‘ผบ.ทอ.’ จับตา-ตรวจสอบเจตนารมณ์ ‘ฐานบินจีน’ ใน ‘ลาว’ มองปมผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ-การเมือง ย้ำสัมพันธ์สองชาติ ทั้งสหรัฐกับจีน ไทย ‘รักทั้งคู่’ ชี้กำหนดยุทธศาสตร์ รับมือการกดดันจากอำนาจต้อง ‘ได้บ้าง-เสียบ้าง’ พร้อมมองภัยคุกคามในห้วงปี 30 โลกส่อเกิด ‘สตาร์วอร์’ ติดอาวุธคุ้มกันห้วงอวกาศ
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ที่โรงเรียนนายเรืออากาศ นวมินทราธิราช พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) แถลงเจตนารมย์ผู้บัญชาการทหารอากาศปี 2570-2571 ตอนหนึ่งว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆ ถือป็นความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ จากกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน เป็นตัวเร่งให้กลุ่มนาโต้เพิ่มงบประมาณในการป้องกันประเทศ ทำให้การผลิตยุทธโธปกรณ์มีราคาสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การส่งกำลังบำรุงขาดความต่อเนื่อง นอกจากนั้น จุดเปราะบางทางยุทธศาสตร์ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ มะละกา ไต้หวัน ล้วนเป็นปัจจัยซ้ำเติมวิกฤตที่เราเจอ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานทำให้รัฐบาลต้องทบทวนขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองภายใต้ทรัพยากรที่เรามี
ขณะเดียวกัน ภัยคุกคามตามแนวชายแดนยังคงมีความต่อเนื่องและมีความซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงระบบขีปนาวุธ โดรน อากาศยานไร้คนขับ ปฏิบัติการคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งจากบทเรียนใช้กำลังตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้เห็นว่าการประเมินศักยภาพของฝ่ายตรงข้ามใช้ทั้งอาวุธประหัตประหารและการใช้เทคโนโลยียุคใหม่ หากมีการใช้กำลังครั้งต่อไปฝ่ายเราจะปฏิบัติได้ยากขึ้น

พล.อ.อ.เสกสรรยังกล่าวถึงผลกระทบทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือการขยายอิทธิพลของชาติมหาอำนาจ ที่ผ่านมาเราได้เห็นการก่อสร้างสนามบินที่ “บ้านเกิน ” (สปป.ลาว.) ในประเทศเพื่อนบ้านฝั่งตะวันออก ได้เห็นการขยายอิทธิพลครอบงำประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงเห็นการร้องขอความร่วมมือกับเราจากมหาอำนาจ ซึ่งเหล่านี้คือการขยายอิทธิพลเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ ซึ่งเราจะทำอย่างไรที่จะรักษาสมดุลการทูตฝ่ายทหารโดยร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ไทยเดินหน้าพัฒนาต่อไปได้ โดยไม่ตกเป็นเครื่องมือหรือทำให้ประเทศชาติตกอยู่ในภาวะที่ลำบากเมื่อเกิดภัยสงครามหรือภัยพิบัติต่างๆ
พล.อ.อ.เสกสรรกล่าวว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น กองทัพอากาศต้องปรับตัวในการบริหารงบกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้มีขีดความสามารถในการดำรงตนเองและพัฒนาตนเองจนถึงการยืนอยู่บนขาของตัวเองได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ ภัยคุกคามจากแนวคิดใช้กำลังในรูปแบบใหม่เป็นการใช้เทคโนโลยีที่มีความหลากหลาย เข้าถึงได้ง่าย ทั้งยุทธปกรณ์ต้นทุนต่ำ โดรนโจมตีการรบด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า การโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งสร้างผลกระทบสูงและเกิดขึ้นในหลายมิติพร้อมกัน กองทัพอากาศจึงต้องพัฒนาขีดความสามารถทางเชิงรุกและเชิงรับ อย่างไรก็ตาม ความแตกแยกระดับภูมิภาคและเวทีโลกเกิดจากความกดดันของชาติมหาอำนาจในการรักษาผลประโยชน์ เราจึงต้องแสวงหาและสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่มีความจริงใจ
“เดือนกันยายนที่ผ่านมาสหรัฐประกาศว่าเป็นประเทศแรกที่ติดอาวุธในอวกาศ ซึ่งประเทศสหรัฐมีผลประโยชน์ในห้วงอวกาศเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะดาวเทียมสตาร์ลิงก์นับหมื่นดวง นอกจากนั้น ยังมีผลประโยชน์ที่เป็นทรัพยากรมากมายมหาศาล ดังนั้น เขาจึงต้องปกป้องด้วยกำลังทางทหารในอวกาศ เรากำลังจะได้เห็นสตาร์วอร์ หรือการรบทางอวกาศ และอีกไม่นานก็จะได้เห็นการลงไปยังพื้นดวงจันทร์เพื่อตั้งอาณานิคม ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยต้องรู้เท่าทัน และต้องรู้ว่าเราก็ต้องปกป้องทรัพยากรของเราเช่นกัน ซึ่งไทยเองก็มีดาวเทียมหลายดวงโดยกองทัพอากาศกำลังจะจะมีดาวเทียมนภา 3 และ 4 โดยจะร่วมกับเครือข่ายเอกชนให้มีความเข้มแข็งในการใช้ประโยชน์จากห้วงอวกาศของเรา” พล.อ.อ.เสกสรรกล่าว

