ไต่สวนพยานนัดสุดท้าย คดีสลายม็อบพธม. “สมชาย”ยันไม่ขัดม.157 ศาลนัดชี้ 2 ส.ค.

30.06.17 | 09:58 น.

เมื่อเวลา 9.00 น. วันที่ 30 มิถุนายน ที่ศาลอาญาเเผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำเเหน่งทางการเมือง ถนนเเจ้งวัฒนะ ศาลนัดไต่สวนพยานจำเลยนัดสุดท้ายในคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี, พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นจำเลยที่ 1-4 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต กรณีสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 51

โดยในวันนี้ จะเป็นนัดสุดท้ายของการไต่สวนพยาน ซึ่งนายสมชาย จะยื่นคำร้องต่อองค์คณะ ขอแถลงปิดสำนวนด้วยตนเองในวันดังกล่าว โดยจะชี้แจงสรุปคดีทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงวันสุดท้ายของการ
ไต่สวน

สำหรับบรรยากาศการพิจารณาคดีในวันนี้ อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และแนวร่วมจำนวนหนึ่ง ได้เดินทางมาร่วมรับฟังการไต่สวนพยานด้วย ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด

สำหรับคดีนี้ องค์คณะผู้พิพากษาของศาล ได้ประทับรับฟ้องคดี ตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559 และได้เริ่มไต่สวนพยานนัดแรกเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2559

อย่างไรก็ตามในวันนี้ จำเลยทุกคนเดินทางมาศาล ยกเว้น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จำเลยที่2ไม่ได้เดินทางมาศาล โดยให้เหตุผลมีอาการป่วย และมีทนายความมารับฟังการไต่สวนแทน

Advertisement

หลังการไต่สวนพยานเสร็จสิ้น นายสมชาย วได้ยื่นคำแถลงปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษรและแถลงการณ์ปิดคดีด้วยวาจาต่อศาล โดยย้ำว่า งไม่ได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามที่ถูกกล่าวหา และไม่เคยคิดร้ายหรือเลือกปฏิบัติ พร้อมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และยืนยันว่าไม่มีคำสั่งใดที่ละเมิดต่อกฏหมายและสั่งให้สลายการชุมนุม

นายสมชาย เถลงถึงเหตุการณ์ในวันที่ 6-7 ตุลาคม 2551 ว่าได้เรียกประชุม ครม. เพื่อประเมินสถานการณ์ในการเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามขั้นตอน เนื่องจากประธานรัฐสภาระบุว่าไม่สามารถเลื่อนวันหรือเปลี่ยนสถานที่แถลงนโยบายได้ เนื่องจากขัดข้อบังคับรัฐสภา

ซึ่งหลังจากการเเถลงนโยบายต่อรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อยเเละกำลังเดินทางออกจากสภาได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมมาปิดทางเข้าออกไว้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีหน้าที่ดูเเลรักษาความสงบเรียบร้อยได้เเจ้งว่าจะมีการเจรจาเพื่อขอเปิดทางเเต่หากไม่เป็นผลอาจจะต้องมีการใช้เเก๊สน้ำตาเพื่อเปิดทาง ซึ่งตนได้ห้ามใช้แก๊สน้ำตา เเละย้ำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาควบคุมสถานการณ์อย่างละมุนละม่อม เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย เเละเหตุการลุกลามบานปลาย เเละสุดท้ายได้เดินทางออกจากรัฐสภาโดยวิธีการปีนกำเเพงฝั่งพระที่นั่งวิมานเมฆ เเละขออนุญาตใช้เฮลิคอปเตอร์มารับ โดยที่ไม่ได้มีการฝ่าผู้ชุมนุมออกไป ออกไปทั้งนี้ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนั้นไม่ได้รับรายงาน เรื่องการใช้เเก๊สน้ำตา ประทะกับผู้ชุมนุมเนื่องจากการรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของตำรวจ

นายสมชายชี้แจงถึงเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคมว่า ในช่วงเกิดสถานการณ์ตนเองก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์และไม่ได้สั่งการใดๆ ทั้งสิ้น และหลังแถลงนโยบายเสร็จได้เดินทางไปกองบัญชาการกองทัพไทย ที่ผ่านมาได้ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และรับราชการมาหลายปี เป็นทั้งตุลาการ ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ไม่เคยมุ่งร้ายต่อฝ่ายใด มีแต่ทำงานด้วยความประนีประนอม ซึ่งเกิดเหตุการณ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีก็ต้องดูแลประชาชนทุกคนไม่คิดทำร้ายคนไทยด้วยกัน

ทั้งนี้หลังจากนายสมชายเเถลงปิดคดีด้วยวาจาเสร็จเเละส่งคำเเถลงปิดคดีด้วยลายลักษณ์อักษรเเล้ว

ศาลได้นัดให้คู่ความทั้งสองฝ่ายส่งคำเเถลงปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษร ภายในวันที่ 20 กรกฎาคม หากไม่ส่งคำเเถลงภายในวันดังกล่าวให้ถือไม่ติดใจเเละนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 2 สิงหาคมนี้ เวลา 9.30 น. พร้อมกำชับจำเลยที่ 2 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ให้มาฟังคำพิพากษาตามนัด ทั้งนี้การที่ศาลนัดฟังคำพิพากษาเกิน 7 วัน เนื่องจากคดีมีพยานและเอกสารจำนวนมากที่ต้องพิจารณา

หลังการไต่สวนแล้วเสร็จ นายสมชาย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า การต่อสู้ตามขั้นตอนปกติ เพราะเชื่อมั่นว่าตนไม่ผิด ส่วนการสืบพยานดำเนินไปอย่างเรียบร้อย เพราะทีมกฎหมายทำงานเต็มที่ ท้ายสุดการวินิจฉัยเป็นอำนาจของศาล อย่างไรก็ตามยืนยันว่ากระบวนการดำเนินไปตามปกติ ไม่มีวิธีใดแตกต่างจากคดีอื่นเป็นพิเศษ ทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายตนแสดงความบริสุทธิ์ตามพยานหลักฐาน และเชื่อมั่นในคำตัดสินของศาล ที่นัดพิพากษาในวันที่ 2 สิงหาคม นี้