไม่ใช่แค่ข้าวแต่รวมพืชไร่ พืชผัก และพืชยืนต้นต่างๆด้วย หากบทบาทของภาครัฐในการผลิตและกระจายพันธุ์ลดลงกลไกถ่วงดุลของรัฐจะอ่อนแอลงด้วย

น.ส.นิชาภา กล่าวต่อว่า ผลกระทบที่ 3 คือ แค่เกสรปลิวข้ามไปก็ผิดกฎหมาย วิถีการคัดเลือกพันธุ์ของชุมชน ข้าวเป็นพืชที่ผสมตัวเองมีโอกาสข้ามไปถึง 4% แต่เพียงเท่านี้ก็มากพอให้เกิดสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งชาวนาคัดเลือกไว้จนเกิดข้าวพันธุ์พื้นเมืองหลายหมื่นสายพันธุ์ในประเทศไทย ภายใต้ UPOV 1991 การคุ้มครองครอบคลุมถึงพันธุ์ที่ได้มาจากโดยพื้นฐานหรือ EDVs หากละอองเกสรดัดแปลงพันธุ์พืชใหม่ ปลิวไปผสมกับพันธุ์พืชพื้นเมืองและชาวนาคัดเลือกสายพันธุ์นั้นไว้ และบังเอิญมีลักษณะสำคัญของพันธุ์ที่บริษัทจดทะเบียนไว้ ชาวนาอาจกลายเป็นผู้ละเมิดสิทธิ์โดยไม่ได้ตั้งใจ

น.ส.นิชาภา กล่าวด้วยว่า ผลกระทบที่ 4 คือ การคุ้มครองที่ขยายไปถึงผลผลิตและผลิตภัณฑ์ UPOV ไม่ได้คุ้มครองแค่ส่วนขยายพันธุ์ แต่ขยายถึงผลผลิตและผลิตภัณฑ์ที่เก็บเกี่ยวได้ ที่ทำมาจากผลผลิตนั้น เช่น เกษตรกรที่ปลูกสมุนไพรกระชายดำ วันนี้ปลูกด้วยเหง้า เก็บเหง้าบางส่วนไว้ปลูกต่อ และส่งต่อวัสดุปลูกนี้ตามวิถีดั้งเดิมของชุมชน หากวันนี้มีพันธุ์กระชายดำใหม่ที่ได้รับการคุ้มครองสิทธิ์นั้น อาจตามไปถึงหัวกระชายดำที่เก็บเกี่ยวไปถึงยาสมุนไพรจนถึงผลผลิต ร้านค้าปลีก ร้านค้าย่อยที่ไม่มีเอกสารรับรองแหล่งที่มาซ้ำซ้อน ก็อาจเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องได้ นี่คือจุดที่เรียกว่าจากเรื่องของเมล็ดพันธุ์เริ่มเชื่อมไปถึงยา

น.ส.นิชาภา กล่าวต่อว่า ผลกระทบที่ 5 หากเสี่ยงต่อการเกิดโจรสลัดทางชีวภาพ UPOV 1991 กำหนดให้คุ้มครองพืชทุกชนิด รวมทั้งสมุนไพรโดยไม่ได้แสดงที่มาของพันธุกรรมที่นำมาปรับปรุงพันธุ์ ช่องนี้อาจเปิดโอกาสให้มีการนำพันธุกรรมของพืชไทยไปต่อยอดขึ้นทะเบียนสิทธิแล้วนำกลับมาขายตัดหน้านักปรับปรุงพันธุ์และชุมชนไทยเอง

“ลองคิดดูว่าหากพันธุ์พืชและสมุนไพรไทย ต้องตกไปอยู่ในมือต่างชาติภายใต้อนุสัญญา UPOV 1991 เท่ากับว่าเราสูญเสียอธิปไตยทางพันธุกรรมพืชและภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษไทยสะสมมาหลายชั่วอายุคน” น.ส.นิชาภา กล่าว

