เสียงปรบมือสนั่น! หลัง ’พวงทอง‘ เล่าอดีต อานนท์ ลุกขึ้นนำประท้วงเพื่อเด็กยากจน – ทำบอร์ด 6 ตุลาฯ ในห้องเรียน – คารวะสปิริต ‘นักโทษการเมือง‘ มอง 6 ตุลาฯ กลายเป็นสัญลักษณ์ต่อต้านอำนาจ
เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ จัดงานรำลึกครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 ล้อมปราบนักศึกษา โดยปีนี้มีกิจกรรมต่อเนื่องตลอดทั้งวัน
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในช่วงบ่าย เวลา 13.00 น. ที่หอประชุมศรีบูรพา มีการชุมนุมปาฐกถา เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ท่ามกลางนักวิชาการ ผู้ที่ผ่านเหตุการณ์ ตลอดจนนักศึกษา ประชาชน คนรุ่นใหม่เข้าร่วมคับคั่ง
ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวปาฐกถาในตอนหนึ่ง ถึง ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่พยายามเรียกร้องความยุติธรรมให้นักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ อีกทั้งยังปฏิเสธการรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์’ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยให้เหตุผลว่า เพราะ ’ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ 6 ตุลา ยังไม่ได้รับความกระจ่าง‘

จากนั้น ศ.ดร.พวงทอง กล่าวถึง บทบาทของภาคประชาสังคม และมุมมองต่างๆ รวมถึงมุมมองของนักการทูตในเวลานั้น ที่เข้าใจนักศึกษา โดยมีหลักฐานเป็นบทวิเคราะห์ที่สหรัฐอเมริกาเอง ก็มองว่า ‘มีการเตรียมการปราบนักศึกษา’ โดยสามารถเข้าไปอ่านได้ในเวปไซต์โครงการ 6 ตุลาฯ ซึ่งสะท้อนว่า ในขณะที่คนประเทศอยู่ในความหวาดกลัว ความโหดเหี้ยมถูกนำไปตีแผ่ทั่วโลก ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากองค์กรระหว่างประเทศ หรือ ศ.ดร. ป๋วย นิ่งเฉย
“ถึงเวลาแล้วที่เพื่อนของคนเดือนตุลาฯ ต้องได้รับการเคารพ ในฐานะผู้สูญเสีย ซึ่งเมื่อไหร่ที่เหตุการณ์การเมืองร้อนแรงขึ้น 6 ตุลาฯ ก็จะปรากฏตัวขึ้น ในฐานะประเด็นที่สนับสนุนการต่อสู้ของประชาชน ในเหตุการณ์ใหญ่ๆ รวมทั้งการปราบปรามคนเสื้อแดงในปี 2553 หรือ การลุกขึ้นมาของเยาวชนปี 2563” ศ.ดร.พวงทอง กล่าว
ศ.ดร.พวงทอง กล่าวด้วยว่า ตนอยากชี้ว่า มันมีคนที่ทำหน้าที่เป็น ‘สะพานเชื่อมให้เกิดการรับไม้ต่อ’ ซึ่งสานต่อไปในหลายทิศทาง หลังการจัดงาน 20 ปี 6 ตุลาฯ ต้องขอบคุณ คณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยาน 6 ตุลาฯ ทั้ง อ.ไจลส์ (รองศาสตราจารย์ ดร.ใจ อึ๊งภากรณ์), อ.จรัล (จรัล ดิษฐาอภิชัย), อ.วิภา (วิภา ดาวมณี) และ อ. สุธาชัย (สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ) ที่รวบรวมบันทึกเหตุการณ์ ก่อนจะเกิดโครงการบันทึก 6 ตุลาฯ ขึ้นมา อันเป็นการสืบต่อภารกิจนั้นไว้
โดยการจัดงานรำลึก 20 ปีในครั้งนั้น ทำให้เกิดการระดมทุนเพื่อจัดตั้ง ประติมานุสรณ์ฯ คนที่รอดชีวิตจากป่า พวกเขากลับไปยังพื้นที่สู้รบ เพื่อจัดกิจกรรมรำลึกเพื่อนเขา และตั้งอนุสรณ์สถาน พวกเขาไม่อายที่จะหยิบหมวกดาวแดงขึ้นมาสวม แม้จะไม่ได้เชื่อในอุดมการณ์คอมมิวนิสต์แล้วก็ตาม แต่พวกเขาไม่อาย

