หน้าแรก การเมือง วรศิษฎ์ สั่งก...

วรศิษฎ์ สั่งการ 10 ข้อ จ.ภูเก็ต รับมืออุทกภัย กำชับเครื่องมือต้องพร้อม ย้ำความรับรู้ของปชช.สำคัญสุด

12.10.26 | 11:02 น.

‘วรศิษฎ์’ ติดตามความพร้อมรับมืออุทกภัย ‘เกาะภูเก็ต’ สั่งการ 10 ข้อรับมือสถานการณ์ ย้ำความรับรู้เข้าใจของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ที่ห้องประชุมมุกดา ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โดยมีนายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายรอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายวสันต์ ไชยทวีวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 18 ภูเก็ต หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ ร่วมประชุม


นายวรศิษฎ์กล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์นี้เป็นช่วงที่พื้นที่ภาคใต้จะมีฝนฟ้าคะนอง จากการพยากรณ์อากาศคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณฝนค่อนข้างสูง จึงขอเน้นย้ำผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ในฐานะผู้อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ดำเนินมาตรการเร่งด่วน 10 แนวทาง ได้แก่ 1.เราต้องพร้อมรับมือเพราะแม้ว่าเราจะห้ามฟ้าห้ามฝนไม่ได้ แต่ต้องพร้อมเข้าไปช่วยเหลือดูแลพี่น้องประชาชนได้ 2.กำจัดอุปสรรค สิ่งกีดขวางทางน้ำ โดยเฉพาะจุดที่น้ำท่วมซ้ำซาก พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ รวมถึงการขุดลอก คู ห้วย หนอง คลอง บึง โดยบูรณาการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง ดำเนินการให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด เพื่อหากเกิดเหตุจะสามารถระบายน้ำได้มากที่สุด 3.การใช้งบประมาณทดรองราชการ รวมถึงงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องดำเนินการให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด ใช้จ่ายงบประมาณตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยยึดเป้าหมายสูงสุดคือความปลอดภัยของประชาชน พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการใช้ดุลพินิจพิจารณาอนุมัติงบประมาณด้วยความโปร่งใส ไร้ข้อกังวลในการเบิกจ่ายงบประมาณ

นายวรศิษฎ์กล่าวว่า 4.จ.ภูเก็ต เป็นจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ดังนั้น การสื่อสารข้อมูลในสถานการณ์ฉุกเฉินต้องมีรูปแบบการสื่อสารที่เข้าถึงทั้งประชาชนในพื้นที่ รวมถึงนักท่องเที่ยว ให้รู้และเข้าใจบริบทที่เกิดขึ้นว่าถ้าเกิดขึ้นเขาต้องทำอย่างไร เพราะสิ่งที่ช่วยบรรเทาความเสียหายหรือความเดือดร้อนของประชาชนได้ดีที่สุดอีกประการหนึ่งคือความเข้าใจของประชาชนและคนที่อยู่ในพื้นที่นั้นๆ เพราะถ้าเขารู้ก่อน จะได้เตรียมตัว และบรรเทาปัญหาลงได้ 5.ต้องมีชุดข้อมูลเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ ทั้งน้ำฝนและน้ำในดินจากกรมอุตุนิยมวิทยา Gistda ปภ. และกรมทรัพยากรธรณี ต้องประเมินได้ว่าดินพื้นที่นั้นๆ สามารถรับน้ำฝนได้เท่าไหร่ และหากมีปริมาณน้ำถึงระดับเกณฑ์ไหน อาจจะเกิดดินถล่มหรือดินสไลด์ เพื่อป้องกันเหตุ 6.ต้องบริหารประสิทธิภาพการระบายน้ำให้สอดรับกับปริมาณน้ำที่จะมีในพื้นที่ ทั้งพื้นที่ซ้ำซาก จุดเสี่ยง พื้นที่ละเอียดอ่อน เส้นทางสัญจรสายหลัก

