ราชดำเนินเสวนา เปิดวงถกปมบริหารจัดการน้ำไทย นักวิชาการเตือนผลกระทบโลกรวนทำกรุงเทพฯ เสี่ยงท่วมสูง 40-96% แนะรัฐเลิกถอดบทเรียน เปิดทางท้องถิ่นมีบทบาท ปฏิรูประบบรับมือภัยพิบัติ ‘สิตางศุ์’ แนะผู้นำต้องเปลี่ยนมายด์เซ็ต
เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดกิจกรรม ราชดำเนินเสวนา หัวข้อ “หยุดวงจรน้ำท่วมซ้ำซาก ทางออกประเทศไทยสู่การบริหารน้ำระยะยาว” ที่โรงแรมเบสต์ เวสเทิร์น จตุจักร โดยมีวิทยากรประกอบด้วย รศ.ดร.สิตางคุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ รศ.ดร.เสรี ศุกราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติมหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิอาสาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ นายณัฐสิฏ รักษ์เกียรติวงศ์ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ร่วมเสวนา
รศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าวว่า ปัญหามันมีเยอะมาก แนวโน้มที่จะไปข้างหน้าก็ดูน่ากลัวมาก ไม่ว่าจะเป็นน้ำทะเลขึ้นสูง หรือว่าสิ่งที่เราฟังกันมาหลายปีก่อนหน้านี้ก็คือ กรุงเทพมหานครมีโอกาสที่จะจมหรือว่าน้ำท่วม 40-96% ของพื้นที่ ที่เคยมีการคาดการณ์ว่าจะเป็นช่วงปี พ.ศ. 2573 ซึ่งปัจจุบันในปี พ.ศ. 2569 ก็เห็นว่าประเทศไทยเรายังไม่ได้ทำอะไรที่จริงจัง แล้วก็สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้มันก็ค่อนข้างเชิงประจักษ์ว่าการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศมันจะทำให้ฝนเป็นอย่างที่เห็น ซึ่งการสื่อสารของภาครัฐคือกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าจากก่อนหน้านี้ที่ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ตอนหลังก็มีการปรับตัวในการสื่อสาร มีความเป็นแม่ค้าพ่อค้าที่สื่อสารให้คนเข้าใจได้ง่ายๆ
สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานคร ถามว่า กรุงเทพมหานครรู้ตัวก่อนหรือไม่ ก็รู้ แต่กรมอุตุนิยมวิทยาจะแค่ฉายภาพใหญ่ แล้วแต่ละจังหวัดต้องเอาข้อมูลมาย่อยลงไปพื้นที่ตัวเอง เอาไปจัดการในพื้นที่ตัวเอง ซึ่งจังหวัดไม่ได้มีศักยภาพที่จะทำได้ ไม่สามารถที่จะไปย่อยสเกลลงไปได้ เพราะฉะนั้น หน่วยงานหลักที่ต้องช่วยก็คือ สนทช. ที่ต้องไปช่วยจังหวัดในการที่จะวิเคราะห์ แต่ สนทช. อาจจะไม่ได้ช่วย กทม. มากนัก เพราะต่างก็คิดว่า กทม. มีศักยภาพที่จะทำได้ เพราะคือเมืองหลวงของประเทศไทย ทางผู้ว่าฯ กทม. เคยบอกว่านำปริมาณฝนที่ตกที่หาดใหญ่มาปิดห้องทำ Scenario ว่าหากเกิดเหตุที่กรุงเทพฯ จะทำอย่างไร คนก็สบายใจ ซึ่งเรื่องพวกนี้ หากรู้ก่อนล่วงหน้า 7 วัน 3 วันก็เตรียมการได้ แต่ว่าการที่ไม่ได้มี Scenario ไว้ก่อน ทำให้พอถึงเวลาที่จะเกิดจริง ๆ ก็ใช้แผนที่ประเมินว่า หากฝนตกแบบนี้ worst case จะเป็นอย่างไร จะได้มาเตือนก่อนล่วงหน้า
