‘ครม.เงา’ เตือน ‘รัฐบาล’ อย่าหลงคำชมจัดประชุมธนาคารโลกสุดเริ่ด แต่เมินเสียงติง ไร้มาตรการจัดหางานคนไทยรับมือในอนาคต ซ้ำเล็งแก้สูตรเสกตัวเลขมหัศจรรย์ ดันจีดีพีสูง ผิดหวังสกัดภาคประชาชนมีส่วนร่วม
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 19 ตุลาคม ที่รัฐสภา นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ถึงกรณีการจัดประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ว่า ตนขอชื่นชมรัฐบาล และหน่วยราชการที่จัดการประชุมได้อย่างเรียบร้อย แต่เรามี 2 เรื่องที่จะฝากไปถึงรัฐบาลคือ 1.เป็นที่น่าเสียดายที่มีการปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในประเทศ ทั้งที่รัฐบาลประกาศขอเป็นสะพานเชื่อมโลกให้ประเทศต่างๆ ไว้ใจ มาลงทุนที่ประเทศไทย
แต่ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มผู้ประท้วง ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของธนาคารโลกและ IMF โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรในประเทศไทยมายาวนาน ซึ่งจะเห็นว่าทาง IMF มีผู้ไปรับฟังกลุ่มผู้จำนวนประท้วงว่า มีข้อเรียกร้อง มีปัญหาอย่างไร แต่รัฐบาลไทยกลับไม่ส่งคนไปรับฟังเลย ขณะเดียวกัน ในเวทีการประชุม ก็มีการจัดให้ภาคประชาสังคมนานาชาติ ได้มาพูดคุยและแสดงความไม่เห็นด้วย สะท้อนมุมมองต่างๆ แต่น่าเสียดายไม่มีเวทีเหล่านี้สำหรับประชาสังคมของประเทศไทย
2.วาระที่ IMF ให้ความสำคัญคือการจ้างงาน โดยประเมินว่า 10 ปีข้างหน้าจะมีคนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงาน 1,200 ล้านคนทั่วโลก แต่จะมีคนได้งานเพียง 400 ล้านตำแหน่งเท่านั้น หรือ 1 ใน 3 ฉะนั้นค่อนข้างชัดเจนว่า มีคนเสี่ยงตกงานถึง 2 ใน 3 ซึ่งรัฐบาลไทยก็ขึ้นเวทีประกาศร่วม แต่กลับไม่มีแผนที่ชัดเจนว่าจะมีการเตรียมพร้อมอย่างไร จะสนับสนุนการจ้างงานคนรุ่นใหม่ หรือคนที่อยู่ในตลาดงาน แต่เสี่ยงตกงานอย่างไร สิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเกี่ยวกับการลงทุน ตัวเลข GDP แต่ไม่ได้เตรียมความพร้อม เช่น การลงทุนจะนำไปสู่การจ้างงานในประเทศแค่ไหน อย่างไรก็ตาม เรื่อง GDP เองรัฐบาลบอกว่าให้ความสำคัญ กลับเป็นการเตรียมแก้ปัญหาตัวเลข GDP ด้วยการแก้วิธีคำนวณ แล้วจะเกิดความมหัศจรรย์คือตัวเลข GDP จะสูงขึ้น รวมถึงแก้ตัวเลขย้อนหลังให้สูงขึ้นด้วย แต่กลับไม่ได้แก้ปัญหาที่ประชาชนกำลังจะตกงานเพิ่มขึ้นในอนาคต ดังนั้น ขอฝากเอาไว้ว่าเรื่องของการจ้างงานต้องกลับมามีนโยบายที่เป็นรูปธรรมของเราเอง
ด้าน นางเพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมบริหารพรรคประชาชน กล่าวว่า ต่อเนื่องมาที่วงสนทนา ของภาคประชาสังคม กับนางคริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการกองทุน IMF ยืนยันว่า IMF ยังให้ความสำคัญกับเรื่องธรรมาภิบาล แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือ พลังจากภาคประชาชนที่จะต้องทำให้รัฐบาลหรือผู้มีอำนาจรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจ สำหรับในเรื่องของคอร์รัปชั่น