น.ส.นิชาภา กล่าวต่อว่า ผลกระทบที่ 6 ระยะเวลาและขอบเขตการผูกขาดที่กว้างขึ้น รวมถึงขยายไปยังสิทธิเกษตรกรจากที่เก็บเมล็ดพันธุ์ ไปปลูกต่อได้ก็จะกลายเป็นต้องมีเงื่อนไข และ UPOV 1991 ยังเปิดให้คุ้มครองซ้ำสองชั้นได้ ทั้งสิทธิ์ในพันธุ์พืชและสิทธิบัตรสำหรับพันธุ์เดียวกัน เหตุนี้จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าอนุสัญญา UPOV นี้ เหมาะกับเกษตรอุตสาหกรรมพืชเชิงเดี่ยวและเอื้อต่ออุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์พืชเชิงพาณิชย์มากกว่าเกษตรกรรายย่อย ความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาดั้งเดิม สำหรับในประเทศที่กำลังพัฒนา ประเทศไทยเคยมีการพยายามแก้กฎหมายพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ให้สอดคล้องกับ UPOV 1991 จะให้อำนาจรัฐมนตรีประกาศกำหนดพันธุ์พืชที่ห้ามเกษตรกรเก็บไปปลูกต่อหรือจำกัดปริมาณได้ จนประชาชนกังวลกฎหมายแบบนี้อาจเปลี่ยนเกษตรกรเป็นอาชญากรรม ในทางกลับกันประเทศอินเดียที่เป็นประเทศเกษตรกรรมขนาดใหญ่เลือกไม่เข้า UPOV และออกกฎหมายของตนเอง ซึ่งเกษตรกรมีสิทธิ์เก็บรักษา ใช้ หว่าน และเพาะ แลกเปลี่ยนแบ่งปันหรือขายผลผลิตจากฟาร์มของตัวเองรวมถึงเมล็ดพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองเหมือนที่เคยทำก่อนที่จะมีกฎหมายบังคับใช้ เพียงแต่ห้ามขายในรูปแบบของเมล็ดพันธุ์ติดตราพันธุ์ที่คุ้มครองแสดงให้เห็นว่าการคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์กับการคุ้มครองเกษตรกรสามารถไปควบคู่กันได้ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องเข้าอนุสัญญา UPOV 1991

น.ส.นิชาภา กล่าวอีกว่า หากประเทศไทยเข้าร่วม CPTPP ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 12 ประเทศ ประเทศไทยจะต้องเข้าภาคี UPOV 1991 ตามเงื่อนไขข้อตกลงที่ได้ตกลงกันเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ระบุว่าไทยกำลังพิจารณาเรื่องนี้ที่จะเข้า CPTPP อีกครั้งหนึ่ง ควบคู่ไปกับการเจรจาการค้า FTA ระหว่างไทยกับ EU สิ่งที่เราตัดสินใจในวันนี้อาจผูกพันเราไปถึงข้อตกลงฉบับต่อไปด้วย และผลกระทบที่ 7 คือยาที่อยู่ในมือคนไข้ เราต้องคุ้มครองผู้ที่ลงทุนวิจัย และพัฒนายาใหม่ถ้าไม่มีแรงจูงใจเรื่องนี้นวัตกรรมก็เกิดยาก แต่ข้อเสนอของ EU เป็นมาตรฐานที่เรียกว่า TRIPS-plus คือเกินกว่ากติกาที่ WTO กำหนดไว้ เช่น การผูกขาดด้วยข้อมูลทางการทดสอบยา ข้อมูลทางการตลาด

