‘ครม.เงา’ จี้ ‘รัฐบาล’ ช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอี หลังน้ำท่วมหนักพักหนี้-เร่งพิสูจน์ตัวตนเร็ว-หาพื้นที่ใหม่และซ่อมเครื่องมือทำมาหากิน ด้าน ‘ชาวสวนทุเรียน’ โอด ทุเรียนตายเป็นไร่ จะถอดบทเรียนอีกนานแค่ไหน ถามความผิดเพียงมิลเดียวของรัฐบาล เรียกชีวิตและทรัพย์สินของปชช.คืนได้หรือไม่ ขณะที่ ‘ณัฐพงษ์’ ฉะ ‘นายกฯ’ อย่าเอาแต่บ่น ลอยตัวหนีปัญหาน้ำท่วม จี้สั่งการบูรณาการแก้ระบบแจ้งเตือน-เยียวยาเชิงรุก เข้าใจภารกิจนายกฯหลากหลาย ขอตั้งคนดูแลแทน หลังเตรียมบินประชุมที่สิงคโปร์
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 ตุลาคม 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา ครั้งที่ 15 ถึงข้อเรียกร้องรัฐบาลช่วยท้องถิ่นฟื้นฟูหลังน้ำลด ว่า ยังเห็นปัญหาการบริหารสถานการณ์ที่ผิดพลาดของรัฐบาล เช่น กรณีที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาให้ความเห็นว่ายังพบเรื่องต่างคนต่างทำงานกันอยู่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นคนในรัฐบาลที่มองเห็นปัญหา แต่สิ่งที่เราเห็นคือคนที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่จะเข้ามาสั่งการทุกอย่าง ให้ภาครัฐดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นการช่วยเหลือประชาชนอย่างตรงจุดกลับลอยตัวหนีปัญหา เลือกไปทำภารกิจตรวจโรงครัวมากกว่าการตอบกระทู้ และให้คำชี้แจงกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวิกฤตน้ำท่วม
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นอย่างยิ่งคือการแบ่งพื้นที่การบริหารจัดการให้ถูกต้อง ตอนนี้ยังมีพื้นที่เสี่ยงอีกหลายส่วนไม่ว่าจะภาคกลางหรือภาคตะวันออก เช่น ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี อยุธยา ปทุมธานี และนครปฐม ซึ่งจะต้องบริหารสถานการณ์ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดเพื่อลดความสูญเสีย ซึ่งปัญหาการบริหารจัดการที่ผิดพลาดของรัฐบาลส่งผลกระทบต่อเจ้าของธุรกิจ SME

“รัฐบาลบริหารสถานการณ์ในช่วงวิกฤตผิดพลาดทุกครั้งและปัจจุบันก็ยังผิดพลาดอยู่ อย่างในจังหวัดฉะเชิงเทรา ประชาชนอพยพออกไปแล้วกลายเป็นว่าต้องอพยพซ้ำสอง เพราะไม่มีการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าน้ำจะมาเมื่อไหร่ และไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า” นายณัฐพงษ์ กล่าว
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ในพื้นที่ที่น้ำลดแล้วเช่นกรุงเทพฯ และตอนนี้รัฐบาลปล่อยให้ทางท้องถิ่นจัดการตนเองเช่น การขนขยะในพื้นที่หลายจุดมีขยะชิ้นใหญ่จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาล อย่าเดียวดายท้องถิ่นสามารถระดมสรรพกำลังทรัพยากรต่างๆ จากพื้นที่ที่ไม่ได้ประสบอุทกภัยมาช่วยเหลือในพื้นที่ที่น้ำลดได้ ส่วนพื้นที่สีแดงที่ยังมีฝนตก และเผชิญวิกฤตของระดับน้ำต่อเนื่องราวอีก 1 สัปดาห์ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้ก็ยังประมาทไม่ได้ จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลบริหารสถานการณ์
นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคนที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมานั่งหัวโต๊ะบัญชาการเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ได้จริง ในส่วนของพรรคประชาชนที่ได้ดำเนินการสนับสนุนช่วยเหลือไปแล้ว ในพื้นที่กรุงเทพฯ ก็ได้นำรถเครื่องจักรไปขนย้ายขยะออกจากหน้าบ้านของประชาชนบางส่วน และได้มีการติดตามน้ำที่ปนเปื้อนขยะมลพิษในจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นปัญหาที่ซ้ำเติม โดยจะนำเรื่องนี้เข้าคณะกรรมาธิการอุตสาหกรรมฯ ต่อไป
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า นี่คือภาพรวมที่อยากให้เห็นถึงการบริหารสถานการณ์ว่าควรแบ่งพื้นที่ให้ถูกต้องและบริหารสถานการณ์ให้ตอบโจทย์ในแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ รัฐบาลต้องเลิกทำงานแบบเดิมๆ ระบบราชการแบบเดิมๆ ภายใต้กฎเกณฑ์หลักเกณฑ์แบบเดิม ที่ทำให้การเยียวยาไม่เพียงพอและครอบคลุม ถ้ารัฐบาลทำงานเชิงรุกมากกว่านี้ประชาชนก็จะเข้าถึงการช่วยเหลือเยียวยาของรัฐบาลได้ทันท่วงที สิ่งที่จำเป็นตอนนี้ก็ต้องมีศูนย์บัญชาการสถานการณ์ที่มีประสิทธิภาพ ไม่ต่างคนต่างทำเพื่อลดความสูญเสียของประชาชน รวมถึงการแจ้งเตือนอย่างทันท่วงที นอกจากประชาชนสะท้อนมาว่าอ่านข้อความไม่รู้เรื่อง ตัวนายกรัฐมนตรีเองก็เคยพูดว่าอ่านข้อความแจ้งเตือนก็ไม่รู้เรื่องแล้วต้องทำอย่างไร นายกรัฐมนตรีเองก็เคยพูดประโยคนี้
“นายกฯ จะเอาแต่บ่นหรอครับ หรือจริง ๆ แล้วนายกฯ มีอำนาจในการสั่งการปรับปรุงข้อความแจ้งเตือน ให้ทันท่วงทีมากยิ่งขึ้นได้ ดังนั้นตอนนี้มองว่านายกรัฐมนตรีเป็นคนที่ลอยตัวเหนือปัญหามากที่สุดในสถานการณ์ตอนนี้ที่ต้องการคนนั่งหัวโต๊ะสั่งการ บริหารสถานการณ์ให้ถูกจุด” นายณัฐพงษ์ กล่าว

ขณะที่ นายวรายุทธ ทองสุข อดีต ส.ส.จันทบุรี พรรคประชาชน กล่าวว่า ครั้งนี้ต้องยอมรับว่าเป็นมหาอุทกภัยที่คนจันทบุรีตั้งหลักแทบไม่ทัน แต่ไม่ใช่ประชาชนที่ไม่ตั้งหลักแต่เป็นหน่วยงานรัฐที่ไม่ตั้งหลัก เพราะในอำเภอที่ไม่เคยเจอน้ำท่วมปีนี้กลับเจอน้ำท่วม การให้คำตอบของกรมชลประทานเป็นการอ้างว่าเตรียมการแก้ปัญหาภัยแล้งในปีหน้าเพื่อจะกักเก็บน้ำ สุดท้ายก็ทั่วฟ้าทั่วฝน จึงอยากเรียกร้องถึงการจัดการที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐไม่เคยจริงใจกับประชาชนเลย ไม่เคยมีระบบแจ้งเตือนที่ทำให้ประชาชนสามารถเตรียมตัวได้ ประชาชนจะรู้กันเองและแก้กันเอง
นายวรายุทธ กล่าวต่อว่า ประชาชนหมดหวัง หลายพื้นที่ยังไม่มีหน่วยงานรัฐเข้าไปช่วยเหลือเลย หลายพื้นที่ไม่เห็นว่าเป็นจุดน้ำลึกหน่วยงานรัฐก็ไม่เข้าไป อาศัยช่วยเหลือแค่รอบนอก วันนี้หน่วยงานรัฐต้องหันกลับมาทบทวนตัวเอง ต้องบูรณาการร่วมกันอย่างจริงจังได้แล้วเพราะผลกระทบที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ให้มาพูดแก้ตัวเพื่อเอาตัวรอด แต่วันนี้กำลังทิ้งคราบน้ำตาความสูญเสียและความตายให้กับประชาชน และอยากให้หน่วยงานรัฐออกมาช่วยเหลือประชาชนให้มากกว่านี้
