หน้าแรก การเมือง ไทยช่วยไทยพลั...

ไทยช่วยไทยพลัส เงินสะพัด 2.68 หมื่นล้าน รัฐมั่นใจกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

18.10.26 | 09:39 น.

รัฐบาลเผยยอดใช้จ่าย “ไทยช่วยไทย พลัส” ทะลุ 2.68 หมื่นล้าน ประชาชนรับสิทธิ 26.74 ล้านราย ร้านค้าเข้าร่วมกว่า 1.19 ล้านราย มั่นใจกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ภายใต้มาตรการร่วมจ่าย 60/40 ของรัฐบาล ว่า จากข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 16 ตุลาคม 2569 เวลา 23.00 น. พบว่ามีประชาชนกดรับสิทธิรวมทั้งสิ้น 26,740,565 ราย ขณะที่มีร้านค้าผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้วจำนวน 1,191,936 ราย สะท้อนการเข้าร่วมโครงการของประชาชนและผู้ประกอบการทั่วประเทศ โดยรัฐบาลมุ่งหวังให้มาตรการดังกล่าวช่วยลดภาระค่าครองชีพ เพิ่มกำลังซื้อ และกระจายรายได้สู่ร้านค้ารายย่อยและเศรษฐกิจชุมชน

น.ส.ลลิดา กล่าวต่อว่า สำหรับยอดใช้จ่ายสะสมผ่านโครงการล่าสุด มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 26,809.2 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่รัฐบาลร่วมจ่ายจำนวน 15,557.9 ล้านบาท และส่วนที่ประชาชนใช้จ่ายจำนวน 11,251.3 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนเม็ดเงินที่หมุนเวียนผ่านการซื้อสินค้าและบริการภายใต้โครงการ โดยมาตรการร่วมจ่ายของรัฐบาลช่วยสนับสนุนกำลังซื้อของประชาชน ควบคู่กับการสร้างรายได้ให้แก่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ และเมื่อแยกตามช่องทางการใช้จ่าย พบว่า การใช้จ่ายผ่านบริการ Food Delivery มีมูลค่ารวม 1,159.9 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่รัฐบาลร่วมจ่าย 668.2 ล้านบาท และส่วนที่ประชาชนใช้จ่าย 491.7 ล้านบาท ขณะที่การใช้จ่ายผ่านร้านค้าอื่น ๆ มีมูลค่ารวม 25,649.3 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่รัฐบาลร่วมจ่าย 14,889.7 ล้านบาท และส่วนที่ประชาชนใช้จ่าย 10,759.6 ล้านบาท


น.ส.ลลิดากล่าวด้วยว่า การที่มีร้านค้าผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้วกว่า 1.19 ล้านราย ถือเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนมาตรการให้เข้าถึงผู้ประกอบการในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อย ร้านอาหาร และธุรกิจชุมชน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการกระจายรายได้และสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก ทั้งนี้ การลงทะเบียนรับสิทธิของประชาชนได้สิ้นสุดลงแล้วตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2569 ส่งผลให้ยอดประชาชนกดรับสิทธิ 26,740,565 ราย โดยรัฐบาลจะติดตามผลการใช้จ่ายและการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มาตรการร่วมจ่ายเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและผู้ประกอบการอย่างทั่วถึง

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยยอดใช้จ่ายสะสมกว่า 26,800 ล้านบาท สะท้อนการใช้จ่ายที่เกิดขึ้นผ่านโครงการ และการมีส่วนร่วมของประชาชนและร้านค้าจำนวนมาก รัฐบาลมุ่งหวังให้เม็ดเงินดังกล่าวช่วยเพิ่มรายได้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย กระตุ้นการจับจ่ายสินค้าและบริการ และสนับสนุนการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในชุมชน และจะติดตามการดำเนินมาตรการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การใช้จ่ายภายใต้โครงการเป็นไปตามหลักเกณฑ์และบรรลุเป้าหมายในการช่วยเหลือประชาชน ควบคู่กับการเสริมสภาพคล่องให้ร้านค้าและผู้ประกอบการรายย่อย อันจะเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนเศรษฐกิจภายในประเทศให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ” น.ส.ลลิดากล่าว