น.ส.นิชาภา กล่าวด้วยว่า วันนี้การเจรจายังไม่จบ รัฐบาลก็ยังยืนยันว่า UPOV ไม่ใช่ข้อตกลงที่ประเทศไทยจะยอมรับแล้ว ดังนั้น จึงขอให้วุฒิสภา ติดตามและตรวจสอบขอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนว่าข้อยกเว้นสำหรับเกษตรกรไทยจะเป็นอย่างไร สามารถเก็บพันธุ์ไปปลูกต่อได้หรือไม่ และจะแลกเปลี่ยนกันได้แค่ไหน รวมถึงระบบสาธารณสุขและระบบประกันสุขภาพจะเพิ่มขึ้นหรือไม่

น.ส.นิชาภา กล่าวว่า ทั้งนี้ ตนขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณาคือ 1.ตัดข้อบทที่ผูกพันให้ไทยต้องเข้าสู่ UPOV 1991 ออกจากการเจรจาและคงการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาไว้ที่มาตรฐาน TRIPS เช่นเดียวกับ FTA ไทย-EFTA 2.ระมัดระวังข้อเสนอ TRIPS-plus ด้านยาทั้งการผูกขาดข้อมูลยา ข้อมูลทางการตลาด และการขยายอนุสิทธิบัตร 3.ให้กรมวิชาการเกษตรชะลอการแก้ไขพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชปี 2542 และ 4.เสนอเงื่อนไขให้ EU ยุติส่งออกสารเคมีที่กำจัดศัตรูพืชที่ถูกห้ามใช้ในยุโรปมาใช้ในประเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับข้อบทว่าด้วยระบบอาหารที่ยั่งยืน รวมถึงขอให้ภาครัฐชี้แจงผลดีและผลเสียต่อเกษตรกรและประชาชนอย่างตรงไปตรงมาก่อนที่ประเทศไทยจะลงนามในกติกาที่ผูกมัดเราไปอีกหลาย 10 ปี ตนจึงอยากให้พิจารณาให้รอบด้าน

จากนั้นเวลา 12.35 น. นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. อภิปรายว่า อนุสัญญา UPOV 1991 อ้างว่าเป็นแรงจูงใจในการที่จะทำให้มีการปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ เกิดการลงทุนในเรื่องของบริษัทเมล็ดพันธุ์ต่างๆ เกิดความมั่นคงทางอาหาร แต่ก็ยอมรับว่าต้นทุนสูงขึ้นแม้ว่าการผลิตจะเพิ่มขึ้นก็ตาม ซึ่งประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพทางพันธุ์พืชสูง และเกษตรกรก็มีการปรับปรุงพืชพันธุ์และมีการแลกเปลี่ยนกันมาโดยตลอด

นายเทวฤทธิ์ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ไทยได้ลงนามและให้สัตยาบันในอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อให้ใช้ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน สหภาพยุโรปเสนอให้ไทยคุ้มครองสิทธิพันธุ์พืชตามอนุสัญญา UPOV 1991 และกรมวิชาการเกษตรก็อยากปรับ พ.ร.บ.นี้ให้เป็นไปตาม UPOV 1991 มานาน มีการคุยกับบริษัทเมล็ดพันธุ์ต่างๆ บริษัทสารเคมีขนาดใหญ่ต่างๆ

นายเทวฤทธิ์ กล่าวอีกว่า ขณะที่สหประชาชาติก็แนะนำว่ากฎหมายของไทยและกฎหมายของอินเดียเป็นกฎหมายที่เหมาะสมกับประเทศที่กำลังพัฒนา และไม่แนะนำให้ไทยและอินเดียรับ UPOV 1991 เพราะจะเป็นการจำกัดนโยบายของรัฐในการพัฒนาประเทศ ทำลายระบบเมล็ดพันธุ์พืชของชุมชนจากจารีตประเพณีการดำรงชีวิตของ เกษตรกร ลดความหลากหลายทางชีวภาพ ลดความมั่นคงของอาหาร และทำลายหลักสิทธิมนุษยชนต่างๆ

