‘วัส’ ชี้ ‘ทักษิณ’ ใช้กฎหมายนิรโทษกรรมเรียกคืน 4.6 หมื่นล้านไม่ได้ ติดข้อยกเว้นคดีทุจริต-บังคับคดีเสร็จแล้ว
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เผยแพร่บทวิเคราะห์ผ่านเพจ “วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง” กรณีมีข่าวทีมทนายความของนายทักษิณ ชินวัตร ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ขอรับสิทธินิรโทษกรรมและล้างมลทินในคดีสำคัญ รวมถึงขอให้พ้นจากผลคำพิพากษาที่ให้ทรัพย์สินกว่า 4.6 หมื่นล้านบาทตกเป็นของแผ่นดิน
1. สถานะทางกฎหมาย: การบังคับคดี “อม. 1/2553” เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว
ก่อนจะพิจารณาประเด็นเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรม ต้องทำความเข้าใจสถานะทางคดีขายหุ้นชินคอร์ปฯ (คดี อม. 1/2553) เสียก่อน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เงินปันผลค่าหุ้นและเงินค่าขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้แก่กลุ่มเทมาเส็ก เป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควร สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของนายทักษิณ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกกล่าวหา) ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ รวมจำนวน 46,373,687,554.70 บาท พร้อมดอกผล
ส่วนหุ้นจำนวน 1,419,490,150 หุ้น ที่นายทักษิณและคุณหญิงพจมาน ชินวัตร (นามสกุลขณะนั้น) ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 30,247,915,606.35 บาท อันถือเป็นทรัพย์สินที่นายทักษิณและคุณหญิงพจมานมีอยู่แต่เดิม และไม่อาจให้ตกเป็นของแผ่นดินตามคำร้องของอัยการสูงสุด (ผู้ร้อง) ได้
ผลการบังคับคดี: หลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากเงินปันผลค่าหุ้นและเงินค่าขายหุ้นบริษัทชินคอร์ป ให้แก่กลุ่มเทมาเส็ก กระทรวงการคลังได้ดำเนินการถอนเงินจากบัญชีที่อายัดไว้ พร้อมดอกผล และนำส่งเข้าคลังเป็นรายได้แผ่นดิน เรียบร้อยเสร็จสิ้นสมบูรณ์ไปนานแล้ว
2. คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ระบุฐานความผิดของนายทักษิณ ชินวัตร ไว้อย่างชัดเจนในอีก 3 คดี:
1) คดีเงินกู้ EXIM Bank (อม. 4/2551): ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152)
2) คดีหวยบนดิน (อม. 10/2552): ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157)
3) คดีอำพรางการถือหุ้นชินคอร์ปและแปลงค่าสัมปทาน (อม. 5/2551): ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152)
3. “กฎเหล็ก 3 ข้อ” ของการได้รับนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สันติสุขฯ 2569
เมื่อพิจารณาโครงสร้างของพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ผู้ที่จะได้รับสิทธินิรโทษกรรมและลบล้างประวัติอาชญากรรม จะต้องผ่านเกณฑ์และเงื่อนไขเด็ดขาด ครบทั้ง 3 ข้อพร้อมกัน ดังนี้ครับ
[1. องค์ประกอบและกรอบเวลา (มาตรา 7)] ──► [2. ความผิดตรงตาม “บัญชีท้าย พ.ร.บ.”] ──► [3. ไม่ติดข้อยกเว้นเด็ดขาด (มาตรา 3)]
1) เงื่อนไขด้านการกระทำและกรอบเวลา (มาตรา 7): ต้องเป็นการกระทำจากการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมืองที่มีมูลเหตุจากความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเกิดขึ้นระหว่าง วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ.2568 🗓️
2) ฐานความผิดต้องตรงตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.: การกระทำความผิดนั้นต้องระบุอยู่ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ 31 ข้อ หรือเป็นฐานความผิดที่เกี่ยวพันกัน 📑
3) ต้องไม่เข้าข้อยกเว้นเด็ดขาด (มาตรา 3): แม้จะผ่านสองข้อแรก แต่กฎหมายห้ามเด็ดขาดไม่ให้ใช้นิรโทษกรรมแก่ความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ, ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และการกระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส (ตาม ป.อาญา มาตรา 297) หรือที่เป็นการกระทำความผิดต่อส่วนตัวหรือที่เป็นการกระทำที่ต้องรับผิดต่อบุคคลใดที่มิใช่หน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกลุ่ม 🚫
