หน้าแรก การเมือง ส.ว.บัส จ่อยื...

ส.ว.บัส จ่อยื่นกก.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ออกข้อเสนอ ให้ประกัน-แยกขัง จำเลยคดีการเมือง ที่ไม่ได้นิรโทษ

18.10.26 | 15:58 น.

ส.ว.บัส จ่อยื่น ‘กก.สร้างเสริมสังคมสันติสุข’ ออกข้อเสนอบรรเทาผลกระทบผู้ต้องหา-จำเลยคดีการเมืองที่ไม่ได้สิทธินิรโทษ ให้ปล่อยตัวชั่วคราว-ชะลอการพิจารณาคดี-จัดแดนพิเศษแยกขังเพื่อความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภาและอดีตกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข วุฒิสภา เปิดเผยทางเฟซบุ๊กส่วนตัว เตรียมยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ในวันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม เวลา 10.00 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล (สำนักงาน ก.พ.เดิม ตรงข้ามประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล) เพื่อขอให้รีบออกข้อเสนอ เช่น บริหารโทษ แยกคุมขัง ประกันตัว ฯลฯ กับนักโทษการเมืองที่ไม่ได้สิทธินิรโทษกรรม ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข

พร้อมกันนี้ นายเทวฤทธิ์ได้แนบหนังสือที่จะยื่นต่อนายกฯในวันพรุ่งนี้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้


ตามที่พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 ได้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 โดยมีเจตนารมณ์สำคัญเพื่อเป็นกลไกและเครื่องมือในการคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน สร้างความปรองดองสมานฉันท์ และคืนความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนทุกฝ่าย ซึ่งในส่วนของคดีความที่มีรายชื่อตามบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติ ศาลและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมได้เริ่มดำเนินการตามขั้นตอน เช่น การสั่งจำหน่ายคดีหรืองดการอ่านคำพิพากษาไปแล้วนั้น

อย่างไรก็ดี ในกลุ่มคดีความที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองซึ่งไม่ได้รับการนิรโทษกรรมโดยผลของกฎหมาย โดยเฉพาะคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ยังคงมีประชาชนและนักกิจกรรมทางการเมืองถูกคุมขังในเรือนจำและอยู่ระหว่างการดำเนินคดีเป็นจำนวนมาก การคุมขังและลงโทษที่ดำเนินต่อไปท่ามกลางกระบวนการสร้างสันติสุขที่กำลังดำเนินอยู่นี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาและจำเลยจนเป็นอุปสรรคสำคัญในการคลี่คลายความขัดแย้งของสังคม ด้วยเหตุที่ว่าผู้กระทำผิดโดยมีเหตุจูงใจทางการเมืองไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกันกับการกระทำความผิดทั่วไป

แม้บทบัญญัติแห่งกฎหมายจะไม่ได้นิรโทษกรรมให้แก่คดีกลุ่มดังกล่าว แต่ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 มาตรา 6 (4) ได้บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ในการจัดทำ “ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการสร้างเสริมสังคมสันติสุข” เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาล

Advertisement

ดังนั้น คณะกรรมการจึงมีอำนาจหน้าที่โดยตรงที่จะต้องเสนอแนะมาตรการทางนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการเพื่อบรรเทาปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ทว่าในปัจจุบันยังไม่ปรากฏความคืบหน้าใดๆ อย่างเป็นรูปธรรม เท่าที่มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณชน

ในการนี้ ข้าพเจ้าจึงขอกราบเรียนมายังท่านในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการและแจ้งความคืบหน้าในประเด็นดังต่อไปนี้

1.ขอให้ท่านในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ได้โปรดติดตาม กำชับ และเร่งรัดให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขดำเนินการตามมาตรา 6 (4) และ (8) แห่งพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาลโดยเร็ว พร้อมทั้งขอทราบความคืบหน้าของการดำเนินการ ตลอดจนแผนงานและกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนในการเสนอแนวทางดังกล่าวต่อสาธารณะ และดำเนินการอื่นใดเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้

2.สืบเนื่องจากการพิจารณาพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ในชั้นวุฒิสภา วุฒิสภาได้ลงมติเห็นชอบให้มีข้อสังเกตประกอบพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังปรากฏเป็นข้อความต่อไปนี้ว่า “ในกระบวนการรับเรื่องร้องขอการนิรโทษกรรม หากคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขพิจารณาแล้วพบว่ามีผู้ต้องขังจากการกระทำตามความในมาตรา 7 ที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ ควรพิจารณาจัดทำข้อเสนอแนะในการบริหารโทษทางอาญาหรือการคุมขังในสถานที่คุมขังไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและอธิบดีกรมราชทัณฑ์ อันจะเป็นมาตรการในการสนับสนุนเป้าหมายในการสร้างเสริมสังคมสันติสุขให้โอกาสสังคมไทยกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ด้วยความสมัครสมานสามัคคีปรองดองของคนในชาติอีกครั้งและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตย”

จึงขอให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขพิจารณาจัดทำข้อเสนอแนะตามข้อ 1 โดยกำหนดให้มีเนื้อหาเกี่ยวกับมาตรการสำคัญเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ครอบคลุม 6 ด้าน ดังต่อไปนี้

(1) ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราว (การประกันตัว) ให้สอดคล้องกับหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์

(2) การประสานเพื่อกำหนดแนวทางพักหรือชะลอการพิจารณาคดีการเมืองที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลไว้ชั่วคราว

(3) การบังคับใช้มาตรการคุมขังในสถานที่อื่นที่ไม่ใช่เรือนจำ ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 หรือมาตรา 89/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

(4) การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษเป็นกรณีพิเศษเพื่อประโยชน์แห่งความสมานฉันท์และการสร้างเสริมสันติสุข

(5) การจัดแดนคุมขังแยกเฉพาะสำหรับผู้ต้องขังคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง เพื่อความปลอดภัยและสอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำของสหประชาชาติ

(6) การปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวง ระเบียบ หรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามมาตรการข้างต้นได้จริง