Advertisement

นายวรศิษฎ์กล่าวต่อว่า 7.ความพร้อมของเครื่องมือ เครื่องจักรกลสาธารณภัย รถไถ รถตัก รถยกสูง เรือเล็ก ต้องต้องมีบัญชีเครื่องจักรกล ทั้งของ ปภ. กองทัพ กระทรวงคมนาคม และ อปท.ทั้งหมด รวมถึงต้องสำรองการประสานเครื่องจักรกลภาคเอกชนด้วย เพื่อสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้จัดทำบัญชีเครื่องจักรของ อปท. ทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนจังหวัดด้วยแล้ว 8.ความพร้อมด้านกำลังพล สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน อปพร. ประชาชนจิตอาสาในพื้นที่ โดยหากประเมินว่าจำเป็นต้องรับการสนับสนุนกำลังพลเพิ่มเติม ให้ประสานส่วนกลางเพื่อรับการสนับสนุนจากเหล่าทัพ และกองบัญชาการ อส. รวมถึงสมาคมมูลนิธิภาพเอกชนที่พร้อมให้การสนับสนุนโดยทันที 9.หากเกิดภัย ต้องรู้ว่าคนกลุ่มแรกที่ต้องช่วยอยู่ที่ไหนและเร่งทำการลำเลียงผู้ป่วย กลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ ไปยังสถานพยาบาล รวมทั้งพื้นที่ปลอดภัย และ 10.การจัดการศูนย์พักพิง ต้องมีความพร้อมทันที สามารถรองรับผู้อพยพ มีปัจจัย 4 ครบถ้วนสมบูรณ์ ถูกสุขลักษณะ มีชุดเครื่องนอนหมอนมุ้งที่ครบถ้วน มีการประกอบอาหารเลี้ยงทุกมื้อ วางระบบประสานงานวัตถุดิบให้มีความต่อเนื่อง และมีพื้นที่จอดรถ เพื่อรองรับรถของประชาชน ของหน่วยงาน และจิตอาสาที่จะมาช่วย

“สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดประโยชน์ถ้าประชาชนไม่รับรู้ เพราะการลดความเสียหายคือการรับรู้ของประชาชน ซึ่งการรับรู้จะช่วยลดความสับสนวุ่นวาย ความโกลาหล ความชุลมุน ของสาธารณชน ซึ่งเมื่อประชาชนมีความรับรู้ เข้าใจ และปฏิบัติตนในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ หน่วยงานภาครัฐ และภาคส่วนต่างๆ ที่กำลังบริหารจัดการสถานการณ์ก็สามารถทำงานได้สะดวก รวดเร็ว และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด” นายวรศิษฎ์กล่าว

ด้านนายโชตินรินทร์กล่าวว่า จังหวัดภูเก็ต โดยกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดได้ดำเนินการนำแผนเผชิญเหตุมาใช้ในการบริหารจัดการสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างเป็นเอกภาพ โดยใช้ระบบบัญชาการเหตุการณ์ (Incident Command / Incident Command System : ICS) พร้อมทั้งวางระบบการบริหารจัดการที่มีทั้งผู้ปฏิบัติ ผู้ช่วยเหลือผู้ปฏิบัติ ผู้บริหารจัดการงบประมาณ และมอบหมายรองผู้ว่าฯ รอมดอน หะยีอาแว เป็นโฆษกเมืองภูเก็ต ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างอย่างต่อเนื่อง

“ขณะนี้ จ.ภูเก็ต ได้นำเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำพื้นที่ก่อนเกิดเหตุ และพร้อมสูบทันที พร้อมมีระบบไฟฟ้าสำรอง มีการเตรียมศูนย์พักพิง การจัดการห่วงโซ่อาหาร การเชื่อมโยงความปลอดภัยท่องเที่ยวทางทะเลและเกาะบริวาร ด้วยการบูรณาการความปลอดภัยปฏิบัติการทางอากาศ จึงขอยืนยันความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์หากเกิดเหตุ ประชาชนและนักท่องเที่ยวทุกคนจะมีความปลอดภัยตามข้อห่วงใยของนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย และนายวรศิษฎ์ รมช.มหาดไทย” นายโชตินรินทร์กล่าว