พล.อ.อ.เสกสรรกล่าวอีกว่า ในด้านการต่างประเทศที่เราจะแสวงหาความร่วมมือด้านการข่าวนั้น ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ว่าเป็นพันธมิตร แต่ต้องไม่ถูกครอบงำ เป็นคู่แข่งแต่ต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ เป็นเพื่อนต้องแสดงความจริงใจ เป็นศัตรูแต่ต้องปรับความเข้าใจกันได้ ดังนั้น ต้องเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ มีทักษะการทูตฝ่ายทหารและทักษะด้านการข่าว คนเป็นผู้ช่วยทูตทหารต่อไปจะไม่ใช่ปาร์ตี้ ร้องรำทำเพลงอย่างเดียว แต่ต้องมีเครื่องมือที่ต้องไปแสวงหาข่าวด้วย รู้จักพิกัดที่สำคัญ แสวงหาข้อมูลข่าวสาร ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะเมื่อมีศึกสงครามจะได้มีข้อมูลในการนำมาใช้และเปรียบเทียบนำไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้อง
ผู้บัญชาการทหารทหารอากาศยังกล่าวถึงยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ ในการตั้งฐานบินในประเทศเพื่อนบ้านและการขอการสนับสนุนของมหาอำนาจต่อประเทศไทยว่า เป็นเรื่องที่ต้องคุยกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ นโยบายรัฐบาล เพราะเราอยู่โดดๆ ไม่ได้ และยกประเทศหนีไม่ได้ จึงต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน ซึ่งก็มีหลายระดับ เช่น ประเทศที่เราคบได้เฉยๆ ประเทศที่คุยกันได้ แต่ตกลงกันไม่ได้ และประเทศที่เราจำเป็นต้องไปพูดคุย เพราะเรามีอำนาจต่อรองน้อย รวมถึงประเทศที่ไว้เนื้อเชื่อใจไม่ได้เลย โดยต้องระมัดระวัง ซึ่งถือเป็นเรื่องความเปลี่ยนแปลงในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างมากในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา เพราะเราไม่ใช่ประเทศใหญ่หรือเป็นมหาอำนาจที่มีอำนาจต่อรอง เราจึงต้องเดินไปในทิศทางที่ประเทศชาติได้ผลประโยชน์สูงสุด แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือผลประโยชน์ร่วมกัน
“บางครั้งเราต้องยอมบางอย่างเพื่อให้ได้บางอย่างกลับมา บางครั้งเราก็ต้องขอบางอย่าง และต้องเอาบางอย่างไปแลก เราก็ต้องทำ ถ้าที่สุดแล้วมันคือผลประโยชน์ของประเทศชาติ ดังนั้น งานด้านต่างประเทศของกองทัพต้องสอดคล้องและคู่กับนโยบายการต่างประเทศของรัฐบาล และกระทรวงการต่างประเทศ” ผบ.ทอ.ระบุ

พล.อ.อ.เสกสรรระบุอีกว่า ถ้าพูดในมุมของเจตนารมณ์ด้านการเมือง ระหว่างไทยกับลาว ถือว่าอยู่เป็นมิตรประเทศที่ดีมาก เขาเป็นประเทศที่รักสันติ แต่เขาก็มีมุมที่ต้องพัฒนาเศรษฐกิจด้วย อย่างไรก็ตาม พลังอำนาจทางเศรษฐกิจ การทหาร การเมือง คงมาพร้อมๆ กัน สิ่งที่เราทำคือดูและตรวจสอบจากภายนอก วิเคราะห์ท่าทีต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพราะไม่ใช่แค่ประเทศลาว เรากำลังหมายถึงมหาอำนาจที่มีอิทธิพลที่เข้ามาพัฒนาที่ตั้งฐานบิน ซึ่งอาจใช้ประโยชน์ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมืองและการทหารด้วย เราก็จะเฝ้าดู ซึ่งภัยคุกคามนั้นไม่ได้หมายถึงการมียุทธปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่มีเจตนารมณ์ที่จะใช้ด้วยหรือไม่ บางประเทศไม่ได้มียุทธปกรณ์ที่ดีเลิศ แต่มีเจตนารมณ์ก็รบกันได้ เหมือนที่เราเจอกับกรณีไทยกับกัมพูชา
ผู้สื่อข่าวถามว่า การวางตัวเป็นกลางระหว่างมหาอำนาจสหรัฐและจีนนั้น พล.อ.อ.เสกสรรกล่าวว่า ไม่มีคำว่าเป็นกลาง แต่เราจะรักษาสมดุล พร้อมยกตัวอย่างว่า เมื่อเรามีเพื่อนตัวใหญ่สองคน เราไม่ได้คบมุมเดียวกันทั้งสองคน แต่เลือกคบในมุมที่เป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย การที่มีผลประโยชน์ร่วมกันไม่เฉพาะในด้านการทหาร แต่อาจมีด้านอื่นด้วย เช่น เศรษฐกิจหรือการเมือง เป็นเรื่องของรัฐบาลและประเทศชาติจะตัดสินใจว่าเราจะเลือกมุมไหนที่จะรักษาสมดุลนั้น ไทยไม่ได้มีปัญหากับใคร เพราะฉะนั้นดีที่สุดคือรักทั้งคู่