“ใครจะคิดว่าในปี 2544 -2545 นักเรียนคนหนึ่งจะนำเพื่อนประท้วงเวลาเรียนที่กระทบเวลากลับบ้านของ เด็กยากจน จนทำให้เขาได้รับเลือกเป็นประธานนักเรียน โดยเริ่มทำบอร์ด 6 ตุลาฯ ซึ่งทำให้ครู เพื่อนๆ ต่างตื่นเต้น และพูดถึงกันมาก เขาโตมาชื่อ ทนายอานนท์ นำภา” ศ.ดร.พวงทองกล่าว
โดยประชาชนต่างปรบมือ สนั่นห้องประชุม
ศ.ดร.พวงทองกล่าวต่อไปว่า นายอานนท์รู้ว่ามาตรา 112 คือ ‘มรดกสำคัญ ของคณะรัฐประหาร’ จึงความสำคัญอย่างมาก ตนเชื่อว่าปฏิบัติการของคนเหล่านี้ ทำให้ 6 ตุลาฯ สื่อความหมายสำคัญคือ ‘เราต่อต้านการใช้ความรุนแรงโดยรัฐ และการลอยนวลพ้นพ้นผิด’ ที่แม้เห็นต่าง ไม่ควรต้องถึงตาย

“6 ตุลาฯ กลายเป็นสัญลักษณ์ต่อต้านอำนาจรัฐและการลอยนวลพ้นผิด” ศ.ดร.พวงทองกล่าว
ในช่วงท้าย ศ.ดร.พวงทอง กล่าวถึง นายสุเทพ สุริยะมงคล ว่าคือรุ่นพี่ที่ตนเคารพ คือคนที่ยืนหยัดสู้มาตลอด และตนขอกล่าวถึงนักโทษการเมือง ว่า ‘เราคารวะในสปิริต ของการดื้อดึงขัดขืนของพวกคุณ’

“พวกเราขอบคุณในการต่อสู้ เสียสละของพวกคุณ เสียใจและขอโทษที่ยังทำให้คุณได้รับอิสรภาพในวันนี้ไม่ได้ แต่เราก็จะไม่ทอดทิ้งพวกคุณ 50 ปีที่ผ่านมา ความทรงจำ 6 ตุลาฯ มีคุณค่า แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เรายังคงไม่สามารถทำลายกำแพงนั้นได้ เพื่อนยังติดคุก ไม่ได้กลับบ้าน สปิริตนี้อาจตายไป ขึ้นอยู่กับพวกเรา” ศ.ดร.พวงทองกล่าว
ก่อนปิดท้ายด้วยการหยิบยก บทกวีของ นายอานนท์ นำภา ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ดังนี้
Spirit of Defiance
เธอล้วนเป็นขบถต่อกดขี่
เป็นเสรีเรืองไรไล่ความชั่ว
เป็นประชาธิปไตยในตนตัว
มิก้มหัวหดเข่าแต่เอาคืน
ยิ่งต่อสู้ยิ่งสะสมชัยชนะ
ยิ่งปะทะยิ่งหยัดขึ้นขัดขืน
ยิ่งเหยียบย่ำยิ่งยังยิ่งยิ้มยืน
ยิ่งมืดดับยิ่งดาษดื่นด้วยหมื่นดาว
“ขอคารวะนักโทษการเมืองทุกคน และทุกคนที่ไม่ยอมแพ้” ศ.ดร.พวงทองกล่าวทิ้งท้าย
จากนั้น เวลา 16.15 น. มีการบรรเลงดนตรี โดยคณะศิลปินที่มั่นแดง เริ่มจาก 3 บทเพลงสำคัญ ได้แก่ เพลง ‘ 6 ตุลา‘, ‘จากลานโพธิ์ถึงภูพาน’ และตามด้วย ‘พิราบแดงแห่งเดือนตุลาฯ’





