หน้าแรก การเมือง รบ. จับมือ Mi...

รบ. จับมือ Microsoft เลือกไทยประเทศแรกจาก 19 ชาติ เชื่อมโยงระบบการศึกษา พัฒนาทักษะ

17.10.26 | 09:26 น.

รัฐบาลจับมือยักษ์เทคโนโลยีโลก Microsoft เลือกไทยประเทศแรกจาก 19 ประเทศ เปิดเกมใหญ่ปั้นคน ไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะถึงงานจริง!

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลผนึก Microsoft และพันธมิตรระดับชาติ เปิดตัว “Microsoft Elevate AI and Jobs for Thailand” ยกระดับการศึกษาไทยสู่ยุค AI ชูโอกาสใหม่ตั้งแต่เด็กนักเรียน ครู นักศึกษาอาชีวะ ถึงวัยทำงาน สร้างทักษะที่ตลาดต้องการ เพิ่มโอกาสเข้าถึงอาชีพแห่งอนาคต พร้อมเดินหน้า AI ช่วยลดงานเอกสาร คืนเวลาให้ครูดูแลเด็กอย่างเต็มที่ ย้ำเทคโนโลยีระดับโลกต้องไม่ใช่โอกาสของคนเพียงบางกลุ่ม แต่ต้องเป็นโอกาสที่คนไทยทุกพื้นที่เข้าถึงได้

รัฐบาลเดินหน้ายกระดับศักยภาพกำลังคนไทยครั้งสำคัญ ผ่านความร่วมมือกับ Microsoft บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน เปิดตัวโครงการ “Microsoft Elevate AI and Jobs for Thailand” เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมโรสวูด กรุงเทพฯ โดยมีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี พร้อมผู้บริหาร Microsoft และพันธมิตรจากหลายภาคส่วน


ความร่วมมือดังกล่าวมีความสำคัญในระดับนานาชาติ เนื่องจาก Microsoft ระบุว่า ประเทศไทยเป็นประเทศแรกจากทั้งหมด 19 ประเทศทั่วโลกที่เปิดตัวโมเดลภาคีความร่วมมือระดับชาติ Microsoft Elevate AI and Jobs เพื่อเชื่อมโยงระบบการศึกษา การพัฒนาทักษะ และความต้องการแรงงานเข้าด้วยกัน โดยมุ่งสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถนำเทคโนโลยี AI มาต่อยอดการเรียนรู้ การทำงาน และการประกอบอาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในวันที่ AI กำลังเปลี่ยนโลกการทำงาน คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงประเทศไทยจะใช้เทคโนโลยีทันโลกหรือไม่ แต่คือประชาชนจะได้รับโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเด็กในพื้นที่ห่างไกล นักเรียนอาชีวศึกษา ผู้เพิ่งสำเร็จการศึกษา และประชาชนวัยทำงานที่ต้องพัฒนาทักษะใหม่เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

“ความสำเร็จของการนำ AI มาใช้ ไม่ควรวัดเพียงจำนวนเทคโนโลยีที่ประเทศมี แต่ต้องวัดว่าเด็กไทยได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้น ครูมีเวลาสอนมากขึ้นเพียงใด และประชาชนสามารถนำทักษะใหม่ไปสร้างโอกาสในการทำงานได้จริงแค่ไหน เพราะท้ายที่สุด เทคโนโลยีต้องสร้างประโยชน์ให้กับคน ไม่ใช่ทำให้คนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” รองโฆษกฯ กล่าว

Advertisement

ทั้งนี้ ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการขับเคลื่อนความร่วมมือดังกล่าวในหลายมิติ โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะ AI ให้กับผู้เรียนตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงอาชีวศึกษา ผ่านหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ Think – คิดเป็น, Use – ใช้เป็น และ Discern – รู้เท่าทัน เพื่อให้เด็กไทยคิดวิเคราะห์ด้วยตนเอง สามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยเรียนรู้และสร้างสรรค์ ตลอดจนตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล รู้เท่าทันความเสี่ยงทางดิจิทัล และใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ

สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการจะเดินหน้ายกระดับทักษะดิจิทัลและ AI ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีมาช่วยลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอน เช่น งานเอกสาร งานธุรการ และกระบวนการบริหารจัดการบางประเภท เพื่อเพิ่มเวลาให้ครูสามารถมุ่งเน้นการเรียนการสอน ดูแลพัฒนาการ และส่งเสริมศักยภาพของนักเรียนได้มากขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ “ลดเวลาทำเอกสาร เพิ่มเวลาสร้างอนาคตเด็กไทย”