ในภาวะการบริหารจัดการน้ำมี 2 ภาวะคือ ภาวะปกติที่ไม่เกิดอะไรขึ้นเลย ก็จะมีหน่วยงานปกติที่ทำหน้าที่ไปคือ กรมชลประทาน ก็จัดสรรน้ำเพื่อการเกษตร กรมอุตุนิยมวิทยาก็คาดการณ์พยากรณ์ฝน ถ้าไม่มีอะไรก็คือไม่มีอะไร แต่เมื่อมันมีแนวโน้มที่จะมีภาวะวิกฤตเกิดขึ้น ก่อนเกิดหน่วยงานใดที่ควรจะรู้ ปกติกรมอุตุนิยมวิทยาต้องรายงานข้อมูลอากาศ คาดการณ์ฝน แต่การคาดการณ์ว่าจะมีภาวะวิกฤตคือ สนทช. ที่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. น้ำฯ ปี 2561 ซึ่ง สนทช. จะเป็นเจ้าภาพฝั่งน้ำ จะเอาข้อมูลทั้งหมดด้านน้ำที่อยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ รวบรวมแล้วประเมินล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุอะไรขึ้นได้บ้าง โดยต้องทำตั้งแต่ก่อนเข้าฤดูฝน เพื่อให้มีการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก ต้องมีการวางแผนจัดเส้นทางจราจรให้น้ำ เช่น การเตรียมการพร่องน้ำจากเขื่อน ซึ่งปีที่แล้วทำ แต่ปีนี้ไม่ได้ทำ ซึ่งในส่วนของกรุงเทพฯ ต้องมีการส่งคนที่มีอำนาจหน้าที่ไปร่วมประชุมบ้าง ซึ่งคำว่าบ้าง แปลว่าที่ผ่านมาไม่ค่อยมี ส่วนว่าทำไมไม่ค่อยมีประชุม ก็มีประเด็นเหมือนกัน โดย กทม. เมื่อได้ข้อมูลภาพใหญ่จากกรมอุตุนิยมวิทยาแล้วต้องไปย่อยข้อมูลลงไปในสเกลของ กทม.ต้องไปประเมินว่าที่บอกว่าฝนจะตกในกรุงเทพฯ เขตไหนที่เป็นพื้นที่เสี่ยง เช่น พื้นที่ต่ำ ตกไม่นานก็ท่วมเลย อย่างรามคำแหง บางกะปิ มีนบุรี

ปัจจุบันหน่วยงานหลักในการวิเคราะห์ข้อมูลเรื่องน้ำ อย่างรอบนี้ ที่น้ำมาเยอะ กรมชลประทานก็มีเวลาไม่มากในการจัดการ เมื่อฝนมาเรื่อย ๆ ที่เขื่อนเจ้าพระยา จาก 1,700 ลูกบาศก์เมตร จนตัวเลขกำลังจะแตะที่ 2,000 แต่การจะขอระบายน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยาให้เกิน 2,000 จะต้องไปขอกับทางคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ ซึ่งครั้งนี้นายกฯ ให้นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ รับผิดชอบ ก็มีการไปขอกับนายทรงศักดิ์ ซึ่ง ณ วันนั้นไม่ยืนยัน เป็นข่าวลือ การเมืองบอกว่าอันนี้เป็นข่าวลือจริง ๆ การเมืองยังไม่ให้ระบาย การเมืองบอกว่าให้หน่วงไว้ก่อน เพราะถ้าระบายเยอะ อ่างทองของใคร สิงห์บุรี อยุธยาของใคร คือบอกว่าหน่วงไว้ก่อน ไอ้คำว่าหน่วงไว้ก่อนคือว่า น้ำก็มาเรื่อย ๆ แล้วมันก็มาอยู่ที่หน้าเขื่อนเจ้าพระยา ถามว่าหน้าเขื่อนเจ้าพระยาคืออะไร คือชัยนาทกับนครสวรรค์ ซึ่งน้ำจะเทหน้าเขื่อนไปเรื่อย ๆ ไปจนถึงอำเภอนครสวรรค์ จังหวัดที่บอกว่า เฮ้ย มันไม่ได้แล้ว วันนั้นยังมีใครมาห้ามอยู่เลย เพราะว่าขอเหอะ อย่าอั้นเลย