นายเทวฤทธิ์ กล่าวด้วย ฉะนั้น การที่จะเปิดให้ UPOV 1991 เข้ามาจะทำให้ต้นทุนของเมล็ดพันธุ์สูงขึ้น และเป็นเรื่องที่ยากลำบากต่อเกษตรกร ตนจึงมีข้อเสนอให้ใช้พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชปี 2542 ต่อไป โดยไม่มีการแก้ไขและไม่เข้า UPOV 1991 อาจจะยอมรับเพียงแค่ความตกลงในเรื่องสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการค้าเท่านั้น อาจจะดูอินเดียเป็นตัวอย่างที่ตัดเรื่องของ UPOV 1991 ในการเจรจาออกไปเลย นอกจากนี้ ยังจะกระทบในเรื่องของยาด้วย ซึ่งจะกระทบต่อประชาชนเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นผู้ป่วยเรื้อรัง

ต่อมาเวลา เวลา 12.45 น. นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. อภิปรายว่า ก่อนที่เราจะเซ็นลงนามว่าด้วยกติกาสากลใดๆ ก็ตาม เราต้องเซ็นด้วยความสง่างาม เซ็นด้วยความรอบคอบ ไม่เดินสะดุดขาตัวเองในก้าวต่อไป ที่สำคัญคือจะต้องไม่เอาลมหายใจของประชาชนไปวางอยู่กับตัวเลขทางเศรษฐกิจเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ซึ่งการเจรจาระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปกำลังจะเป็นครั้งที่ 10 และประเด็นที่ยังค้างอยู่ในการพิจารณาคือ UPOV ซึ่งมีในเรื่องของการเข้าถึงยาและสุขภาพของประชาชน ที่ตนอยากขอความชัดเจนจากรัฐบาล

“การค้าเสรีหากไม่มีหัวใจที่มีคุณธรรม เราจะคือหายนะของประชาชนคนส่วนใหญ่ ฉะนั้น จึงขอถามไปยังรัฐบาลว่าท่านเตรียมความพร้อมแค่ไหน หรือท่านก้าวไปตามกาลเวลา เดินตามเกมของฝ่ายคู่สัญญาของเราที่ได้เปรียบกับเราทุกประตู สหภาพยุโรปเป็นคนที่ได้เปรียบเราทุกสถานการณ์ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า เรื่องยาเขายิ่งได้เปรียบเราเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้เป็นอย่างมาก หากดูยาที่อยู่ตามท้องตลาดจะพบว่าส่วนมากผลิตจากต่างประเทศทั้งสิ้น แล้วเราก็มาด้อยค่ายาในประเทศของเรา ยาสามัญขนาดที่ราคาถูกในประเทศจะไม่สามารถเข้าสู่ประเทศไทยได้ หาก FTA เราจะต้องล่าช้าไป 2-11 ปี ซึ่งจะเป็นปัญหาโดยเฉพาะค่าใช้จ่ายเรื่องยาของประเทศไทยที่จัดสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยนักวิชาการด้านสาธารณสุขประเมินว่าน่าจะสูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 1.3 แสนล้านบาทในช่วง 10 ปีแรก และพุ่งขึ้นไปถึง 3.7 ล้านล้านบาทใน 30 ปีข้างหน้า นี่คืองบประมาณปี 70 ทั้งปี

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ เฉพาะเรื่องยาเราต้องขาดทุนถึง 3.7 ล้านล้านบาท แล้วเราจะเอางบประมาณส่วนไหนมารับในส่วนที่เราเสียเปรียบในจุดนี้ รัฐบาลได้เตรียมงบประมาณมารองรับแล้วหรือไม่ เราจะปล่อยให้กองทุนสุขภาพทั้ง 3 ระบบคือกองทุนบัตรทอง หรือสปสช. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และกองทุนประกันสังคม เราจะให้ทั้ง 3 กองทุนนี้ล่มสลายเพราะแบกรับต้นทุนไม่ไหวใช่หรือไม่