4. เจาะลึก “กฎหมายลำดับที่ 31” vs “ความผิดฐานทุจริต”
ประเด็นที่ฝ่ายผู้ร้องหยิบยกมาอ้างอิงคือ กฎหมายตามบัญชีท้ายลำดับที่ 31 ซึ่งระบุถึง:
“ความผิดตามประกาศและคำสั่งหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประกาศและคำสั่งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ประกาศและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และประกาศและคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ”
• เจตนารมณ์ที่แท้จริงของกฎหมายตามลำดับที่ 31: มุ่งคุ้มครองและนิรโทษกรรมให้แก่กลุ่มบุคคลที่กระทำความผิดเฉพาะตัวจากการฝ่าฝืนมาตรการพิเศษทางการเมือง ของ คปค., คมช. และ คสช. เช่น การฝ่าฝืนคำสั่งเรียกมารายงานตัว การฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชุมนุมทางการเมือง หรือการฝ่าฝืนคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งการกระทำเหล่านี้สภาพความผิดเกิดขึ้นเพราะมีประกาศพิเศษบังคับไว้โดยตรง โดยไม่มีเนื้อหาหรือเจตนาในทางทุจริตต่อหน้าที่แต่อย่างใด
• ไม่อาจนำมาฟอกขาวคดีทุจริตได้: ต่อให้กระบวนการตรวจสอบในคดีทุจริตจะเคยอาศัยอำนาจหรือคำสั่งดังกล่าว แต่ หัวใจสำคัญ (Substance) ของคดี คือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ (เช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 หรือ 157) หรือการใช้อำนาจขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งเป็นความผิดฐานทุจริตโดยเนื้อแท้ จึงไม่อาจนำความผิดตามกฎหมายลำดับที่ 31 มาลบล้างความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบที่ถูกล็อกไว้ด้วยมาตรา 3 ได้
5. กำแพงชั้นที่สอง: บทบาทคุ้มครองรัฐตาม “มาตรา 9 วรรคสอง”
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ในสมมติฐานว่ามีคดีใดของจำเลยที่ผ่านเกณฑ์และเข้าข่ายได้รับสิทธิตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ กฎหมายก็ยังได้บัญญัติกลไกคุ้มครองความเสียหายทางแพ่งของรัฐไว้อย่างรัดกุมใน มาตรา 9 วรรคสอง ความว่า:
“กรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ใดชำระค่าเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐใด ให้การชดใช้ค่าเสียหายหรือการบังคับคดีให้หน่วยงานของรัฐเป็นอันยุติลง ทั้งนี้ ไม่กระทบต่อการชำระหนี้หรือการบังคับคดีที่ดำเนินการเสร็จสิ้นไปก่อนแล้ว”
• ความหมาย: บทบัญญัตินี้สะท้อนหลักความมั่นคงทางนิติรัฐอย่างชัดเจนว่า ต่อให้กฎหมายนิรโทษกรรมจะมีผลยุติการดำเนินคดีแพ่งที่ยังค้างเก่า แต่ “จะไม่ย้อนกลับไปกระทบกระเทือนการบังคับคดีที่ดำเนินการเสร็จสิ้นไปก่อนแล้วอย่างเด็ดขาด”
• คดีขายหุ้นชินคอร์ปฯ (อม.1/2553) ที่ศาลฎีกาฯ พิพากษาให้เงินจำนวน 46,373,687,554.70 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน ไม่ใช่คดีที่เกิดจากการกระทำของบุคคลที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง หรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมือง ทั้งไม่ใช่การกระทำที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดตามที่ระบุในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติฯ นายทักษิณ ชินวัตร จึงไม่ใช่ผู้ที่จะได้รับสิทธิตามกฎหมายนี้ แม้หากจะฝ่าด่านนี้ไปได้ ก็ไม่สามารถฝ่าด่านมาตรา 9 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า…ไม่กระทบต่อการชำระหนี้หรือการบังคับคดีที่ดำเนินการเสร็จสิ้นไปก่อนแล้ว
สรุปบทวิเคราะห์
จากเหตุผลทางกฎหมายทั้งหมด สรุปได้ว่า คำร้องขอของนายทักษิณ ชินวัตร ไม่สามารถอาศัย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 มาลบล้างคำพิพากษาหรือดึงเงิน 4.6 หมื่นล้านบาทคืนได้ เนื่องจาก:
1) ไม่เข้าเงื่อนไขด้านการกระทำจากการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง (มาตรา 7)
2) ไม่ใช่การกระทำที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดตามที่ระบุในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ (มาตรา 7)
3) ติดกำแพงข้อยกเว้นเด็ดขาดในมาตรา 3 (เนื่องจากเป็นความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติตามหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี)

