หน้าแรก การเมือง “เราควรเก็บคว...

“เราควรเก็บความขมขื่น เรื่องเสียกรุงไว้เป็นปวศ.” ทูตพิษณุ สุวรรณะชฎ ชวนมองพม่าแบบเรียลลิสติก

15.10.26 | 17:25 น.

“ผมอยากให้พวกเรามองความขัดแย้งในพม่าในรูปแบบเรียลลิสติก”


“พิษณุ สุวรรณะชฎ” นายกสมาคมไทย-พม่า เพื่อมิตรภาพ อดีตเอกอัครราชทูตประจำกรุงย่างกุ้ง และกรุงลอนดอน โยน “เงื่อนไข” ทันที บนเวทีเสวนาเปิดตัวหนังสือ “พม่า ประวัติศาสตร์ รัฐประหาร และรูปแบบรัฐ” เมื่อเริ่มปาฐกถา “พม่าในมุมมองนักการทูต” ที่หลักสูตรอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้

“เพราะความขัดแย้งในพม่า ไม่ใช่ความขัดแย้งเฉพาะความเป็น “ประชาธิปไตย” กับ “เผด็จการ”  แต่มันเป็นเรื่องอัตลักษณ์ ที่มีความซับซ้อนมาก เป็นเรื่องดินแดนที่คนในสังคมพม่าต่างเชื้อชาติ มีพื้นที่ มีทรัพยากรเป็นของตัวเอง และเป็นเรื่องของ การปกครอง ซึ่งกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆก็ต้องการมีอำนาจในการปกครองตามอัตลักษณ์ของตนเอง”

“ชื่อประเทศ” คือ 1 ในความทับซ้อน ที่ “อดีตทูต” ยกตัวอย่าง เพื่อฉายภาพภาพความขัดแย้งนี้

Advertisement

“พม่ามีความขัดแย้งกันตั้งแต่ชื่อเรียกประเทศ ชื่อพม่าเดิม คือชื่อแทนชาติพันธุ์หนึ่งเท่านั้น ต่อมาเมื่อมีพัฒนาการทางการเมือง ก็เปลี่ยนไปใช้เมียนมาแทน “เมียน” แปลว่าฉับไว “มาร์” แปลว่าทรงพลัง การเปลี่ยนไปใช้ชื่อเมียนมา ก็ตั้งใจตั้งอย่างมีความหมายว่า เป็นประเทศแข็งแกร่ง ทรงพลัง และกระฉับกระเฉง”

“แต่ทว่า วันนี้ประเทศเพื่อนบ้านของเรา ก็ยังไม่ทรงพลัง กระฉับกระเฉงอย่างที่เขาอยากจะเป็น”

ซึ่ง ทูตพิษณุ ยืนยันว่า การจะทำวิสัยทัศน์ในการเปลี่ยนชื่อเกิดผล และที่สำคัญเกิดผลต่อประเทศไทยด้วย จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่เราต้องเข้าไปช่วย ไม่ว่าวิธีการใด ก็วิธีการหนึ่ง

ถามว่าทำไม ? “ทูตพิษณุ” ถามและตอบเองว่า เรื่องนี้เป็นเพราะผลกระทบทางเศรษฐกิจ ที่ส่วนหนึ่งเป็นปัญหา จากไซส์ของเศรษฐกิจไทยในโลกปัจจุบัน มันไม่ใช่ไซส์ของประชากร 70 ล้านคน ที่อยู่ในดินแดนที่เรียกว่าไทยอีกแล้ว

แต่มันหมายถึงไซส์ที่รวม จำนวน 35 ล้านคนของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวในไทยทุกปี

แต่มันหมายถึงไซส์เศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับตลาดของไทยที่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศด้วย

“เราบ่นๆกันว่าเศรษฐกิจไทย จีดีพีต่ำ รั้งท้ายอาเซียน คำอธิบายหนึ่งก็คือ ผลกระทบจากตลาดของเราในกัมพูชา ที่มีประชากรราว 30 ล้านคน ผลกระทบจากตลาดของเราในพม่า ที่มีกว่า 50 ล้านคน มันเสียหายมาก จากเหตุผลหนึ่ง เรื่องของการปฎิวัติรัฐประหาร ถูกแซงชั่นจากนานาชาติ”