ด้าน นายวงศธร สรณะ เจ้าของสวนทุเรียน กล่าวว่าตนอายุ 24 ปี เพิ่งเคยเจอไปอุทกภัยแบบนี้ครั้งแรก แม้จะเคยเจอน้ำท่วมมาบ้าง แต่ 3-4 วันน้ำก็ลง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ สวนของตนมีทุเรียนอยู่ประมาณ 800 ต้น ซึ่งก็ยังไม่ทราบว่าจะรอดถึง 100 ต้นหรือไม่ หรือหากรอดมาก็ไม่เหมือนเดิม ย้ำว่าครั้งนี้เสียหายหนักมากเพราะเป็นรายได้หลัก ทั้งนี้ หากมีการแจ้งเตือนว่ามวลน้ำมหาศาลกำลังจะมา ปริมาณอาจเทียบเท่าหาดใหญ่หรือน้อยกว่า ตนก็จะเตรียมทุกอย่างให้ดีกว่านี้ จึงจะฝากเรื่องของการเยียวยาซึ่งมีเอกสารจำนวนมาก จึงอยากขอให้ลดขั้นตอนการขอรับเงินเยียวยา เพราะเอกสารหลายอย่างลอยน้ำไปหมดแล้ว
ขณะที่ น.ส.จารุวรรณ ทวีวงศ์ เกษตรกรสวนทุเรียนจากจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า วันนี้ตนได้นำผู้ประสบภัยตัวจริงมาด้วย คือต้นทุเรียนที่ตายไปแล้ว ซึ่งมีมากถึง 400 ต้น อยากจะถามทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะต้องถอดบทเรียนอีกนานแค่ไหน เมื่อไหร่ท่านจะสอบผ่านในการบริหาร การบริหารที่ผิดพลาดเพียงเล็กน้อย คือความสูญเสียของชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ความผิดพลาดเพียงมิลลิเมตรเดียวของรัฐบาล สามารถเรียกชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนกลับคืนมาได้หรือไม่

น.ส.จารุวรรณ กล่าวต่อว่า ทุเรียน 1 ต้นใช้เวลาปลูกอย่างน้อย 5 ปี และเป็นพืชที่สร้างรายได้ให้กับประเทศเป็นอันดับต้นๆ รัฐบาลจะบริหารงานอย่างเข้มงวดโดยไม่ให้ผิดพลาดแบบนี้ได้อีกหรือไม่ในอนาคต จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้อีกหรือไม่ แม้แต่ตนยังไม่รู้เลยว่าจะกล้าปลูกทุเรียนต่ออีกหรือไม่ในที่แปลงนี้ จะทำอย่างไรให้เกษตรกรมีความเชื่อมั่น และหากคนไม่กล้าปลูกทุเรียนจะทำให้เศรษฐกิจมีปัญหาอย่างไร จะมีเม็ดเงินหายไปอีกเท่าไหร่ ลองนึกดูดีๆ สอบให้ผ่านเสียทีกับการบริหารงาน
ขณะที่ตัวแทนสมาพันธ์ SME ไทย กล่าวว่า ปริมาณน้ำที่เกิดขึ้นในปีนี้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจเอสเอ็มอีทั้งขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งไม่ใช่แค่ในกรุงเทพฯ ตนมองว่าเป็นการบริหารงานที่ผิดพลาด จึงอยากให้ภาครัฐพักชำระหนี้ ลดหย่อนหนี้คุยเรื่องภาษี น่าจะเป็นผลประโยชน์สูงสุดให้กับคนตัวเล็ก และอยากเสนอให้ดูเรื่องพิมพ์เขียวเอสเอ็มอีไทย หลายเจ้าขาดสภาพคล่องจนทำให้เป็นหนี้เสียมากขึ้น
ฟากนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า อย่าไปคิดว่าเรื่องนี้เป็นภัยธรรมชาติ เพราะบางพื้นที่ บางจังหวัด มีการเตรียมความพร้อมในการพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำ ทำให้ตอนที่น้ำมาไม่กระทบหนักเกินไปและอยู่รอด เช่น จ.ตราด โดยเฉลี่ยภาพรวมดีกว่าจันทบุรีเพราะมีการเตรียมพร่องน้ำไว้ รอบแรกล้มเหลวไปแล้ว ตอนนี้คือการจัดการรอบที่สองอย่าให้ล้มเหลวอีก เพราะยังอยู่ในมือท่านอยู่
