ทนายอั๋นร้องนันทนา ตรวจสอบปม ส.ว.เข้าชื่อยื่นป.ป.ช. ฟันกกต.เสียงข้างน้อยปูดข้อมูลคดีโกงเลือก ส.ว. บี้หยุดหัวคิดขึ้นภาษี VAT 3% ซ้ำเติมประชาชนที่ยังจมน้ำท่วม ‘นันทนา’ รับเรื่องส่งเข้าอนุกมธ.พัฒนาการเมือง จับตาเข้มคดีโรงสอลท้องถิ่น เจอสัญญาณมวยล้ม ขณะที่ ‘สุนทร’ เตือนรัฐบาลอย่าแพ้เสียงในหัว ฟังประชาชนบ้าง
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 8 ตุลาคม ที่รัฐสภา นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ เข้ายื่นหนังสือต่อน.ส.นันทนา นันทวโรภาส ส.ว.ให้มีการตรวจสอบเรื่องข้อเสนอให้มีการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 3% และกรณีที่ส.ว.เข้าชื่อยื่นต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาจิ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบเอาผิดกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เสียงข้างน้อย ในมติส่งรายชื่อผู้เกี่ยวข้อข้องกับคดีฮั้วเลือกส.ว. ที่ออกมาเปิดเผยรายละเอียด ข้อมูล หลักฐาน พยานต่างๆ ในคดีดังกล่าวต่อสาธารณะ
นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า กรณีมีกลุ่มส.ว.เข้าชื่อยื่นต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบเอาผิดกกต.เสียงข้างน้อยที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลหลักฐาน พยานต่างๆ ในคดีดังกล่าวต่อสาธารณะ คำถามก็คือท่านไม่ได้ทำผิดอะไร เพราะพูดความจริง และเป็นประเด็นสาธารณะที่เกิดประโยชน์แก่ประชาชน ตนจึงไม่ทราบว่า ส.ว.เสียงส่วนใหญ่ต้องการอะไร เรื่องนี้ตนได้ไปร้องคัดค้านที่ป.ป.ช.ไว้แล้ว เพื่อขอให้ป.ป.ช.พิจารณา แต่โยนคำร้องของส.ว.ที่ให้เอาผิดกกต.สียงข้างน้อยลงถังขยะไปเสีย
นายภัทรพงศ์ กล่าวต่อว่า กรณีที่สองวันนี้สังคมไทยต้องตั้งคำถามว่าเมื่อไหร่กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการโกงสอบท้องถิ่นจะถูกดำเนินคดี เมื่อไหร่จะถึงคิวนักการเมือง และเฝ้าดูว่าเมื่อไหร่จะเชิญอดีตอธิบดีกรมการปกครอง “ช่วยสีน้ำเงินด้วย” เข้าสู่กระบวนการ และเมื่อไหร่จะดำเนินคดีทางคดีกับในส่วนของเอเย่นต์ใหญ่หลายหน่วยงาน แต่ตรงกันข้ามกลับพบว่า ถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำเรียบร้อยในเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หากไม่ดำเนินการฟ้องภายในกำหนด 84 วัน ก็ปล่อยโดยอัตโนมัติ สิ่งเหล่านี้เกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการยุติธรรม ส่วน ประเด็นที่สาม คือท่ามกลางวิกฤตสถานการณ์อุทกภัย ความเดือดร้อนของประชาชนที่ร้องไห้แข่งกับสายฝน แข่งกับน้ำขังที่ยังเต็มพื้นบริเวณรอบสังคมเขาอยู่ กลับมี สว. ท่านหนึ่งเสนอว่าสถานการณ์แบบนี้ควรจะเก็บภาษีอีก 3% ถือเป็นการรีดนาทาเร้นกับคนจนเกินไปหรือไม่ จึงอยากให้มีการนำเรื่องเหล่านี้ไปตั้งกระทู้สด หรือจะยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในส่วนวุฒิสภาก็ได้