ดังนั้น เมื่อผลกระทบทางเศรษฐกิจ มาจากเหตุที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน จึงชัดเจนว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัว ที่สำคัญยังเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพวกเราทุกคนด้วย

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้ รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา รังสรรค์หนังสือเล่มนี้ออกมา

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้ “ปาฐกถา” นี้จึงเริ่มต้นขึ้น โดยต้องการให้มองพม่าแบบ “เรียลลิสติก” เพื่อเปิดมุมมองใหม่ๆ สำหรับการทำความเข้าใจประเทศพม่า เพื่อไขคำตอบว่า ทำไมประเทศที่น่าจะเจริญก้าวหน้า มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ มีที่ตั้งอยู่ทางยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญ มีอารยธรรมเก่าแก่ยาวนาน แต่ทำไมถึงมีความขัดแย้งต่อเนื่อง

เพื่อไขคำตอบจากคำถามเหล่านี้ ไว้ใช้สำหรับการวางนโยบายเพื่อความสัมพันธ์กับพม่า โดยที่เรายังรักษาทั้ง “มิตรภาพ” บนหลักการที่ถูกต้อง และได้ “ประโยชน์” ที่พึ่งจะได้รับด้วย

1 

ทูตพิษณุ ยืนยันว่า “กุญแจดอกสำคัญ” ที่จะทำความเข้าใจเรื่องทั้งหมดนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องย้อนแบ๊กกราวด์ทางประวัติศาสตร์

โดยเฉพาะ ความเป็นชาติที่มีอารยธรรม และมีความภาคภูมิใจของความเป็นชาติในอดีตอันยิ่งใหญ่ที่ผ่านมา

“เซาท์อีสต์เอเชียในอดีต มีอารยธรรมสำคัญอยู่ 2 ที่ โดยอารยธรรมทั้ง 2 นี้ จะถูกขั้นด้วย “เทือกเขาตระนาวศรี” คือ อารยธรรมพุกาม มีอาณาจักรอยู่ที่เมืองพุกาม กับ อารยธรรมขอม มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเสียมราฐ มีปราสาทหินมากมาย ยาวมาสุดเขตแดนที่จังหวัดกาญจบุรี จากการพบปราสาทหินที่นี่ ข้ามเทือกเขาตระนาวศรีมา ก็คือ อาณาจักรพุกาม”

แบ๊กกราวด์ทางประวัติศาสตร์นี้ จึงทำให้เขามีความภาคภูมิใจในเรื่องเอกราช อธิปไตย และศักดิ์ศรีความเป็นชาติมาก

แต่ทว่า ความภาคภูมิใจนี้มันถูก “ดิสรัป” ด้วยการตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ

แล้วประสบการณ์ของพม่าในยุคล่าอาณานิคม ไม่ใช่ประสบการณ์ที่ “หวานชื่น” แต่ควรจะเรียกว่า เป็นประสบการณ์ที่ “ขมขื่น” มาก เพราะกว่า 100 ปี ที่อังกฤษปกครองพม่า ไม่ใช่ปกครองในฐานะ 1 ยูนิตของรัฐอารักขา แต่อยู่ในฐานะส่วนหนึ่งของจักรวรรดิบริติชอินเดีย

“ความต่ำต้อย และความด้อยค่าในความรู้สึกของคนพม่านี้จากยุคอาณานิยมนี้ เป็นปรากฎการณ์ทางสังคม ทำให้เกิดการหลอมรวมทางความรู้สึกของ “ไอเดนทิตี้” ของความเป็นชาติที่ขัดแย้งกัน จากความหลากหลายที่มีกว่า 130 ชาติพันธุ์ที่มีความพิเศษ เพราะมีภาษา มีศาสนา ความเชื่อเป็นของตัวเอง ที่สำคัญมีการตีความคำว่า อธิปไตยของรัฐที่แตกต่างกันทั้งหมดด้วย”

“แล้วประสบการณ์ ภายใต้ยุคอาณานิคมนี่เอง มันจึงมีผลอย่างมากกับพฤติกรรมทางการเมืองระหว่างประเทศของพม่า เขาจะมีความระมัดระวังอย่างมาก เกี่ยวกับการแซงแทรกจากมหาอำนาจภายนอกประเทศ จะเห็นว่า แม้จะถูกคว่ำบาตร แต่พม่าก็อยู่ได้ แล้วก็อยู่ได้มานานด้วย”