นางเพียงพนอ กล่าวต่อว่า ทางนางคริสตาลินาได้บอกว่า ความโปร่งใสคือการที่จะเปิดเผยข้อมูลอย่างเดียวไม่เพียงพอ ถึงแม้ว่าอธิบดีกรมบัญชีกลาง จะรับปากว่าจะเปิดข้อมูล จัดซื้อจัดสร้างย้อนหลัง 5 ปีย้อนหลัง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี แต่เรื่องที่สำคัญที่สุด จะต้องทำให้ผู้มีอำนาจรับผิดชอบต่อการตัดสินใจหรือต่อการละเลยการตัดสินใจ และหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่น ก็จะตรงกับนโยบายที่คณะรัฐมนตรีได้แถลงเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาและตรงกับหลักการขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD)
“ก็คงจะเรียกร้องว่าเรื่องหลักการความรับผิดรับชอบ ต่อการกระทำต่อการตัดสินใจและการละเลย ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากต่อปัญหาคอร์รัปชัน” นางเพียงพนอ กล่าว
ขณะที่นายพิศาล มาณวพัฒน์ ทีมบริหารนโยบายการต่างประเทศ พรรคประชาชน กล่าวว่า รัฐบาลอย่าหลงประเด็น อย่าพอใจกับคำชื่นชมว่าไทยจัดการประชุมได้ยอดเยี่ยม เพราะ เรื่องนี้เป็นจุดเด่นของไทย และคนไทย ทุกยุคสมัย เพราะสิ่งสำคัญที่ควรจะเกิดขึ้นกลับไม่ได้เกิด ทั้งนี้ ตนเห็นใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศภายใต้รัฐบาลนี้ที่ไม่มีความมุ่งมั่น ไม่มีแผนที่ชัดเจน ที่สำคัญคือความสามารถยังไม่ปรากฏที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาชาติที่อยากมาลงทุนแบบมีคุณภาพในประเทศไทย สำนักข่าว CNN ตั้งคำถามว่า เศรษฐกิจไทยโตช้าที่สุดในอาเซียน แต่กลับตอบว่าเพราะได้รับผลกระทบจากตะวันออกกลาง ทั้งที่จริงๆ ทุกประเทศที่เศรษฐกิจดีกว่าไทยก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน
นายพิศาล กล่าวต่อว่า การเมืองไทยเปลี่ยนบ่อย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็บอกว่า มีความเป็นปึกแผ่นปัจจุบันมีเสียงข้างมาก แต่เศรษฐกิจไทยและการต่างประเทศที่ตกต่ำมา 10 ปีก็มาจากสมัยรัฐบาลคสช.ที่มีเสียงข้างมากทั้งสิ้น ส่วนที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า ไทยมีแผนเข้าเป็นสมาชิก OECD แต่ข้อเท็จจริงที่ตนทราบจากเจ้าหน้าที่ที่ทำเรื่องนี้ว่า กว่าประเทศไทยจะเข้าเป็นสมาชิกใช้เวลาอีกประมาณ 5-10 ปี ซึ่งระหว่างนี้หากอยากให้นานาประเทศเชื่อมั่นในธรรมาภิบาล การปราบปรามคอร์รัปชั่น ยังมีเรื่องท้าทายให้รัฐบาลตัดสินใจทุกวันไม่ต้องรอเข้าเป็นสมาชิก
ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า สิ่งที่หลายท่านสรุปคือรัฐบาลอย่ามัวฟังแต่คำชมในเรื่องของการเป็นเจ้าภาพจัดงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทย ทำได้ดีอยู่แล้ว แต่ให้ฟังคำเตือนจากพวกเขาด้วยว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้ประเทศไทย นอกจากเป็นประเทศที่น่าเที่ยว แล้วควรเป็นประเทศที่น่ามาลงทุนทำธุรกิจด้วยเช่นกัน

