หน้าแรก การเมือง สุทธิพงษ์ แจง...

สุทธิพงษ์ แจงยิบ โครงการขยะเปียกฯ โต้ขาดทุน ชี้ยังมีเครดิตไม่ขายอีก 3.5 แสนตัน แนะสตง. ตรวจรอบด้าน

12.10.26 | 11:17 น.

สุทธิพงษ์ อดีตปลัดมท. ร่อนจม. แจงยิบ โครงการขยะเปียกลดโลกร้อน โต้ขาดทุน ชี้ยังมีเครดิตไม่ขายอีก 3.5 แสนตัน แนะสตง. ตรวจสอบรอบด้าน ทั้งผลดีสิ่งแวดล้อม-คุณภาพชีวิตประชาชน


เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย(มท.) โพสต์จดหมายเปิดผนึกผ่านเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา ถึงนายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อชี้แจงข้อสังเกตต่อผลการตรวจสอบโครงการของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2569 โดยระบุว่า ตนเพิ่งรับทราบรายละเอียดจากข่าวที่ปรากฏในสื่อมวลชน เนื่องจากเกษียณอายุราชการตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2567 พร้อมแสดงความกังวลว่า หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน อาจทำให้ประชาชนเข้าใจเป้าหมายและประโยชน์ของโครงการคลาดเคลื่อน

นายสุทธิพงษ์ ชี้แจงว่า เป้าหมายสำคัญของโครงการคือการส่งเสริมให้ประชาชนคัดแยกขยะตั้งแต่ครัวเรือน โดยนำเศษอาหารและขยะอินทรีย์ไปหมักทำปุ๋ย ลดปริมาณขยะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจัดเก็บและกำจัด ลดกลิ่นเหม็น สัตว์พาหะนำโรค และภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐ ขณะที่การขายคาร์บอนเครดิตเป็นเพียงผลพลอยได้จากการดำเนินงาน ไม่ใช่เป้าหมายหลักเพียงประการเดียว พร้อมยืนยันว่า โครงการมีหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับคำนวณและตรวจวัดการลดก๊าซเรือนกระจก และผ่านกระบวนการตรวจสอบรับรองตามมาตรฐานโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของประเทศไทย หรือ T-VER โดยในช่วงปี 2565-2566 มีปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการรับรองแล้ว 366,394.88 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

Advertisement

สำหรับประเด็นรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต นายสุทธิพงษ์ระบุว่า ตามข้อมูลที่นำเสนอ โครงการขายคาร์บอนเครดิตได้แล้วประมาณ 13,299 เครดิต คิดเป็นรายได้ราว 3.07 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 230 บาทต่อเครดิต ขณะที่ยังมีเครดิตที่ไม่ได้จำหน่ายประมาณ 353,095 เครดิต

หากคำนวณด้วยราคาเฉลี่ยเดียวกัน เครดิตที่เหลือจะมีมูลค่าประมาณ 81 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการประเมินมูลค่าที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ใช่รายได้ที่ได้รับจริง เนื่องจากการจำหน่ายขึ้นอยู่กับราคาตลาด ความต้องการของผู้ซื้อ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

นายสุทธิพงษ์จึงเห็นว่า ไม่ควรนำยอดขายคาร์บอนเครดิต ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งมาตัดสินความสำเร็จหรือล้มเหลวของโครงการทั้งหมด เพราะยังมีปัจจัยด้านนโยบายรัฐบาลและการพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

จี้คิดความคุ้มค่ารอบด้าน ไม่ใช่เทียบแค่รายรับ-รายจ่าย

อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ตั้งข้อสังเกตว่า การประเมินความคุ้มค่าควรพิจารณาประโยชน์ทั้งหมดของโครงการ ไม่ใช่เปรียบเทียบเฉพาะรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตประมาณ 3.07 ล้านบาท กับค่าใช้จ่ายในการทวนสอบประมาณ 5.85 ล้านบาท แล้วสรุปว่าโครงการไม่คุ้มค่า

โดยเห็นว่าควรนำประโยชน์ด้านการลดปริมาณขยะ การประหยัดงบประมาณเก็บขนและกำจัดขยะของท้องถิ่น การลดก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนผลดีต่อสุขอนามัย คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม มาพิจารณาประกอบ พร้อมเสนอให้ สตง. เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) และผู้เชี่ยวชาญ ร่วมให้ข้อมูลก่อนสรุปผลอย่างรอบด้าน

ทั้งนี้ นายสุทธิพงษ์เสนอแนวทางต่อ สตง. 5 ประการ ได้แก่ การพิจารณามูลค่าของคาร์บอนเครดิตที่ยังไม่ได้จำหน่าย การประเมินประโยชน์หลักของโครงการ การเปิดรับข้อมูลจากหน่วยงานและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง การเสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิต และการให้คุณค่ากับผลประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมควบคู่กับตัวเลขทางการเงิน

นายสุทธิพงษ์ ยืนยันว่า เคารพการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดินของ สตง. แต่เห็นว่าการประเมินโครงการสิ่งแวดล้อมควรพิจารณาทั้งเป้าหมาย ค่าใช้จ่าย และประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริง พร้อมแสดงความยินดีที่จะเข้าชี้แจงและตอบข้อซักถามต่อคณะทำงานของ สตง. โดยไม่ขอรับเบี้ยประชุมหรือค่าตอบแทนใด ๆ