นี่จึงเป็นปัญหาที่ทำให้พฤติกรรมทางการเมือง หรือความพยายามในการสร้างความปรองดองภายในชาติยังไม่มีความคืบหน้า หรือคืบหน้าก็จะ “ติด สะดุด หยุด” ไปแบบที่เราคาดไม่ถึงเสมอ

ฉะนั้น กระบวนการสร้างรูปแบบรัฐ ยังไม่ได้เดินหน้าไปเท่าที่ควร จากเหตุผลสำคัญก็คือ พม่าไม่ใช่รัฐที่ประชาชนเป็นเนื้อเดียวกัน

ฉะนั้น ความขัดแย้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การแย่งชิงอำนาจที่ส่วนกลาง ไม่ใช่แค่ความเป็นประชาธิปไตย หรือเผด็จการ เหมือนชาติอื่นๆ แต่เป็นปัญหา ที่ “อดีตทูตพม่า” ชี้ว่ามาจากเรื่องพื้นฐาน

“เป็นปัญหาพื้นฐานที่ว่า รัฐที่เรียกว่า “เมียนมา” ควรมีรูปแบบอย่างไร จึงจะได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน ที่มีความแตกต่างกันกว่า 130 ชาติพันธุ์ จะสามารถใช้ชีวิต และนำไปสู่รูปแบบของรัฐที่พึงประสงค์ร่วมกันได้อย่างไร”

2

เช่นเดียวกับ แบ๊กกราวด์ทางประวัติศาสตร์อีกเรื่อง ที่ ทูตพิษณุ ยืนยันว่า ไม่ทำความเข้าใจไม่ได้

นั่นคือ “บทบาทของกองทัพพม่า”

“สิ่งที่ทำให้กองทัพพยายามเข้ามามีบทบาททางการเมือง เพราะเขามองตัวเองว่า เป็นสถาบันที่มีหน้าที่ในการรักษาเอกภาพและการป้องกันการแตกสลายของประเทศ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่บุคลากรในกองทัพได้รับการกล่อมเกลาสั่งสอนมาโดยตลอด”

แต่ทว่า การที่พม่าปกครองโดยกองทัพ จึงนำสู่ปัญหาใน “เรื่องความชอบธรรม” โดยปริยาย

โดยเฉพาะเรื่องความไว้วางใจจากสังคมพม่า เพราะกองทัพพม่ามักจะมีวิธีการปกครองในแบบที่คนในกองทัพเห็นว่าถูกต้อง แต่คนในสังคม อาจจะไม่ชอบ

แล้วเรื่องที่มีปัญหามากที่สุดของการปกครองพม่าโดยทหาร คือการทำให้การพัฒนาของสถาบันพลเรือนไม่เกิดขึ้น

ทูตพิษณุชี้ว่า ประเทศพม่า ไม่มีพรรคการเมือง ที่เป็นตัวแทนของประชาชนที่มีจุดยืนในอุดมการณ์ทางการเมืองต่างๆอย่างแท้จริง แม้เกือบจะมีในสมัยที่เราเห็น พรรค NLD ในสมัยที่อองซางซูจี ยังมีบทบาททางการเมือง แต่วันนี้ไม่ใช่เรื่องแบบนั้นอีกต่อไป

“ความขาดประสบการณ์ของสถาบันพลเรือนเป็นสิ่งสำคัญที่ในสังคมประชาธิปไตย เมื่อสถาบันพลเรือนไม่สามารถเติบโต และพัฒนาได้อย่างที่ควรจะเป็น สังคมนั้นก็จะประสบปัญหา”

“แล้วทำไมพม่าอยู่รอดจากการแซงชั่นได้ และต้องอยู่ภายใต้การคว่ำบาตรของนานาชาติหลายสิบปี จากการปกครองโดยทหาร ชีวิตอัตคัดขัดสน ทำไมยังอยู่ได้”

ทูตพิษณุถาม พร้อมๆกับยกคำอธิบายเรื่องนี้ จากสังคมพม่า ที่มี Rational Thinking จากคำสอนของศาสนาพุทธ แบบเถรวาท ที่สอนเรื่องเหตุเรื่องผล