นายเดชรัต สุขกำเนิด ประธานคณะทำงานติดตามสถานการณ์น้ำของพรรคประชาชน กล่าวเสนอแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกร ว่า รอบนี้น้ำท่วมในพื้นที่เกษตรกรรม 1.74 ล้านไร่ และมีเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบมากกว่า 1.5 แสนราย ปศุสัตว์เองก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน สัตว์ปีกได้รับผลกระทบ 12 ล้านตัว สุกรมีความเสียหายกว่า 70,000 ตัว การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำก็มีผลกระทบกว่า 50,000 ไร่ ซึ่งความเสียหายเหล่านี้จะต้องทำโรงเรือนใหม่ปลูกต้นใหม่

นายเดชรัต กล่าวต่อว่า เกษตรกรกังวลอยู่ 4 เรื่องคือ 1.การเยียวยาตกหล่น เพราะไม่มีเล่มเขียวไม่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกร หรือขึ้นทะเบียนไม่ครบถ้วน 2.ความล่าช้าของกระบวนการภาคเกษตรที่ใช้เวลาหลายเดือน เราต้องเดินสำรวจแปลงแต่เจ้าหนี้ที่มีจำนวนจำกัด ทำให้กินเวลานาน 3.อัตราการช่วยเหลือไม่เพียงพอ อย่างนาข้าวได้รับความช่วยเหลือ 2,240 บาทต่อไร่ กรณีไม้ผลได้รับความช่วยเหลือ 6,800 บาทต่อไร่ ส่วนโคกระบือจะได้รับความช่วยเหลือไม่เกิน 5 ตัวต่อครอบครัว สุกรได้รับความช่วยเหลือไม่เกิน 10 ตัวต่อครอบครัว และ 4.ช่วยเหลือไม่ครบถ้วน เกษตรกรไม่ต้องการแค่เงินช่วยเหลือ รายที่จะฟื้นตัวกลับมาใหม่คือต้องการเงินลงทุนเพิ่มเติม การปรับโครงสร้างหนี้ แค่พักชำระหนี้อาจไม่พอเพราะต้องการเงินหมุนเวียนมาสร้างรายได้รอบใหม่
นายเดชรัต กล่าวอีกว่า จึงอยากให้รัฐบาลปรับปรุงเพิ่มเกณฑ์การช่วยเหลือเกษตรกรให้สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง หรือให้รัฐบาลตั้งงบกลางเป็นมติคณะรัฐมนตรีเพิ่มเติม และให้กระทรวงเกษตรปรับทบทวนข้อจำกัดในการลงทะเบียนเกษตรกร สามารถใช้ข้อมูลดาวเทียม ข้อมูลการปลูกพืชจริงในการตรวจสอบข้อมูล เพื่อลดภาระการเดินสำรวจ ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมหรือโดรนเข้ามาช่วย ทำให้การจ่ายเงินเร็วขึ้น และให้ผู้เชี่ยวชาญลงไปให้คำแนะนำเกษตรกร รวมถึงเงินที่จะช่วยฟื้นฟู กระทรวงพาณิชย์ก็ต้องควบคุมจำกัดปัจจัยการผลิต ช่วงเวลานี้มักเจอปัญหาฉวยโอกาสขึ้นราคา สุดท้าย ธ.ก.ส. และรัฐบาลต้องหารือกัน จะมีมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างไร มีระยะเวลาปลอดหนี้และปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสมอย่างไร ถ้าทำแบบนี้การช่วยเหลือจะมาถึงเกษตรกรอย่างเพียงพอ แบบครอบคลุมและไม่ล่าช้า สามารถฟื้นฟูได้
นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวเสนอแนวทางการช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอี ว่า เอสเอ็มอีมีหนี้อยู่แล้วแต่เมื่อขายของไม่ได้ดอกเบี้ยก็เดิน จึงขอเสนอเรื่องการพักหนี้ และต้องเร่งพิสูจน์ตัวตนเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม การลงทะเบียนเป็นผู้ประสบภัยขั้นตอนยุ่งยาก ยิ่งลงทะเบียนล่าช้าการจ่ายเงินเยียวยาก็จะยิ่งช้า ดังนั้นภาครัฐต้องทำเรื่องนี้โดยเร็ว ซึ่งรัฐบาลเองก็มีข้อมูลว่าใครเป็นเอสเอ็มอีจากฐานข้อมูลของไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งกระทรวงการคลังก็ทราบอยู่แล้วว่าใครเป็นผู้ประกอบการ ดังนั้น ข้อมูลนี้สามารถนำมาใช้พิสูจน์ตัวตนได้ กระบวนการที่จะต้องใช้เป็นเดือนจะเหลือเพียงหลักวัน