ส่วนสถานการณ์ตอนนี้ของลุ่มน้ำเจ้าพระยา แม้ฝนจะมาวันที่ 9-11 ตุลาคม แต่ไม่ได้มีอะไรกังวลใจ นอกจากพื้นที่นอกคันที่บางบาล คิดว่าน้ำจะอยู่กับลุ่มน้ำเจ้าพระยาไปอีกถึงสิ้นเดือนตุลาคม โดยกรุงเทพฯ จะไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำเหนือ แม้ว่าจะมีน้ำหนุนช่วงวันที่ 7-9 ตุลาคมนี้ แต่กรุงเทพฯ ก็ต้องระวังฝนในพื้นที่ ซึ่งช่วงนี้ไม่มีอะไรแล้ว ที่มีการประกาศว่า อย่าเพิ่งเอาของลงให้อยู่ไว้ที่เดิม คงไว้อย่างนั้นก่อน อย่าเพิ่งยกของลง จนกว่าจะเลยกลางเดือนตุลาคมไปแล้ว ส่วนที่ภาคใต้ก็ให้เตรียมรับสถานการณ์ได้เลย โดยเฉพาะช่วง 1-2 วันนี้ ที่ปัตตานี-นราธิวาส ส่วนที่หาดใหญ่ยังไม่ได้มีอะไรที่จะสบายใจได้เลย แม้นายกรัฐมนตรีจะลงไปหลายรอบ
ในการทำงานเกี่ยวกับเรื่องน้ำ โดยเฉพาะของ สนทช. ภายใต้ พ.ร.บ. น้ำฯ หากสมมุติว่ามีข้อมูลจากการวิเคราะห์ว่า สถานการณ์จะนำไปสู่วิกฤตหรือไม่วิกฤต ซึ่งฝั่งที่จะไปช่วยเหลือประชาชน ก่อนเกิดสถานการณ์วิกฤต พระเอกที่เป็นหัวโต๊ะก็คือเลขาธิการ สนทช. เพราะต้องเป็นคนบูรณาการข้อมูล และเมื่อวิเคราะห์เสร็จ ก็ไปแจ้งกับกระทรวงมหาดไทย ซึ่งในส่วนของท้องถิ่นอย่างที่หาดใหญ่ นายกเทศมนตรีหาดใหญ่ก็มีอำนาจตามระดับหนึ่ง หากมีข้อมูลส่งมาว่า ภัยที่จะเกิดขึ้นแค่ระดับท้องถิ่น ระดับตำบล ก็ประกาศไว้ที่ระดับหนึ่งก็พอ เพื่อจะได้เตรียมรับมือก่อนที่จะเกิดเหตุ ก็อาจมีการซ้อมแผนเผชิญเหตุ แต่หากปรากฏว่าเป็นระดับ 2 ก็จะต้องมีการเตรียมการเรื่องของการเตรียมช่วยคน การใช้อุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ มีการเตรียมงบประมาณในแต่ละจังหวัด 15 ล้าน แต่หากท้องถิ่นอย่างที่หาดใหญ่ หากนายกเทศมนตรีหาดใหญ่บอกว่า สถานการณ์มันใหญ่ไปกว่านั้น ท้องถิ่นทำอะไรไม่ได้แล้ว ก็เป็นภัยระดับจังหวัด ทาง สนทช. ก็ต้องประสานบอกผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่ง ผวจ. ก็มีอำนาจประกาศเป็นภัยระดับ 3 และสั่งหน่วยงานในจังหวัดได้ แต่หากว่าเกิดหลายจังหวัดมากอย่างรอบนี้ เกิดขึ้นหลายจังหวัดมาก เช่น กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว รมว.มหาดไทยต้องได้รับรายงาน ซึ่งต้องไม่ใช่แค่เล็งว่าจะไปทำข้าวผัดที่ไหน เพราะว่าตอนนี้มันหนักมาก อาจจะต้องขอความช่วยเหลือจากทุกหน่วยงานในประเทศเยอะมาก ถามว่าใครคือมีอำนาจมากที่สุดในประเทศ ก็คือนายกฯ ถ้านายกไม่มี แล้วเราจะมีนายกไปทำไม ซึ่งหากสมมติ เอาไม่อยู่แล้ว รมว.มหาดไทยต้องไปสะกิด นายกฯ ว่าให้ประกาศเป็นภัยระดับ 4 สภาพก็คือมือซ้ายสะกิดมือขวา แล้วนายกฯ ก็ประกาศภัยระดับ 4 ซึ่งเมื่อประกาศแล้ว จังหวัดที่เกิดภัยเขาใช้งบของตัวเองได้ ตัวของนายกรัฐมนตรีก็สามารถเรียกสรรพกำลังในประเทศที่จะไปช่วยที่ไหนก็ได้ นายกฯ จัดการได้หมด รวมทั้งยังสามารถขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศให้มาได้ด้วย