“จากประสบการณ์ในผมในพม่า ศาสนาพุทธมีความสำคัญมาก มีเรื่องอยากไปผลักดันเชิงนโยบายกับรัฐบาล เดินเข้าไปหาผู้นำ เขามักจะตอบขัดข้อง แต่ถ้าผมรู้ว่า นายกฯพม่า รมต.เป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์คนไหน ผมจะเดินไปหาพระอาจารย์องค์นั้น ไปบอกพระ ให้พูดกับลูกศิษย์ ให้ท่านช่วย 2 สัปดาห์เรียบร้อย”

นี่คือสิ่งยืนยันว่า ศาสนาพุทธ ถือกุญแจสำคัญอีกดอก ที่ในการทำความเข้าใจพม่าได้ดียิ่งขึ้น

เพราะศาสนาพุทธและสถาบันสงฆ์ เป็นสถาบันที่มีบทบาทและมีอิทธิพลทางการเมืองสูงมาก

ภาพจาก Myanmar Now

3

ส่วนเรื่อง “จีโอโพลิติก” นั้น ทูตพิษณุยืนยันว่า เป็นเรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้ เมื่อพูดถึงสถานการณ์ในพม่าเพราะพม่าคือพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่เหล่ามหาอำนาจเข้ามามีบทบาท และสิ่งเหล่านี้จะมีผลมาถึงเราแน่นอน

ทูตพิษณุชี้ว่า “ในประวัติศาสตร์ เวลาไทยประสบปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ จะมีปัจจัยที่ทำให้เราเผชิญปัญหารุนแรงขึ้น”

ปัจจัยนั่นก็คือ “การถูกมหาอำนาจที่เป็นคู่ขัดแย้งกัน ขยายพรมแดนมาประชิดพรมแดนไทย”

“เรื่องนี้ย้อนไปในสมัยรัฐกาลที่ 5 ที่เราเผชิญปัญหาในเรื่องการปกครองประเทศ จากการล่าอาณานิคมที่สาหัสสากรรจ์มา จากจากพรมแดนของไทย ที่อยู่ติดกับพรมแดนของชาติมหาอำนาจที่กำลังช่วงขิงอิทธิพลกันข้างหนึ่งก็อังกฤษ ข้างหนึ่งก็ฝรั่งเศส”

ทูตพิษณุชี้อีกว่า มาวันนี้สถานการณ์พรมแดนของมหาอำนาจที่กำลังช่วงชิงผลประโยชน์กันอย่างถึงพริก ถึงขิง ประชิดเข้ามาติดพรมแดนไทยขึ้นเรื่อยๆ จากปัญหาพรมแดนของจีน กับของสหรัฐฯ ชนกันในทะเลจีนใต้

“จะเห็นว่าฝั่งจีนออกแนวนโยบาย Belt and Road Initiative ฝั่งสหรัฐก็ออกนโยบาย Indo pacific มา”

นี่จึงทำให้ในอีกไม่ช้า “มหาสมุทรอินเดีย” ที่ค่อนข้างสงบ ในทัศนะของ “พิษณุ” นั้น จะเป็น Theatre of Conflict กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของไทยในทุกด้าน และจะกระทบกระเทือนต่อการดำเนินนโยบายที่จะทับซ้อนและยุ่งยากมากขึ้นด้วย

“เพราะนโยบายที่แข่งกันระหว่าง 2 มหาอำนาจนี้ มันเข้ามาชนกันตรงมหาสมุทรอินเดีย แล้วพรมแดนของไทย ไม่ว่าจะทางบกหรือทางทะเล ถูกประชิดโดยมหาอำนาจทั้งหมด สหรัฐฯพยายามกลับเข้ามา ทั้ง 2 ทาง ขณะที่ เมนแลนด์ของเซาท์อีสต์เอเชีย ก็ล้วนอยู่ในอิทธิพลของจีนทุกประเทศ แล้วเขาก็จริงจัง เพราะเขาต้องทำให้ยุทธศาสตร์ของเขาบรรลุผล”

“เราจะได้เห็นว่า สถานการณ์ตอนนี้มันมีการช่วงชิงเรื่องผลประโยชน์อยู่ในปัจจุบัน มันมาแบบเงียบๆค่อยๆมา ที่พูดกันมากเลย ก็คืออิทธิพลของจีน ลากตัดจากคุณหมิง ที่เมืองเจ้าผิว ในรัฐยะไข่ วันนี้ที่เจ้าผิว เป็นโครงการพัฒนาที่เกี่ยวเนื่องกับปิโตรเลียมที่ใหญ่โตมาก และจะพัฒนาก้าวหน้าต่อไป และเป็นฟุตพรินต์สำคัญของจีน เป็นเกตเวย์ที่ทำให้จีนออกทะเลน้ำอุ่นในมหาสมุทรอินเดียได้