ด้าน น.ส.นันทนา กล่าวว่า กล่าวว่า ข้อเรียกร้องให้เปิดอภิปรายแบบไม่ลงมตินั้นเราคงทำไม่ได้ เพราะเป็นสว.เสียงข้างน้อย แต่จะใช้กลไกของวุฒิสภาตั้งกระทู้ถาม แต่ก็ไม่ต้องคาดหวังอะไร เพราะก่อนหน้านี้ถามไป 3 กระทู้ก็โดนเลื่อน เชื่อว่า จนปิดสมัยประชุมอาจจะไม่ได้มีการตอบเลย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สามารถทำได้คือยื่นเรื่องเข้าอนุกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ ให้มีตรวจสอบแล้วส่งไปให้รัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลได้ยินเสียงของประชาชน ส่วนกรณี สว.จำนวนหนึ่งยื่นป.ป.ช.ให้ตรวจสอบสอบเอาผิดกกต.เสียงข้างน้อยนั้น ตนตอบแทนสว.เหล่านั้นไม่ได้ว่าทำด้วยวัตถุประสงค์อะไร แต่มองว่าเป็นการฟ้องปิดปาก เพราะพบว่ายังฟ้องนายยิ่งชีพ อัฌชานนท์ ผอ.ไอลอว์ และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนด้วย ซึ่งแปลว่า ไม่ต้องการให้มีการขยายความต่อไป ซึ่งที่สว.เหล่านี้ทำนั้นประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย การฟ้องปิดปากไม่ควรเกิดขึ้น
น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องคดีโกงสอบท้องถิ่น ที่ประชาชนให้ความสนใจก็หวังว่าจะไม่กลายเป็นมวบล้มต้มคนดูตั้งแต่ต้น ซึ่งวันนี้ก็ส่อแววแล้ว ว่าจะเป็นอย่างนั้น เราจะต้องส่งเสียงต่อไป นี่คือมหกรรมการโกงมหาศาล และจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ เพราะถ้ามีข้าราชการโกงเข้าไปกว่า 5 พันคน เข้าไปตั้งแต่ซี 3 ต่อไปอยู่จนกระทั่งได้เป็นปลัดกระทรวง ซี 11 บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร โกงกันจนเข้ากระดูกดำหรือไม่ เพราะฉะนั้น นี่คือสิ่งที่เรารับไม่ได้ให้มีการตัดตินและยุติลงง่ายๆ โดยไม่มีคนทำความผิด
น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องที่มี สว. คนหนึ่งพูดว่าจะขึ้นภาษี Vat 3% นั้นถือเป็นการโยนหินถามทาง เพื่อจะบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล แต่ตนไม่เชื่อ ความเชื่อมโยงอันนี้ทุกคนรับรู้อยู่แล้ว แล้วทำไมถึงต้องมีการเสนอให้มีการขึ้น Vat อีก 3% ก็เพราะรัฐบาลถังแตก ไม่สามารถหาเงินได้ เรื่องหาเงินไม่เก่ง แต่เรื่องใช้เงินถนัดมาก แล้วก็ใช้เงินไปกับนโยบายจำนวนมากที่เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ประชาชนได้ประโยชน์น้อยมาก เช่น โครงการ TH AI Passport ทั้งนี้ตนมองว่าการขึ้นภาษี Vat คือภาษีที่ไม่เป็นธรรม แม้จะเก็บกับทุกคนในอัตราเดียวกัน เจ้าสัวกับคนหาเช้ากินค่ำจ่ายเท่ากัน ทั้งการจะมาเรียกเก็บตอนนี้เป็นการรีดเลือดกับปู ซ้ำเติมความทุกข์ยากของประชาชนที่น้ำท่วม ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะฟื้นตัวได้ กลับมาเจอ กับสิ่งที่จัดเสนอให้มีการขึ้น Vat
ด้าน นายสุทร พฤกษพิพัฒน์ ส.ว. กล่าวว่า ตนคิดว่ารัฐบาลทำอะไรอยากจะให้ฟังเสียงประชาชนมากๆ อย่าไปฟังเสียงในหัว หรือเสียงจากจังหวัดไหน เพราะตอนนี้เหมือนกับว่าในภาครวมของโครงสร้างประเทศค่อยๆ ถูกกินรวบเกือบจะหมดแล้ว จนถึงขนาดจะมากินรวบสื่อ และจะกินเพิ่มขึ้นอีกจาก VAT ของประชาชน ตนคิดว่าเป็นการเพิ่มส่วยเรือนเบี้ย ซึ่งไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น ดังนั้นขอฝาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทยว่า อย่าคุกคามประชาชนมากขนาดนี้ ซึ่งที่จริงปล้วประชาชนไม่ได้ปล่อยให้เขาเข้ามา แต่เข้าค่อยๆเข้ากินรวบโดยไม่รู้ตัว


