เท้ง รำลึก 53 ปี 14 ตุลา ชี้ประชาธิปไตยไม่มีทางลัด คนเห็นต่างต้องไม่ใช่ภัยคุกคาม-ศัตรูแผ่นดิน จวกรัฐผุดนวัตกรรมการเมืองใหม่ มี รธน.ปี 60-โกง สว.-องค์กรอิสระ ทำประเทศไปไม่ถึงไหน
เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 14 ตุลาคม ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวรำลึกว่า วันนี้เมื่อ 53 ปีที่แล้ว ในสถานที่แห่งนี้ประชาชนหลายแสนคนออกมาเปล่งเสียงเป็นประโยคเดียวกันว่า “พอกันทีกับรัฐบาลเผด็จการทหาร” วันนี้ 53 ปีที่แล้วเราวีรชนนักต่อสู้ออกมาเรียกร้องให้ประเทศไทยเดินหน้าเข้าสู่หนทางตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย หลังจากที่ประเทศถูกปกครองมาโดยรัฐบาลทหารมานานกว่าทศวรรษ
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่คนรุ่นใหม่ออกมาเรียกร้องคือ อยากเห็นสังคมที่ดีกว่า สังคมที่มีความเท่าเทียมกันมากขึ้น หน้าที่ของตนและเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นอกจากการมากล่าวคำรำลึก หน้าที่อีกหนึ่งอย่างคือ การสืบทอดเจตนารมณ์ การทำให้การต่อสู้ในวันที่ 14 ตุลายังคงมีความหมาย ดำรงอยู่ และมีชีวิตอยู่ในตัวของพวกเรา

นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า การจะทำให้การต่อสู้ของพวกเขายังดำรงอยู่ในตัวของพวกเรา เราต้องทำให้การต่อสู้ในวันที่ 14 ตุลายังมีความหมายในยุคของพวกเรา ความหมายของการต่อสู้ 14 ตุลา สิ่งแรกที่ปรากฏขึ้นในใจของทุกคนคงจะได้คำตอบว่าคือ การต่อสู้เพื่อเรียกร้องระบอบประชาธิปไตย เมื่อตนเป็นนักการเมืองและศึกษาการเมืองในอดีต พบว่าสิ่งที่กลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้อง หลังจาก 14 ตุลา ผ่านไปแล้ว พื้นที่ประชาธิปไตยเปิดกว้างขึ้น สื่อมวลชนมีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น เหล่านิสิตนักศึกษาเยาวชนคนรุ่นใหม่ สามารถจัดเวทีทางการเมืองเรียกร้องความก้าวหน้าทางสังคมได้มากขึ้น
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า นอกเหนือจากการดำรงจิตวิญญาณความเป็นประชาธิปไตย ขออย่าลืมความเท่าเทียมกันในสังคม ขอยืนยันต่อญาติวีรชนนักต่อสู้ในเหตุการณ์ 14 ตุลา ในฐานะนักการเมืองคนหนึ่ง นโยบายรัฐสวัสดิการ การคุ้มครองแรงงาน การทวงสิทธิที่ดินทำกิน กฎหมายสมรสเท่าเทียม เป็นนโยบายขั้นพื้นฐานของพรรคประชาชนเสมอมา อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ 14 ตุลานำมาซึ่งเหตุการณ์ต่อเนื่องคือ 6 ตุลา 2519 พื้นที่ทางประชาธิปไตยเปิดกว้างขึ้นเพียงแค่ 3 ปี พวกเราหลายคนถูกรัฐสังหาร หลบหนีเข้าป่า เพราะกลุ่มคนที่ถืออำนาจรัฐเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยมาชี้หน้ากล่าวหาเหมารวมว่าความคิดของพวกเราเป็นภัยต่อชาติ การกระทำของพวกเราเป็นศัตรูของแผ่นดิน
”ผมไม่เชื่อว่าทุกคนที่หลบหนีเข้าป่าเป็นภัยต่อชาติหรือเป็นศัตรูของแผ่นดิน สิ่งที่พวกเขายังทำอยู่ทุกวันนี้ใช้วิธีการแบบเดียวกัน เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบการต่อสู้ เปลี่ยนเครื่องมือ สิ่งที่พวกเราเห็นในวันนี้นวัตกรรมทางการเมืองใหม่ๆ เราได้ยินคำว่าเซาะกร่อนบ่อนทำลาย เราเห็นพรรคกำลังถูกยุบเห็นกลุ่มเยาวชนนักต่อสู้ทางการเมืองถูกจับขังเข้าคุกผลผลิตต่าง ๆ มาจากรัฐธรรมนูญปี 60 กติกาสูงสุดของประเทศในปัจจุบันใช่หรือไม่“ นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า แม้ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ 14 ตุลา แต่เชื่อว่าทุกคนที่อยู่ในอนุสรณ์สถานได้ร่วมเดินทางผ่านเหตุการณ์ปฏิวัติปี 2549 และ 2557 สิ่งที่อยากให้ทุกคนตระหนักรู้ ผลผลิตที่เกิดขึ้นจากการปฏิวัติคือ รัฐธรรมนูญปี 60 การเรียกร้องด้วยมวลชนตลอดสองทศวรรษนี้ แม้จะมีฐานมวลชนสนับสนุนเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อไรที่ใช้พลังมวลชนไปเรียกร้องนำพาประเทศให้เป็นไปตามครรลองในระบอบประชาธิปไตย ประเทศไทยไม่มีทางไปถึงไหนได้ เพราะมี สว.ที่โกงเลือกเข้ามา องค์กรอิสระที่มีความไม่อิสระจากพรรคการเมือง แต่เป็นอิสระจากประชาชน
“ขอให้ช่วยกันเจตนารมณ์ของพวกเขายังคงอยู่มีชีวิตอยู่ในตัวของพวกเรา ยึดมั่นในวิถีทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ยึดมั่นในการเมืองระบบรัฐสภา อย่าเรียกร้องหนทางอื่น ประชาธิปไตยไม่เคยมีทางลัด คุณค่าที่สำคัญที่นักต่อสู้ในเหตุการณ์ 14 ตุลาปลูกฝังบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ไว้คือ การเรียกร้อง การใฝ่ฝันสังคมที่ดีว่า จะมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น ความคิดเหล่านี้ต้องไม่เป็นภัยคุกคามต่อชาติ พวกเราต้องไม่เป็นศัตรูของแผ่นดิน” นายณัฐพงษ์ กล่าว