“แน่นอนว่า ก่อนหน้านี้ในประวัติศาสตร์จีน ไม่มีช่องทางออกในมหาสมุทรอินเดีย แต่วันนี้จีนมีช่องทางนี้แล้ว แล้วในอนาคต จะมีซุปเปอร์ไฮเวย์จากเจ้าผิวขึ้นไปได้ถึงคุณหมิง แล้วต่อไปได้ยังซินเจียง แล้วถ้ามีถนน จากประสบการณ์ที่ผ่านมา อีกไม่นานก็จะมีไฮสปีดเทรนลงมาถึงพม่าตามมา”

นอกจาก สหรัฐฯ กับ จีน “ทูตพิษณุ” ชี้ว่า รัสเซีย คือ ผู้เล่นใหม่ในพม่า ที่ควรจับตา

“ต้องยอมรับว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของการเข้ามาของรัสเซีย ในเซาท์อีสต์เอเชีย มันเกิดขึ้นหลายครั้ง เรามีฟุตพรินต์สำคัญของรัสเซีย ในเวียดนาม ที่เกิดความขัดแย้งด้านการระหว่างประเทศ สับสนวุ่นวายที่อลหม่านมากแล้ววันนี้กำลังกลับเขามาในภูมิภาคนี้ในทางใดทางหนึ่ง”

สิ่งเหล่านี้ สำหรับ “ทูตพิษณุ” จึงเห็นว่า เราไม่อาจนิ่งนอนใจกับพัฒนาการระหว่างประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ได้ โดยเฉพาะ การที่เหล่ามหาอำนาจ พยายามขยายอิทธิพลกลับเข้ามาในพม่า

เพราะนี่เป็นเครื่องสะท้อนอย่างดีว่า พม่าเป็นพื้นที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ทั้งด้านความมั่นคง ทั้งเศรษฐกิจ หรือทางการเมืองในมหาสมุทรอินเดีย ของมหาอำนาจจะทำไม่ได้สมบูรณ์แบบถ้าขาดพม่าไป

ดังนั้น เมื่อเราอยู่ใน Theatre of Conflict ซึ่งในอีกไม่ช้า จะประชิดไทยทั้ง 2 ด้าน ทั้ง “มหาสมุทรแปซิฟิก” ทั้ง “มหาสมุทรอินเดีย” หากเราไม่ประคับประคองตัวเอง ไม่มีนโยบายดีๆที่เกิดบนพื้นฐานที่เข้าอกเข้าใจ ในข้อเท็จที่เกิดในประเทศเพื่อนบ้าน เราจะไม่มีทางเอาตัวรอดได้จากเลย

4

ทูตพิษณุ ย้ำชัดว่าไทยมีผลประโชน์ในพม่าอย่างมาก ดังนั้นจีโอโพลิติกเป็นเรื่องผลประโยชน์ที่ต้องคำนึง

เช่นเดียวกับ ความสงบและความมั่นคงตามแนวชายแดน ที่ถือเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน ในการคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จากความขัดแย้งและการสู้รบในพม่า จะทำยังไงจะรักษาผลประโยชน์การค้า และการสัญจรผ่านแดน แลกเปลี่ยนต่างๆ จะทำยังไงถึงจะมีความพร้อมในการรับมือในภาวะฉุกเฉินได้

เพราะเมื่อเพื่อนบ้านที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งอ่อนแอ และมีปัญหา มักจะลามเข้ามาประเทศไทย

“ยาเสพติด” คือปัญหาเดิมที่เห็นกันอยู่แล้ว แต่วันนี้มีความท้าทายใหม่มาเพิ่ม จากปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ สแกมเซนเตอร์ การค้ามนุษย์ อาชญกรรมข้ามชาติ พร้อมกับมีปัญหาใหม่ๆ จากมลพิษทางอากาศ ทางน้ำ สารพิษในแม่น้ำเมย แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก

สิ่งเหล่านี้ ล้วนกระทบความชีวิตความเป็นอยู่ และผลประโยชน์ของเราแบบที่เราไม่รู้ตัว โดยเราไม่สามารถเพิกเฉย ไม่เตรียมพร้อมรับมือ และแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้