“หากเราตกลงใน FTA ฉบับนี้ไปแล้ว จะเกิดสึนามิค่ายาที่จะพุ่งเข้ามาชนคนไทย จนเกิดหายนะทางด้านสาธารณสุข ฉะนั้น วิกฤตความมั่นคงทางยาของชาติ เราจะกลับมาแก้ได้อย่างไร ผมจึงขอเตือนว่าเราจะถูกริดรอนการเข้าถึงยาสำคัญๆ อย่างแน่นอน หากเซ็นไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หากสิทธิบัตรยาเหล่านี้ถูกผูกขาดนานขึ้น โรคที่ร้ายแรง ค่ายาจะแพงมหาศาลจนเราเข้าไม่ถึงยาที่มีคุณภาพ ที่สามารถเข้าถึงได้ในขณะนี้ จนคนร้องว่าตายเสียยังดีกว่า เพราะสู้ค่ายาไม่ไหว เราจะถูกเอาชีวิตไปแขวนอยู่บนเส้นได้บริษัทค้ายายักษ์ข้ามชาติที่เขาลงทุนมหาศาล ถึงขั้นมีการพูดกันว่าการลงทุนบริษัทยาสามารถลงทุนล้มรัฐบาลได้ด้วยซ้ำ ในหลายประเทศที่มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันนี้เราพึ่งพายานำเข้าถึง 70% ผลิตเองในประเทศได้แค่ 30% หากเรายอมให้ต่างชาติผูกขาดยาอย่างเบ็ดเสร็จ อุตสาหกรรมยาก็จะหายใจอย่างโรยลินจนสิ้นใจในที่สุด องค์การเภสัชกรรมก็คงจะอยู่ไม่ได้ และหลายสิ่งหลายอย่างคงจะตกเป็นทาสทางยาของเขาไปหมด เพราะเราไม่มีฐานการผลิตยาเป็นของตัวเอง นอกจากนี้ พันธสิทธิ์ทางกฎหมายก็จะแก้ไขไม่ได้ ในเวลาที่เราต้องการจะแก้ เพราะเซ็นไปแล้วมีผลผูกพันระยะยาว เป็นเหมือนการนำโซ่ตัวมาล่ามขาเราเอาไว้ และระบบสาธารณสุขไทยก็จะไม่มีวันหลุดพ้นจากปัญหาอย่างแน่นอน

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ฉะนั้น จึงอยากเสนอทางออกก่อนที่จะสายเกินไปคือ เราต้องปักหลักจุดยืนสำคัญคือ 1.อย่านำชีวิตประชาชนไปแลกกับผลประโยชน์ทางการค้า เราต้องเด็ดเดี่ยวในการเจรจา ต้องปฏิเสธมาตรการสินทรัพย์ทางปัญญา และปกป้องข้อยกเว้นทางสาธารณสุข เช่นการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ์เมื่อเกิดภาวะวิกฤต ซึ่งขอขีดเส้นว่าเราต้องเน้นตรงนี้ 2.เปิดเผยข้อมูลและให้มีความโปร่งใสกรอบการเจรจาและรับฟังข้อคิดเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียอย่างแท้จริง อย่าไปเกรงกลัวต่างประเทศมากเกินไป หากเราเกรงกลัวมากเกินไปคนไทยในแผ่นดินจะตายกันหมดก่อน และอุตสาหกรรมในประเทศก็จะเจ๊งกันหมด

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวอีกว่า 3.ให้รัฐบาลสนับสนุนการวิจัยและพัฒนายา พัฒนาสมุนไพร พัฒนาการผลิตวัคซีนในประเทศอย่างจริงจัง ซึ่งจะเป็นทางรอดของการเซ็น FTA และ 4.บททดสอบครั้งสำคัญของรัฐบาลคือ ท่านจะยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่หรือจะยอมจำนนต่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนข้ามชาติ วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ ตนจะฝากว่าประวัติศาสตร์จะตัดสินใจและจารึกว่ารัฐบาลนี้จะยืนอยู่บนรากฐานของความรอบคอบ รัดกุม และเอาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนทุกคนอย่างอย่างแท้จริงหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนจะติดตามต่อไป