เมื่อถามว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นภัยระดับไหน รศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าวว่า เป็น “ภัยของผู้นำ” ก็คือที่เกิดขึ้นที่อธิบายมาสิ่งที่ควรจะเป็น ถามว่าฝั่งน้ำ พอจะเกิดภัยพิบัติได้ประกาศมาตรา 24 ตาม พ.ร.บ. น้ำฯ หรือไม่ ตอนน้ำท่วมหาดใหญ่เคยเห็นประกาศหรือไม่ ก็ไม่เห็น แล้วตาม พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยฯ เคยเห็นนายกฯ บัญชาการหรือไม่ นายกฯ ก็ลงไปทำข้าวผัด ถามว่านายกไปดีหรือไม่ ก็ดี ไปให้ขวัญกำลังใจ แต่ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้น นายกทำตามระดับการประกาศภัยฯ หรือยัง นายกนั่งบัญชาการในฐานะรมว.มหาดไทยหรือยัง นายกนั่งบัญชาการในฐานะนายก ผู้บัญชาการสูงสุดของภัยระดับ 4 หรือยัง นายกฯ ก็บอกว่า ก็เป็นผู้บริหาร จะทำเองทำไม เจอใครแล้วก็มอบหมายคนนั้น
ทั้งนี้ มีแนวทางคือ S: Stop Pushing Old Project หยุดผลักดันโครงการที่คิดขึ้น 20-30 ปีที่แล้ว ยังมีโปรเจกต์ที่อยู่ในท่ออีกเยอะมากที่รอมาขออนุมัติงบ บางโครงการคิดไว้ตั้งแต่ปี 2554 ขอให้หยุดผลักดันโครงการเดิม ๆ เมื่อหลายปีไว้ก่อน I: Investigate Ourselves สำรวจ ทบทวนต้นทุนที่มีทั้งหมดใหม่ ว่ารัฐใช้งบประมาณไปกับอะไร ที่ผ่านมามีการสร้างโครงการต่าง ๆ เยอะมาก แล้วมาสำรวจว่าในพื้นที่มีโครงสร้างอะไรบ้าง อะไรที่ยังไม่มี
T: Thinking New คิดใหม่บนบริบทจริงที่เปลี่ยนไป คือเปลี่ยนวิธีคิดในการบริหารจัดการ เพื่อทำให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง A: Artificial Intelligence Unit ใช้เทคโนโลยีเอไอช่วยสนับสนุนการตัดสินใจจัดการ N: Nature-based Solution มุ่งทางออกที่เอื้อวิถีธรรมชาติ มากกว่าพยายามเอาชนะธรรมชาติ G: Gather Public-Private Participation
“ผู้นำประเทศต้องเปลี่ยนมายด์เซ็ต เพราะหากนายกฯ ไม่เปลี่ยน รัฐมนตรีที่อยู่ข้างล่างจะเปลี่ยนได้อย่างไร หากนายกฯ ไม่เปลี่ยน ทุกอย่างก็เหมือนเดิม แล้วเราจะมีนายกฯ ไว้ทำไม มายด์เซ็ตของผู้บริหารสูงสุดจะต้องเปลี่ยน หากเปลี่ยนไปพร้อมกับภัยพิบัติที่มันรุนแรงขึ้น การบริหารจัดการน้ำมันต้องเปลี่ยน ผู้นำประเทศไม่เปลี่ยนมายด์เซ็ต เราอาจต้องเปลี่ยนผู้นำประเทศ แล้วเรื่องดูงานก็เปลี่ยนได้แล้ว ดูได้แต่สถานที่ซ้ำ ๆ ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นภาคส่วนใด ๆ ต้องสร้างให้เกิดความร่วมมือ แล้วเราจะเปลี่ยนได้อย่างไร หากผู้นำเรายังไม่รู้เลยว่าจุดอ่อนอยู่ตรงไหน ไม่รู้เลยว่าเขาไม่รู้อะไร เขาคิดว่าเขารู้ทุกอย่าง ผู้นำประเทศต้องเปลี่ยนมายด์เซ็ต หากผู้นำประเทศไม่เปลี่ยนมายด์เซ็ต เราอาจจะต้องเปลี่ยนผู้นำประเทศแทน” รศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าว