ขณะที่ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การค้าชายแดน การลงทุน ที่เราเห็นตัวเลขมากมายมหาศาล แต่ “อดีตทูตพม่า” เตือนว่า อย่าพอใจตัวเลขเหล่านี้เด็ดขาด

“เพราะเมื่อท่านดูตัวเลข ด้านการค้าระหว่างไทยพม่า ท่านจะถูกหลอกว่า ฝ่ายไทยเป็นฝั่งได้ดุลการค้า แต่ถ้าเอาตัวเลขดุลบริการ ที่คนไทยจ้างงานคนพม่า แล้วเงินค่าจ้างถูกส่งกลับไปพม่า ท่านจะตกใจยิ่งกว่า เพราะเราขาดดุลมหาศาลเลย” 

แล้วเรื่องแรงงานพม่า ซึ่งถือว่ามีความสำคัญมากต่อเศรษฐกิจไทย เป็นสิ่งที่ ทูตพิษณุชี้ว่า ยังได้ลามมาสู่ปัญหาในมิติทางสังคม ที่เราจำเป็นต้องสนใจอย่างยิ่ง

“แรงงานพม่าในไทยต่างจากแรงงานต่างชาติอื่นๆ เพราะเข้ามาแบบ Unskill แต่กลับไปแบบ Skil

“หรือพูดอีกนัย ไทยเราเป็นเซ็นเตอร์ด้านการพัฒนาฝีมือแรงงานให้กับพม่า ความต่างประการหนึ่งของแรงงานพม่ากับประเทศอื่นในไทย ก็คือ ส่วนใหญ่อื่นๆ เข้ามาแล้วตั้งรกฐาน แต่พม่าเข้ามาเพราะเหตุผลบางอย่าง และพร้อมที่จะกลับไป เมื่อประเทศของเขามีความพร้อม”

“ความมั่นคงด้านพลังงาน” เป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่ทำให้ไทยต้องรักษาสมดุลกับพม่าไว้ เพราะไฟฟ้า  40 % ที่เราใช้ ส่วนหนึ่งมาจากแก๊สในพม่า

เช่นเดียวกับ โลจิสติกส์ท่าเรือ ถนน ที่วันนี้ ทูตพิษณุยืนยันว่า มีความสำคัญมากในโลกปัจจุบัน

โดยเฉพาะ “โกลบอลซัพพลายเชน” ที่วันนี้ไม่มีประเทศไหนในโลกที่มันผลิตสินค้าโดยลำพังอีกแล้ว

“สินค้าชิ้นหนึ่ง มีเรื่องขององค์ประกอบ ที่มาจากหลายแหล่ง เวลาเรามีปัญหา เขาก็บอกว่า โกลบอลซัพพลายเชนมันถูกดิสรัป แล้วทำไมเราไม่คิดว่า เราจะพยายามทำให้พม่า เป็นส่วนหนึ่งของโกบอลซับพลายเซน ของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศไทย”

ทั้งหมดนี้ นายกสมาคมไทย-พม่าเพื่อมิตรภาพ ย้ำแล้วย้ำอีกว่า สังคมไทยต้องให้ความสนใจ

5 

“ไทยควรทำอะไรกับพม่า ?” คือโจทย์ที่ ทูตพิษณุ ตั้งขึ้นในช่วงท้ายของการปาฐกถานี้

อดีตทูตพม่าชี้ว่า สิ่งที่ประเทศไทยควรทำกับพม่า มันเกี่ยวกับคำ 2 คำที่มีทั้งฝ่ายสนับสนุน และคัดค้าน

คำแรก คือ Engagement ส่วนคำที่สอง คือ Endorsement 

ทูตพิษณุ ยืนยันว่า สิ่งที่ประเทศไทยทำกับพม่า ไม่ใช่การ Endorsement หรือ การรับรองว่า สิ่งที่เกิดในพม่า คือความถูกต้อง แต่เป็น Engagement หรือการเข้าไปปฏิสัมพันธ์ ข้องเกี่ยวกับประเทศพม่าอีกครั้งหนึ่ง โดยรัฐบาลได้ออกนโยบาย Re–engagement มาเฉพาะ 