จากนั้นเวลา 13.50 น. น.ส.มณีรัฐ เขมะวงศ์ สว. อภิปรายว่า UPOV 1991 เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่อยู่ระหว่างการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งตนเห็นว่าการเจรจา FTA เป็นโอกาศในการสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทย ทั้งด้านการค้า การลงทุน การเข้าถึงตลาด และการส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม

น.ส.มณีรัฐ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันผลประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับนั้น กระจายไปถึงใครบ้าง และใครจะเป็นผู้แบกรับต้นทุนจากกติกาใหม่นี้ เพราะจากข้อมูลที่ตนได้ศึกษา ชี้ให้เห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวอาจส่งผลในระยะยาวทั้งทาง ด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ สังคม เกษตรกรรม ทรัพย์สินทางปัญญา และการสาธารณสุขของประเทศไทย สำหรับ UPOV ตนเห็นว่าเราควรต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เมล็ดพันธุ์สำหรับเกษตรกรจึงไม่ใช่เพียงสินค้า แต่เป็นต้นทุนการผลิตเป็นความมั่นคงทางอาหาร และเป็นฐานของการพึ่งพาตนเอง

น.ส.มณีรัฐ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ตนเป็นห่วงคือ อำนาจในการรับมือกับกติกาใหม่ของแต่ละฝ่ายไม่เท่ากัน บริษัทขนาดใหญ่มีเงินทุน มีนักวิจัย มีฝ่ายกฎหมาย และมีศักยภาพในการปรับตัวต่อกฎระเบียบใหม่ แต่สำหรับเกษตรกรรายย่อย วิสาหกิจชุมชน รวมถึง SMEs จำนวนมาก ไม่มีต้นทุนและอำนาจต่อรองในระดับเดียวกัน

น.ส.มณีรัฐ กล่าวด้วยว่า หากประโยชน์ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่ ขณะที่ต้นทุนและข้อจำกัดกลับตกอยู่กับเกษตรกรรายย่อย เราต้องถามว่า นี่คือสมดุลที่ประเทศไทยต้องการจริงหรือไม่ ตนจึงเห็นว่าก่อนประเทศไทยจะรับพันธกรณีที่มีผลระยะยาวนี้ รัฐบาลควรมีการประเมินผลกระทบที่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อเกษตรกรรายย่อย วิสาหกิจชุมชน และ SMEs รวมถึงต้องเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นให้ประชาชนและรัฐสภาสามารถติดตามตรวจสอบได้อย่างแท้จริง

น.ส.มณีรัฐ กล่าวต่อว่า FTA ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ไม่ควรวัดเพียงว่าเราเปิดตลาดได้เพิ่มขึ้นเท่าใด หรือมีการลงทุนเข้ามาเพิ่มขึ้นเท่าใด แต่ต้องวัดด้วยว่า เมื่อกติกาเปลี่ยนคนตัวเล็กที่สุดในระบบยังสามารถยืนอยู่ได้หรือไม่ ตนจึงขอฝากคำถามไปยังรัฐบาลว่าหากรัฐได้ประโยชน์จากการเจรจา หากภาคธุรกิจและผู้พัฒนาพันธุ์ได้รับความคุ้มครองมากขึ้น แล้วเกษตรกรรายย่อยของประเทศไทยจะได้อะไร ที่สำคัญที่สุดเราจะมีกลไกอะไรรับประกันว่า ผลประโยชน์ของประเทศในภาพใหญ่ จะไม่เกิดขึ้นโดยให้คนตัวเล็กตัวน้อยเป็นผู้จ่ายต้นทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนเห็นว่า รัฐบาลต้องชั่งน้ำหนักให้รอบคอบ ก่อนประเทศไทยจะผูกพันกับกติกาที่อาจอยู่กับภาคเกษตรไทยไปอีกหลายสิบปี