หน้าแรก การเมือง สกลธี ชี้โทษบ...

สกลธี ชี้โทษบุหรี่ไฟฟ้า 5 ปีทำตำรวจลำบากใจจับเยาวชน จี้ตั้งกมธ.วิสามัญศึกษาใน 30 วัน

8.10.26 | 17:51 น.

กมธ.สธ. ถกปัญหา บุหรี่ไฟฟ้า ‘สกลธี’ เผย การบังคับใช้กฎหมาย บทลงโทษสูงถึง 5 ปี ทำ ตร.อึดอัด เมื่อตรวจพบเยาวชนสูง จี้สภาตั้ง กมธ.วิสามัญ ศึกษาปัญหาใน 30 วัน

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ที่รัฐสภา นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยภายหลังการประชุมกมธ.ฯ ว่า ได้พิจารณาเกี่ยวกับปัญหาการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า โดยได้เชิญตัวแทนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายต่อต้าน ตลอดจนหน่วยงานรัฐหลัก ได้แก่ กรมศุลกากร และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ร่วมให้ข้อมูล โดยปัจจุบันสถิติการจับกุมบุหรี่ไฟฟ้ามีมูลค่าสูงมาก โดยกรมศุลกากรรายงานยอดจับกุมปี 2569 มีมูลค่าสูงกว่า 400 ล้านบาท ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจับกุมในปี 2568 ได้มากถึง 680 ล้านบาท สะท้อนว่าการลักลอบนำเข้าและจำหน่ายยังคงแพร่หลายอย่างรุนแรง


นายสกลธี กล่าวต่อว่า จากการรับฟังข้อมูล ฝ่ายสนับสนุนได้เสนอให้มีการแยกประเภทบุหรี่ไฟฟ้าให้ชัดเจนระหว่าง บุหรี่ไฟฟ้าชนิดของเหลว (E-liquids/Vapes) ที่มีการผสมสารเคมีอันตรายและขายฝ่าฝืนทั่วไป และผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดใช้ความร้อน (Heated Tobacco Products – HTP) เช่น เครื่อง IQOS ซึ่งเป็นการใช้อุปกรณ์ความร้อนกับตัวใบยาสูบ โดยมีผลการวิจัยจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (FDA) ระบุว่า HTP มีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวนปกติ และกว่า 70 ประเทศทั่วโลกอนุญาตให้จำหน่ายอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งทาง กมธ.ฯ เห็นตรงกันว่า ถึงเวลาที่ไทยต้องพิจารณาว่าจะแยกประเภทให้ถูกกฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษีสรรพสามิต หรือหากจะสั่งห้าม (Ban) ก็ต้องเด็ดขาดและชัดเจน

นายสกลธี กล่าวว่า อุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมายปัจจุบัน มี 1.บทลงโทษผู้เสพหนักเกินจริง กฎหมายเดิมกำหนดบทลงโทษผู้เสพโดยใช้ฐานเดียวกับผู้มีไว้ในครอบครอง ซึ่งมีโทษจำคุกสูงถึง 5 ปี ทำให้เวลาตรวจพบเยาวชนสูบ เจ้าหน้าที่เกิดความกระอักกระอ่วนในการดำเนินคดีขั้นรุนแรง จึงเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายแยกอัตราโทษระหว่างผู้เสพ กับ ผู้ครอบครองเพื่อค้าให้ชัดเจน 2. โทษปรับไม่น่ากลัว คุ้มค่าเสี่ยงทำผิดซ้ำ โทษทางศุลกากรเปิดช่องให้เปรียบเทียบปรับจบในชั้นสอบสวนโดยไม่มีโทษจำคุกจริงจัง และเมื่อส่งฟ้อง ศาลมักให้รอลงอาญา ทำให้กลุ่มทุนลักลอบมองว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยง และ 3.ภาระการเก็บรักษาและขยะมลพิษ เจ้าหน้าที่ต้องเสียค่าเช่าโกดังเก็บของกลางเดือนละนับแสนบาท อีกทั้งไทยยังไม่มีระบบทำลายขยะอิเล็กทรอนิกส์จากบุหรี่ไฟฟ้าที่ถูกต้อง เมื่อยึดจากเด็กก็นำไปทุบทิ้งหรือใส่ถุงขยะ ซึ่งกลายเป็นมลพิษทางสิ่งแวดล้อม

“แม้ตำรวจจะมีนโยบายกวาดล้างอย่างเข้มงวด แต่ตามแหล่งท่องเที่ยวและสถานบริการในกรุงเทพฯ ยังพบการเสนอขายบุหรี่ไฟฟ้าได้ง่าย จึงเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้ง กมธ.วิสามัญ ขึ้นมาศึกษาปัญหาดังกล่าว โดยใช้กรอบเวลาเร่งด่วนประมาณ 30 วัน นำผลการศึกษาเดิมในสภาชุดก่อนมาต่อยอดเพื่อยกร่างกฎหมายควบคุมให้สมบูรณ์ และเสนอให้ศึกษาโมเดล Smokefree Generation ตามอย่างประเทศอังกฤษและนิวซีแลนด์ ที่ออกกฎหมายห้ามผู้ที่เกิดหลังปี ค.ศ. 2009 ซื้อหรือเข้าถึงบุหรี่ทุกชนิดอย่างสิ้นเชิง เพื่อวางรากฐานคุ้มครองเยาวชนคนรุ่นใหม่ในอนาคต”นายสกลธี กล่าว

Advertisement