ด้าน ดร.สนธิ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องจับตาคือสภาวะโลกรวน ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนปัจจุบันที่ส่งผลถึงอนาคต พบว่าเกิดผลกระทบเช่น หิมะกำลังละลายเกิดเหตุการณ์ที่ประเทศเนปาล รวมถึงที่ขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ ตอนนี้ละลายรวมกันประมาณ 12.5 ล้านล้านตัน ที่เป็นข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ของต่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ-องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (อังกฤษ: World Meteorological Organization หรือย่อว่า WMO) พื้นที่ที่กำลังวิกฤตที่สุดก็คือแถบขั้วโลกคือกรีนแลนด์, เทือกเขาหิมาลัย เทือกเขาแอลป์ในยุโรป เป็นต้น ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นที่นำไปสู่ปัญหาน้ำท่วมชายฝั่ง โดยเมืองที่เสี่ยงคือเมืองหลวงในประเทศที่เป็นเกาะต่ำ เช่น มัลดีฟส์ รวมถึงพื้นที่ริมฝั่งทะเลประเทศไทย ซึ่งแบบจำลองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทางองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก คาดการณ์ว่าเอเชียเป็นภูมิภาคที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติรุนแรงที่สุดในโลก เนื่องจากมีประชากรหนาแน่น มีแนวชายฝั่งยาว โดยการคาดการณ์ภัยพิบัติ เขาให้ดูในช่วงปี ค.ศ. 2030 หรือปี 2573 – ปี ค.ศ. 2050 หรือ 2593 และในปี ค.ศ. 2100 มีการทำแบบจำลองทางคณิตศาสตร์คาดการณ์
โดยในปี ค.ศ.2030 เป็นหมุดหมายระยะสั้น จุดเริ่มต้นความผันผวนและภาวะสุดขั้ว หากไม่มีการลดคาร์บอนอย่างจริงจัง ภัยพิบัติที่เห็นได้ชัดในเอเชียคือภัยแล้ง สลับกับน้ำท่วมฉับพลัน เอเชียตะวันออก จีน ญี่ปุ่นจะเผชิญภัยแล้งบ่อยและรุนแรงขึ้น ขณะที่เอเชียกลางจะมีปริมาณความชื้นและฝนเข้ามาเพิ่มขึ้น คลื่นความร้อนรุนแรงขึ้น ส่วนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเจอมรสุมแปรปรวน ฝนตกหนักขึ้นในระยะเวลาสั้น ส่งให้เกิดดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก สำหรับประเทศไทยในปี ค.ศ. 2030 หรือ 2573 จะเกิดอะไรขึ้น
โดยในปี ค.ศ.2030 เป็นหมุดหมายระยะสั้น จุดเริ่มต้นความผันผวนและภาวะสุดขั้ว หากไม่มีการลดคาร์บอนอย่างจริงจัง ภัยพิบัติที่เห็นได้ชัดในเอเชียคือภัยแล้ง สลับกับน้ำท่วมฉับพลัน เอเชียตะวันออก จีน ญี่ปุ่นจะเผชิญภัยแล้งบ่อยและรุนแรงขึ้น ขณะที่เอเชียกลางจะมีปริมาณความชื้นและฝนเข้ามาเพิ่มขึ้น คลื่นความร้อนรุนแรงขึ้น ส่วนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเจอมรสุมแปรปรวน ฝนตกหนักขึ้นในระยะเวลาสั้น ส่งให้เกิดดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก
สำหรับประเทศไทยในปี ค.ศ. 2030 หรือ 2573 จะเกิดอะไรขึ้น คือมีความเสี่ยงที่ร้ายแรงสุดในกรุงเทพฯ ที่ได้รับการเตือนจากองค์การระดับโลกทั้งเวิลด์แบงก์ กรีนพีซ อุตุนิยมวิทยาโลก เตือนไว้ว่าหากไม่มีการเตรียมความพร้อมรับมือที่ดี กรุงเทพฯ อาจจะมีพื้นที่จมน้ำหรือเสี่ยงต่อน้ำท่วมสูง 40-96% ส่วนภัยพิบัติที่คาดจะเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากเมืองกำลังทรุด โดยทรุดปีละ 1-2 เซนติเมตร เพราะมีการสร้างตึกต่าง ๆ เยอะ ทำให้เวลาน้ำขึ้นจะเห็นได้ว่า น้ำขึ้นสูงมาก แล้วเขายังบอกอีกว่าก็ทำให้กรุงเทพฯ เป็นเหมือนแอ่งกระทะ ทำให้กรุงเทพฯ เป็นแอ่งกระทะเก็บกักน้ำไว้ ทุกอย่างไหลลงมาที่กรุงเทพฯ หมดแล้วสุดท้ายไปลงที่สมุทรปราการ จึงมีการคาดการณ์ว่าในปี ค.ศ. 2030 น้ำจะท่วม ก็คือน้ำท่วม รอการระบาย
ส่วนในปี ค.ศ.2050 ที่เป็นการคาดการณ์หมุดหมายระยะกลาง ก็มีการคาดการณ์ในเรื่องวิกฤตเมืองชายฝั่งและระบบเศรษฐกิจทั้งหมด มีการคาดการณ์เมืองใหญ่จมน้ำชายฝั่งหมดเลย ก็คือเมืองหลวงและเมืองท่าที่สำคัญในเอเชีย กรุงเทพมหานคร, จาการ์ตา อินโดนีเซีย, มะนิลา ของฟิลิปปินส์, เมืองมุมไบของอินเดีย จะเสี่ยงเผชิญน้ำทะเลหนุนสูงและแผ่นดินทรุดจนเกิดน้ำท่วม อันนี้ผมไม่ได้พูดเอง แต่เป็นข้อมูลของหน่วยงานองค์กรระหว่างประเทศ
ที่ประเทศญี่ปุ่น ฝนตกมา 34 วันน้ำไม่ท่วม แต่ของเราฝนตก 3 วันน้ำท่วม อยากบอกว่าเราไม่ต้องไปถอดบทเรียนแล้วแต่ต้องปฏิรูป ที่ผ่านมาเห็นแล้วว่ามันล้มเหลว ดูได้จากสี่เหตุการณ์ ทั้งที่หาดใหญ่ เชียงราย เชียงใหม่ กรุงเทพมหานคร แล้วจะไปถอดบทเรียนไปทำไม คุณไปปฏิรูปเลย และต้องปฏิรูปหมด แต่ไม่ต้องทำแบบเดิม ๆ ทำหนังสือราชการหรือออกแถลงการณ์อะไร อย่างการสื่อสารของกรมอุตุนิยมวิทยาในการพยากรณ์อากาศ ก็พูดจาไม่รู้เรื่อง ผมยังไม่รู้เรื่องเลย ที่กรมอุตุนิยมวิทยาออกมาบอก ผมก็เชื่อราชการที่บอกว่าเอาอยู่ บ้านผมเลยน้ำท่วม อย่างที่ญี่ปุ่นที่ฝนตกหลายวันทำไมน้ำไม่ท่วม เพราะเขาทำไว้ดี ซึ่งก็เสนอว่าให้ไปก๊อปปี้มาเลย ไม่ต้องไปคิดใหม่แล้ว
การเตรียมพร้อมของประเทศอื่น ๆ เช่น อินโดนีเซีย ที่มีการคาดการณ์กันว่าน้ำจะท่วมเมืองหลวงในปี ค.ศ. 2050 เขาก็ย้ายเมืองหลวงไป นูซันตารา ส่วนในปี ค.ศ. 2050 ประเทศไทย กรุงเทพฯ ได้จมน้ำถาวร ที่มีการคาดการณ์กันว่าไม่ต่ำกว่า 1 เมตร อย่างที่เมืองจาการ์ตา ของอินโดนีเซียมีการสร้างกำแพงไว้ แต่เขาคงประเมินว่าอาจเอาไม่อยู่ เมื่อมีการบอกว่าจมแน่นอนในปี ค.ศ. 2050 ก็ย้ายเมืองหลวงแล้ว แต่บ้านเราย้ายเมืองหลวงไปไม่ได้ เพราะลงทุนไว้เยอะ ก็เลยจะสู้ ข้อมูลเหล่านี้ต่างประเทศเขาคาดการณ์ให้เรา หากเราไม่ทำอะไรเลย ซึ่งถึงตอนนี้ก็ยังไม่ทำอะไรเลย ซึ่งเมืองที่มีความเสี่ยงหลายแห่งเขาเตรียมพร้อมไว้แล้ว เช่น มะนิลา ฟิลิปปินส์ หรือนิวออร์ลีนส์ สหรัฐอเมริกา ที่ผ่านมา ก็มีคนไปร่วมการประชุมระดับนานาชาติในเรื่องนี้หลายครั้ง แต่ปรากฏว่ากลับมาก็เงียบ
