‘วราวุธ’ ลงพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี สั่งหยุดโรงงาน ‘กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์’ ปมคราบน้ำมันสีรุ้ง ย้ำบริษัทเยียวยาชาวบ้าน 100% ชาวบ้านเกือบ 100 คนจี้ปิดโรงงาน
เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม เวลา 08.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี เพื่อตรวจติดตามการแก้ไขการรั่วไหลของคราบน้ำมัน ที่บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด หมู่ 6 ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี โดยมี นายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ ขณะเดียวกัน ประชาชนจาก 3 อำเภอ ได้แก่ อ.ศรีมหาโพธิ อ.ศรีมโหสถ และ อ.บ้านสร้าง เกือบ 100 คน เดินทางมาถือป้ายเรียกร้องให้ตรวจสอบและสั่งปิดโรงงาน พร้อมเร่งขนย้ายกองขยะที่สะสมอยู่ในพื้นที่ออกโดยเร็ว ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา ประชาชนกว่า 2,000 คน ได้รวมตัวเข้าร่วมเวที “รู้เท่าทันโทษพิษภัยโรงงานขยะ” เพื่อสะท้อนความกังวลต่อผลกระทบจากโรงงานรีไซเคิลขยะ หลังพบมีคราบน้ำมันสีรุ้งลอยอยู่บนผิวน้ำ น้ำเน่า และปลาตายในพื้นที่หลังเกิดน้ำท่วม ซึ่งประชาชนกังวลว่าอาจเกิดการปนเปื้อนในแหล่งน้ำและส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

นายวราวุธกล่าวว่า สิ่งสำคัญเร่งด่วนในขณะนี้คือการดูแลและเยียวยาประชาชนที่ได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะเกษตรกรที่อาจได้รับผลกระทบจากคราบน้ำมันในพื้นที่นาข้าว หากระดับน้ำลดลงและคราบน้ำมันเกาะตามต้นข้าว อาจกระทบต่อผลผลิตในรอบการเพาะปลูกปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ยังต้องติดตามผลกระทบระยะยาวต่อคุณภาพดิน ปริมาณผลผลิตต่อไร่ และคุณภาพข้าวในฤดูกาลถัดไปด้วย สำหรับข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสาเหตุการรั่วไหล พบว่าน้ำมันดังกล่าวเป็นน้ำมันเครื่องใช้แล้วที่โรงงานจัดเก็บไว้เป็นวัตถุดิบสำหรับนำไปรีไซเคิล เมื่อเกิดน้ำท่วม น้ำได้ไหลเข้าสู่พื้นที่โรงงาน ทำให้น้ำมันลอยไปตามกระแสน้ำและเกิดการรั่วไหล เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาด้านการจัดเก็บและการป้องกันความเสี่ยงที่โรงงานต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ส่วนกรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับบ่อที่ปูด้วยแผ่นพลาสติก ซึ่งมีภาพจากโดรนแสดงให้เห็นว่าแผ่นพลาสติกบางส่วนปูดขึ้นนั้น ข้อมูลในเบื้องต้นยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าบ่อเกิดการรั่วซึม จึงต้องรอการตรวจสอบเพิ่มเติมหลังระดับน้ำลดลง เพื่อให้สามารถประเมินสภาพบ่อและข้อเท็จจริงได้อย่างชัดเจน ไม่ควรสรุปสาเหตุก่อนมีผลตรวจยืนยัน

นายวราวุธกล่าวว่า ขณะนี้มีการออกคำสั่งตามมาตรา 37 และมาตรา 39 ให้โรงงานหยุดดำเนินการแล้ว ส่วนการพิจารณาปิดโรงงานอย่างถาวรหรือเพิกถอนใบอนุญาต ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง เงื่อนไขใบอนุญาต และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนก่อนดำเนินการในส่วนของมาตรการป้องกันน้ำท่วมตามรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA จะต้องตรวจสอบว่าโรงงานได้จัดทำคันดินและระบบป้องกันน้ำตามข้อกำหนดจริงหรือไม่ โดยต้องรอให้ระดับน้ำลดลงจึงจะสามารถเข้าสำรวจพื้นที่ได้อย่างละเอียด หากพบว่ามาตรการที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อสถานการณ์น้ำท่วม ก็จะต้องพิจารณากำหนดมาตรการเพิ่มเติม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ สำหรับการตรวจสอบผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะร่วมกับกรมควบคุมมลพิษลงพื้นที่สำรวจและเก็บตัวอย่างน้ำ ดิน และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องภายหลังระดับน้ำลดลง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนและสามารถนำผลการตรวจสอบมาเปรียบเทียบประกอบการพิจารณาแก้ไขปัญหาได้อย่างรอบด้าน

นายวราวุธกล่าวว่า ทั้งนี้ บริษัทต้องรับผิดชอบเยียวยาความเสียหายแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ 100% หากงบประมาณของบริษัทไม่เพียงพอ จะพิจารณาแนวทางขอรับการสนับสนุนจากงบกลางเพิ่มเติมตามความเหมาะสม พร้อมขอให้ประชาชนที่พบเห็นว่าโรงงานอาจฝ่าฝืนคำสั่งหยุดดำเนินการ บันทึกภาพหรือคลิปวิดีโอและส่งให้กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ “ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนต้องมาอันดับแรก” ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของชุมชนควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ และต้องมีความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้มีความรุนแรงกว่าปกติ และมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุลักษณะเดียวกันขึ้นอีกในอนาคต กระทรวงอุตสาหกรรมจึงต้องพิจารณามาตรการป้องกันเพิ่มเติมสำหรับสถานประกอบการในพื้นที่เสี่ยง ทั้งการสร้างคันดิน การจัดระบบรับมือน้ำหลาก การสูบน้ำออกจากพื้นที่ และการป้องกันไม่ให้น้ำที่อาจปนเปื้อนสารมลพิษไหลออกไปสร้างความเดือดร้อนแก่ชุมชน โดยจะนำกรณีดังกล่าวไปประกอบการกำหนดแนวทางป้องกันและลดความเสี่ยงในระยะยาวต่อไป