นายอิสริยะ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังคาดหวังให้สถาบันทางการเงินของรัฐทำงานเชิงรุก ธนาคารต้องลงพื้นที่ช่วยเหลือเอสเอ็มอีว่ามีปัญหาอะไรบ้าง เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งสินเชื่อในระบบได้เร็ว ไม่มีปัญหาหนี้นอกระบบตามมา คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ควรประกาศเรื่องการจ่ายเงิน หรือ Credit Term (เครดิตเทอม) ต้องห้ามเกิน 45 วัน ซึ่งเป็นเงินที่เอสเอ็มอีต้องได้อยู่แล้วเพียงแต่จ่ายช้า ซึ่งประกาศนี้จะเริ่มมีผลใช้วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 แต่เอสเอ็มอีรอไม่ได้ หวังว่าภาครัฐจะไปเจรจากับผู้ประกอบการรายใหญ่ ทั้งนี้ควรหาพื้นที่และซ่อมแซมให้ผู้ประกอบการใหม่ สิ่งที่รัฐจะทำได้คือหาพื้นที่ขายของชั่วคราว ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการมีกระแสเงินสดทำอาชีพต่อไปได้ และรัฐต้องเร่งประสานงานกับสมาคมวิชาชีพต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เกิดความเสียหาย
เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีมีภารกิจที่ประเทศสิงคโปร์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับโลก Forbes Global CEO Conference ในวันที่ 7 ตุลาคมนี้ นายกรัฐมนตรีควรจะไปหรือควรอยู่บัญชาการสถานการณ์น้ำ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่าภารกิจของผู้เป็นนายกรัฐมนตรีก็มีความจำเป็นที่หลากหลาย หากตัวจะไม่อยู่สิ่งที่ประชาชนต้องการได้ยินคือใครจะเป็นตัวแทนรัฐบาลนั่งหัวโต๊ะบริหารสถานการณ์ ซึ่งก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีเคยมอบหมายให้รองนายกให้รองนายกรัฐมนตรีไปดูแลพื้นที่ส่วนต่าง ๆ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคืออะไร เรายังไม่เห็นบทบาทที่แก้ไขสถานการณ์ได้จริง

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า ดังนั้น การเลือกว่าจะไปหรือไม่อาจไม่ใช่คำถามที่ประชาชนต้องการคำตอบ แต่คำถามคือนายกรัฐมนตรีที่เป็นประมุขของฝ่ายบริหาร สามารถกำกับดูแลและลดความสูญเสียให้กับประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน
ด้าน นายวีระยุทธ กล่าวเสริมว่า ขณะนี้ความน่ากังวลอยู่ที่หากรัฐบาลไม่ทำอะไร ประชาชนมีแนวโน้มที่จะตีกันสูง ทั้งในระดับจังหวัดและในระดับหมู่บ้าน เช่นในลุ่มน้ำบางปะกงที่มีการผันน้ำใส่กันไปมา ระหว่างจังหวัดปราจีนบุรีกับจังหวัดฉะเชิงเทรา และหากมีความจำเป็นในการผันน้ำควรแจ้งล่วงหน้า ว่าพื้นที่ใดจะต้องรับน้ำในช่วงไหน เมื่อไม่มีการแจ้งก็มีการบ่ายเบี่ยงกัน เราจึงต้องการให้นายกแต่งตั้งผู้ที่มาประสานงานพื้นที่ต่างๆ เพื่อไม่ให้ประชาชนตีกันเอง รวมถึงเพื่อไม่ให้ต้องเกิดการอพยพซ้ำจากศูนย์อพยพ ไปอยู่ที่อื่น ซึ่งสะท้อนถึงการไม่วางแผนล่วงหน้าในระดับลุ่มน้ำ