ขณะเดียวกัน โครงการยังให้ความสำคัญกับนักเรียนอาชีวศึกษา นักศึกษาใกล้สำเร็จการศึกษา บัณฑิตจบใหม่ ผู้หางาน และแรงงานที่ต้องการเปลี่ยนสายอาชีพ โดยนำความต้องการทักษะจากภาคอุตสาหกรรมมาเชื่อมโยงกับการพัฒนาหลักสูตรและการรับรองทักษะ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ที่นำไปใช้ทำงานได้จริง ไม่ใช่เพียงเรียนจบหรือได้รับใบประกาศนียบัตร แต่สามารถนำทักษะไปเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพและพัฒนารายได้ในอนาคต

รองโฆษกฯ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า โครงการ Microsoft Elevate AI and Jobs for Thailand กำหนดแผนดำเนินงานระยะแรกประมาณ 9 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569 ถึงมิถุนายน 2570 โดยมีแนวทางสำคัญ ได้แก่ การจัดทำกรอบพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน การพัฒนาหลักสูตรและการรับรองทักษะ AI อ้างอิงกรอบมาตรฐาน DigComp 2.2 ของสหภาพยุโรป การส่งเสริมการฝึกปฏิบัติจริงผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น Hackathon และการเชื่อมโยงการพัฒนาทักษะเข้ากับโอกาสในการจ้างงาน โดยใช้ข้อมูลความต้องการแรงงานจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและ JobsDB by SEEK

ความร่วมมือครั้งนี้ยังเป็นการต่อยอดผลการพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI ซึ่ง Microsoft ระบุว่า ได้เข้าถึงคนไทยแล้วกว่า 2.7 ล้านคนในช่วงสองปีที่ผ่านมา โดยยกระดับเป้าหมายจากการสร้างความรู้และทักษะ ไปสู่การสร้างเส้นทางที่เชื่อมโยงผู้เรียนกับโอกาสทางเศรษฐกิจและการจ้างงานอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการยังขับเคลื่อนการปรับหลักสูตรสู่การเรียนรู้เชิงสมรรถนะ จัดทำกรอบความรู้พื้นฐานด้าน AI ที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย โดยตั้งเป้าเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมในปี 2570 และพัฒนาให้ครอบคลุมทั้งระบบในปี 2571 พร้อมเตรียมแนวทางการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ รวมถึงการบริหารเวลาหน้าจออย่างเหมาะสม เพื่อให้การใช้เทคโนโลยีส่งเสริมการเรียนรู้โดยไม่ลดทอนทักษะการคิดวิเคราะห์ของเด็ก

ในระยะต่อไป รัฐบาลยังมุ่งส่งเสริมการบูรณาการระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงแรงงาน และภาคเอกชน ผ่านกลไกการเรียนรู้ตลอดชีวิต แพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ และระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อสนับสนุนการต่อยอดทักษะจากห้องเรียนสู่ตลาดแรงงาน พร้อมส่งเสริมความพร้อมของประเทศไทยในการก้าวสู่มาตรฐาน OECD

“โจทย์ของรัฐบาลไม่ใช่แค่ทำให้คนไทยใช้ AI เป็น แต่ต้องทำให้คนไทยมีโอกาสใช้ AI พัฒนาชีวิตของตนเองได้ด้วย เด็กในเมืองและเด็กในชนบทควรมีโอกาสเรียนรู้ทักษะแห่งอนาคต คนที่เรียนจบใหม่ควรมีทักษะที่ตอบโจทย์ตลาดงาน และคนที่ทำงานอยู่แล้วก็ควรมีโอกาสพัฒนาตัวเองได้ตลอดชีวิต”

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า การจับมือกับ Microsoft ครั้งนี้สะท้อนทิศทางการพัฒนาประเทศที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนในศักยภาพมนุษย์ควบคู่กับเทคโนโลยี โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้ใช้ AI แต่คือการทำให้ความรู้ ทักษะ และโอกาสในการทำงานกระจายไปสู่ประชาชนในทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง

“AI อาจเปลี่ยนอนาคตของโลก แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องทำ คือสร้างความพร้อมให้คนไทยสามารถกำหนดอนาคตของตัวเองได้ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง เพราะประเทศจะก้าวทัน AI ได้อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อประชาชนก้าวไปข้างหน้าได้พร้อมกัน”