“เราจะต้องทำเชิงรุก ไม่ใช่ไปตั้งรับแล้วก็เยียวยาแบบที่ผ่านมาไม่ได้แล้ว มันต้องเชิงรุก แล้วก็การคาดการณ์ต้องแม่นยำ ต้องให้ประชาชนเข้มแข็ง ต้องกระจายอำนาจด้วย หลายหน่วยงานไปดูงานเรื่องการป้องกันที่ต่างประเทศ แต่กลับมาบอกไม่รู้ จำไม่ได้ ระบบต่าง ๆ ของเรา บิ๊กดาต้าไม่มี เอไอไม่มี ต่างคนต่างทำ ระบบเราต้องรอจดหมายราชการ ต้องปฏิรูปแน่นอน ต้องมองภาพรวมเป็นลุ่มน้ำ เช่น ลุ่มเจ้าพระยา แน่นอนว่า เราต้องเจอน้ำเหนือ น้ำหนุน แล้วก็น้ำตา ประชาชน สุดท้ายต้องอยู่ที่น้ำยาของรัฐบาล ไม่อย่างนั้นก็แก้ไม่ได้” ดร.สนธิ กล่าว

ขณะที่ ดร.เสรี ที่ร่วมเสวนาผ่านระบบออนไลน์ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเวลานี้ มันใกล้ตัวจนพื้นฐานของคนไทย ถ้าไม่ปรับมันไม่ได้แล้ว ที่ก็คือแผนงานต่าง ๆ เช่น แผนยุทธศาสตร์ชาติ หรือแผนเกี่ยวกับเรื่องน้ำ ต้องปรับ ต้อง flexible ซึ่งความจริงทุกฝ่ายก็เขียนไว้ในแผนว่าต้องมี Nature-based Solutions (แนวทางการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน) แต่ว่าเขียนอย่างเดียวอาจจะไม่ทำกัน ซึ่งบทเรียนที่เกิดขึ้นเช่นที่หาดใหญ่ บทเรียนน้ำท่วมที่เกิดขึ้น เรื่องแผนต่าง ๆ ต้องปรับ ต้องปฏิรูปขนานใหญ่ แต่อยากจะบอกว่า สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลให้สบายใจได้ว่า ไม่มีน้ำเหนือมาอย่างแน่นอน แต่บางทีสื่อนำของเก่าไปพาดหัวข่าวแล้วสร้างความตระหนก จนกลายเป็นประเด็น ควรต้องอยู่บนฐานข้อเท็จจริง ต้องประเมินให้ได้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นในสัปดาห์หน้า ซึ่งผมก็ประเมินว่าช่วงสัปดาห์หน้า ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องความเสี่ยง พายุฝนไม่มี คืออาจจะฝนตกแต่เป็นเรื่องปกติ แต่ประเด็นสำคัญก็คือว่า น้ำหลากไม่มี ก็ขอให้คลายกังวล นอนหลับให้สบายใจ ส่วนที่มีการคาดการณ์ว่าสัปดาห์หน้าช่วงวันที่ 11-14 ตุลาคม ฝนจะตกหนัก ก็ประเมินว่าในส่วนของกรุงเทพมหานคร ไม่ต้องกังวล ฝนจะไปอยู่ทางภาคเหนือ ไปลงภาคใต้
สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมที่ปราจีนบุรี นายกรัฐมนตรีสั่งการกระทรวงสาธารณสุข ให้เร่งช่วยเหลือผู้ป่วย และกลุ่มเปราะบางที่อยู่ตามจุดต่าง ๆ ในอำเภอต่าง ๆ เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วนคือต้องช่วยชีวิตคนก่อน รวมถึงการช่วยเหลือเรื่องเสบียงอาหาร ที่ไม่มีปัญหา และเร่งระบายน้ำ