โดยเป้าหมายของ Engagement คือการเปิดพื้นที่ให้สามารถ มีการพูดคุยหารือ เจรจา และการเป็นตัวกลางได้ตลอดเวลา ในยามที่เราต้องการโอกาส

ตัวอย่าง เมื่อเร็วๆนี้ มินอองไลง์ มาเยือนไทย สมาคมไทย-พม่าเพื่อมิตรภาพ ก็ทำใน Track 2 ของการทูต หรือสิ่งที่ไม่ใช่รัฐบาลทำ ทำไม่ได้ในสภาวะนี้ อาจจะมีผลกระทบ หรือแซงชั่น ด้วยการจัด Business Forum เพื่อเกื้อกูลต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกัน

“แน่นอนว่า เวลาจัดงานแบบนี้ก็ถูกตั้งคำถามว่า เราจะไป Endorsement มินอองไลง์หรือเปล่า คำตอบก็คือว่า จะ Endorsement หรือไม่ ไม่รู้ แต่ไม่ใช่งานของรัฐบาล งานนี้เป็นของ Non Government ถามว่า เมื่อไม่ใช่ Endorsement แล้วเราได้ประโยชน์อะไร คำตอบก็คือ Re-engagement ตามนโยบายนั่นแหละ

“แล้วเราก็จะเปิดช่องทางต่อไป เพื่อให้ภาคเอกชนของเรามีลู่ทาง สามารถพูดให้ผู้นำเมียร์มา และผู้ที่เกี่ยวข้องรู้ว่า ถ้าอยากจะให้คนไทยเข้าไปลงทุน พม่าจะต้องทำอะไรบ้าง หรือรองรับความต้องการของคนไทยที่จะเข้าไปสนับสนุนพม่าทางด้านเศรษฐกิจ”

ทูตพิษณุยืนยันว่า ที่ผ่านมา เรามีเครื่องมือมากมาย ในบริบทความสัมพันธ์ไทยพม่า แต่คำถามคือ เราใช้มันเต็มกำลังแล้วหรือยัง แล้วที่ยังไม่ทำนั้น มันติดปัญหาอะไร ทั้งเครื่องมือทางการทูตในระดับต่างๆ เรามีการทูตแบบเงียบๆ Quiet Diplomacy ซึ่งเป็นสิ่งที่เราควรจะต้องใช้มันมากๆกับพม่า กลไกจากภูมิศาสตร์กับเรื่องชายแดน แรงจูงใจจากการค้า การลงทุน

และที่สำคัญ คือ “ซอฟต์พาวเวอร์” ที่เรามีอย่างเข้มแข็งมากกับประเทศเพื่อนบ้าน และเป็นสิ่งที่เราต่างก็อยากจะรุกคืบพม่าในเรื่องนี้

แต่ทว่า “ทูตพิษณุ” เตือนว่า ข้อใหญ่ใจความของเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ที่อยากจะฝากไว้กับคนรุ่นใหม่

นั่นคือ อยากให้มองเรื่องการเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่า 2 ครั้ง ในปี 2112 กับ ปี 2310 แบบที่มันเป็นประวัติศาสตร์

ที่สำคัญต้องเป็นประวัติศาสตร์ที่เราได้รับการเรียนรู้อย่างถูกต้องเหมาะสม แล้วมองไปข้างหน้า อย่าได้เอาความขมขืน และประสบการณ์ที่เราได้เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งอาจจะถูกครึ่งผิดครึ่ง มาเป็นตัวกำหนดทัศนคติของเรากับประเทศเพื่อนบ้าน

“เวลาท่านศึกษาประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา ผมอยากให้ท่านมีโอกาสเหมือนผม ให้ได้ไปศึกษาประวัติศาสตร์ของพม่าบ้าง จะเห็นเลยว่า มันหนังคนละเรื่องเลย เรื่องเหล่านี้ถ้าไม่เรียนรู้ จะไม่เข้าใจ เราจะไม่สามารถมองประวัติศาสตร์แบบที่เป็นประวัติศาสตร์ได้เลย” อดีตทูตพม่าระบุ

สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 บ้านเมืองถึงคราววิบัติ “ล่มสลาย” บ้านแตกสาแหรกขาด ภาพนี้เป็นจิตรกรรมฝาผนังจัดแสดงภายในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ

6 

ทูตพิษณุ ยังเสนอ 2 เรื่อง สำหรับ “บทใหม่” ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่า ที่เราขาดมานานแล้ว และเป็นที่เราควรทำกับพม่าอย่างยิ่ง

เรื่องแรก คือ ยุทธศาสตร์ชาติแบบบูรณาการที่เกี่ยวกับพม่า 

โดยอดีตเอกอัครทูต ยืนยันเองว่า “นี่เป็นเรื่องที่เราไม่เคยมีเลย วันนี้ทุกอย่างในประเทศไทยที่เป็นเรื่องยุทธศาสตร์กับพม่า กระทรวงการต่างประเทศ กองทัพ สำนักข่าวกรอง สภาความมั่นคงแห่งชาติ เราต่างคนต่างทำ ปตท.จะไปซื้อแก๊ส เขาไม่ไปถามกระทรวงต่างประเทศ ถ้าได้ราคาถูกเขาซื้อเลย”

“แต่ถ้าลองคิดมุมกลับว่า ถ้าเรามียุทธศาสตร์เฉพาะ เราสามารถทำงานเป็นทีมได้ เราอาจจะได้ประโยชน์อะไรที่มากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เช่น ปตท.จะไปซื้อแก๊สใช่ไหม แต่ช่วยบอกพม่าหน่อยว่า เงินค่าซื้อแก๊ส จะเอาไปซื้อไรก็เรื่องของคุณ แต่ช่วยฝากไว้ซัก 20% มาซื้อสินค้าไทย กลับเข้าไปใช้ในพม่าได้ไหม เป็นต้น”

เรื่องสอง คือ เราไม่มีการจัดลำดับความสำคัญของผลประโยชน์ อย่างชัดเจน จริงจัง และเป็นขั้นตอน

กล่าวคือ วันนี้เราสนใจพม่าเป็นเรื่องๆ เป็นจุดๆตามช่วงเวลา เช่น ฤดูร้อนพอเข้าเดือนกุมภาพันธ์ เราก็จะตื่นเต้นกับเรื่องฝุ่น เราก็จะไปร้องแรกแหกกระเชอกันตอนนั้นพอฝนตกก็หายไป พอน้ำมาเราก็จะตื่นเต้นกับมลพิษในแม่น้ำเมย แม่น้ำกก แม่น้ำรวก เพราะมันไหลเข้ามาฝั่งเรา พอหน้าแล้ง มีการสู้รบ เราก็จะไปใส่ใจในเรื่องนั้น แล้วพอฝนมาเราก็เลิกพูด วนไปวนมาอยู่แบบนี้

ทูตพิษณุ ยืนยันว่าทั้งหมดของปาฐกถานี้ คือการฉายภาพความพยายามของเรา ที่จะทำเพื่อให้แรงจูงใจกับพม่า ในการดำเนินการสิ่งต่างๆไปตามที่เราต้องการ และตอบโจทย์ผลประโยชน์แห่งชาติร่วมกัน

ซึ่งงานทั้งหมดนี้ ต้องการแรงสนับสนุนจากทุกภาคส่วน และที่สำคัญยังต้องการความเข้าใจอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะจากสังคมไทยว่า “พม่าไม่ใช่ ประเทศที่เราจะเลือกคบ ได้ไปตามสถานการณ์ได้ แม้ที่ผ่านมา ประวัติศาสตร์อาจจะเคยแยกเราจากภูมิศาสตร์เศรษฐกิจออกจากกัน แต่ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนของเราผูกพันกันอย่างหลีกเลี่ยงกันไม่ได้เลย”

ฉะนั้น การเข้าใจพม่า แม้ความรู้ จะมีความสำคัญ แต่ก็ยังต้องการความอดทน เคารพหัวใจของความเป็นเพื่อนบ้านด้วย

“เพราะนโยบายต่างประเทศของไทยที่ดีที่สุด คงไม่ใช่การเลือกข้างระหว่างรัฐบาล หรือชนกลุ่มน้อย หรือระหว่างรัฐบาลกับประเทศมหาอำนาจประเทศใดประเทศหนึ่ง  แต่เป็นเรื่องของการยืนบนผลประโยชน์ร่วมกัน และที่สำคัญยังยืนบนสันติภาพ และเสถียรภาพ ทั้งของพม่า ของไทย และของภูมิภาคด้วย” นายกสมาคมไทย-พม่าเพื่อมิตรภาพ ฝากทิ้งท้าย