ส่วนเรื่องของการเตือนภัยพิบัติ ที่ผ่านมาได้พูดไว้หลายเวทีแล้วแต่เขาไม่เข้าใจ คือระบบถูกออกแบบไว้เป็น National Alert (การแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินระดับชาติ) ที่สากลก็ใช้ระบบแบบนี้หมด คือถูกวางไว้ว่าจะรับผิดชอบเฉพาะภัยขนาดใหญ่ เช่น แผ่นดินไหว พายุ การก่อการร้าย เป็นลักษณะเตือนภัยในภาพกว้าง แต่น้ำท่วมวางไว้ว่าให้ท้องถิ่นเตือน ที่ไม่ใช่การผลักภาระ แต่ให้ทุกระบบมันจะต้องสอดรับกัน เช่น หากมี National Alert ไป ทางท้องถิ่น เขาทำได้หรือไม่ได้ ก็ต้องร้องขอมา เช่น ขาดเครื่องมือ อุปกรณ์ ขาดระบบ ก็ต้องร้องขอมา อย่านิ่งเฉย เพราะหากนิ่งเฉย ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ เห็นไหมว่าเราก็ไปวางตัวเตือนไว้คือ Cell Broadcast ไปวางให้เขาเลย ให้ท้องถิ่นเตือนเลย จังหวัดต่าง ๆ หากท้องถิ่นเข้มแข็ง ก็นำ Cell Broadcast ไปตั้งไว้เลย แล้วก็ให้เตือนด้วยตัวท้องถิ่นเอง เพราะว่าอยู่ในพื้นที่ ก็จะรู้สภาพพื้นที่ เราจะไปหวังพึ่งแต่ส่วนกลางได้อย่างไร ระบบถูกวางไว้แบบนี้ ซึ่งหากท้องถิ่นยังไม่เข้มแข็ง ยังไม่สามารถสร้างระบบเตือนภัยได้ รัฐบาลก็ต้องไปทำให้เขา เพราะหากทำไม่ได้ก็จะเกิดปัญหาแบบที่ผ่านมาตลอด เกิดปัญหาว่าเตือนล่าช้า หรือไม่บอกว่าเตือนแล้วจะให้อพยพไปอยู่ที่ไหน ศูนย์พักพิงอยู่ที่ไหน ระบบถูกวางไว้อย่างนั้น แต่ถามว่าจะใช้เวลาแก้ตรงจุดนี้อีกนานแค่ไหน ผมตอบไม่ได้ เพราะว่าขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
นายณัฐสิฏ ให้ความเห็นว่า Climate change ทำให้เกิดภัยที่เกิดขึ้นมันรุนแรงขึ้นและถี่ขึ้น สิ่งหนึ่งที่ต้องนำมาคิดก็คือสังคมมนุษย์อยู่ด้วย infrastructure ที่ถูกออกแบบโดยอดีต ไม่ได้ถูกออกแบบสำหรับโลกใหม่ที่เราจะไป ทำให้รับโจทย์ใหม่ไม่ได้ จึงต้องมาออกแบบใหม่ สมัยก่อนภัยพวกนี้เกิดขึ้นลักษณะแบบฤดูกาล รอบนี้ไม่ได้เป็นฤดูกาลแบบนั้น โมเดลการจัดการในเรื่องการรับมือภัยพิบัติ โมเดลที่เราเคยมี แสดงให้เห็นว่าภัยที่เกิดขึ้นมีความถี่ระดับหนึ่งและมีความแน่นอนระดับหนึ่ง เมื่อก่อนพอมีภัยมา ก็เข้าไปช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ เช่น น้ำลดก็เอาถุงยังชีพไปให้ ให้เงินชดเชยเยียวยาช่วยเหลือ ให้เกิดการฟื้นฟูชีวิต ที่ก็ไม่ใช่วิธีการที่เพอร์เฟกต์ แต่หากมันเกิดขึ้นสักสิบปีครั้ง มันก็อาจพออยู่กันได้ แต่ตอนนี้ระยะเวลาที่เกิดภัยพิบัติ มันเกิดขึ้นแคบมาก ไม่ใช่แค่สิบปีครั้งแต่แคบลงเช่นสามปีครั้ง ทำให้ไม่มีระยะเวลาพอให้คนได้ฟื้นตัว
“วิธีการก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิด เพราะวิธีการที่ผ่านมามันตามไม่ทัน ไม่ใช่แค่เกิดภัยพิบัติเข้าไปช่วยแล้วก็แยกย้าย เพราะวันนี้โจทย์เปลี่ยนไปเวลาเกิดภัย และปัญหาสำคัญของเราอย่างหนึ่งก็คือ ไม่มี Operation Model ที่มีความสามารถที่รับมือปัญหาเหล่านี้ เวลาเกิดภัยพิบัติขึ้น” นายณัฐสิฏ




