“พริษฐ์” ยัน ฝ่ายค้านขอเวลาซักฟอก 5+1 จวก รบ.อย่าคิดเองเออเอง ชี้ ต้องตกลงร่วมกันผ่านวิป 3 ฝ่ายพรุ่งนี้ เปิดแผน“กินรวบ โกยเรียบ แก้ปัญหาได้แค่รายวัน” ย้ำ อภิปรายคดีฮั้ว สว. ได้ เหตุพฤติกรรมในอดีตมีผลต่อการตัดสินใจไว้วางใจรัฐบาลของสภาฯ
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม เวลา 09.10 น. ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมร่วมกันของวิป 3 ฝ่าย ในวันที่ 21 ต.ค. เพื่อหารือถึงกรอบเวลาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ตนเพิ่งได้รับข้อความทาง SMS เมื่อ 5 นาทีที่แล้วว่าประธานสภาฯ มีการนัดประชุมวิป 3 ฝ่าย ในวันที่ 21 ต.ค. เพื่อหารือร่วมกันเรื่องแนวทางการดำเนินการญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ
และตนขอย้ำหลักการพรรคฝ่ายค้านเห็นร่วมกันคือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปีละครั้ง และเป็นอาวุธที่สำคัญที่สุด ที่ฝ่ายค้านสามารถใช้ในการตรวจสอบรัฐบาลได้ผ่านกลไกรัฐสภา และปัจจัยที่เราให้ความสำคัญมากที่สุดคือ มีการจัดสรรเวลาที่เพียงพอสำหรับฝ่ายค้านในการนำเสนอข้อกล่าวหา รวมถึงฝ่ายรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง นายกรัฐมนตรีในการชี้แจงข้อกล่าวหา
นายพริษฐ์ กล่าวว่า เมื่อเราเอาปัจจัยนี้เป็นหลัก เราเห็นว่าเวลาที่น่าจะสมเหตุสมผลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ น่าจะอยู่ที่การอภิปราย 5 วันบวก 1 เพื่อลงมติ เพราะถ้าเราไปดูแนวทางการปฏิบัติของสภาฯ โดยเฉพาะตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 60 มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล 4 ครั้ง ในรัฐบาลสมัยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งแต่ละครั้งจะมีรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายแตกต่างไปบ้าง แต่ทั้ง 4 ครั้ง มีการจัดสรรเวลาให้อภิปรายทั้งหมด 4 วันเต็ม และลงมติในวันที่ 5
ดังนั้น การอภิปรายครั้งนี้ ด้วยข้อมูลของฝ่ายค้าน รวมกับจำนวนรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายเพิ่มขึ้นมาเป็น 18 คน จึงคิดว่าการปรับจำนวนอภิปรายจาก 4 เป็น 5 วัน ก็น่าจะสมเหตุสมผล ดังนั้น เราจะเอาหลักคิดและเหตุผลนี้ไปพูดคุยกับที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย
เมื่อถามย้ำว่า จะได้เริ่มอภิปรายในสัปดาห์หน้าเลยหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าต้องหารือและและมีข้อตกลงร่วมกันก่อนว่าตกลงแล้วจำนวนวันที่จัดสรร หรือจำนวนชั่วโมงเป็นเท่าไหร่ เมื่อเห็นตรงกันแล้วก็จะไปสู่ขั้นตอนถัดไปคือ ไปดูว่าด้วยตารางของสภาฯ และตารางของคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะไปลงล็อกในช่วงวันที่เท่าไหร่ ดังนั้น ตนคิดว่าต้องตั้งหลักกันก่อนและต้องคิดว่าจำนวนเวลาและชั่วโมงที่เหมาะสมในการทำหน้าที่เป็นเท่าไหร่
“ขอย้ำอีกรอบว่าที่ผ่านมามีการให้ข่าวฝ่ายเดียวจากรัฐบาลว่าต้องการวันที่เท่านี้ จะให้แค่กี่วัน ดังนั้น ผมต้องย้ำว่า สภาฯ ไม่ใช่สาขาของรัฐบาล รัฐบาลก็ไม่ควรจะคิดเองเออเองว่าจำนวนที่ต้องใช้อยู่ที่กี่วัน และเป็นวันอะไร เพราะเรื่องนี้ต้องเป็นข้อตกลงร่วมกันของทุกฝ่าย พูดตามตรง พอเป็นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นญัตติที่ฝ่ายค้านย่อมรู้ดีที่สุดว่า เนื้อหาหลักฐานที่อยู่ในมือ มีมากน้อยอย่างไร ครอบคลุมกี่ประเด็น ฉะนั้น การที่รัฐบาลไปคิดเองเออเองว่าอภิปรายกี่วันจะเพียงพอ เป็นการข้ามขั้นตอนไป“ นายพริษฐ์ กล่าว
ต่อมาถามว่า กังวลหรือไม่ว่าปัญหาเรื่องวันอภิปราย อาจทำให้เป็นเกมยืดเยื้อการอภิปรายไม่ไว้วางใจออกไป นายพริษฐ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าอย่างไรการอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องเกิดขึ้น และเชื่อว่าเป็นเวทีสำคัญที่ฝ่ายค้านจะได้แสดงให้ประชาชนเห็นว่าหลายปัญหาที่ประชาชนประสบพบเจออยู่ในเวลานี้ ทั้งปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง การบริหารจัดการน้ำท่วม การทุจริตคอร์รัปชั่น การใช้อำนาจโดยมิชอบ ระบบอุปถัมภ์เส้นสาย ปัญหาเหล่านี้รัฐบาลชุดนี้ไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการแก้ไข แต่ในหลายเรื่อง คนในรัฐบาลเองต่างหากที่เป็นต้นตอของปัญหาดังกล่าว
”ถ้าจะสรุปให้เห็นถึงภาพรวมในการอภิปรายครั้งนี้ โดยไม่เป็นการเปิดเผยรายละเอียดหรือข้อสอบมากจนเกินไป เราเห็นว่าพฤติกรรมของรัฐบาลชุดนี้ หลายคนในคณะรัฐมนตรีที่มีพฤติกรรมใน 3 คำ คือ กินรวบ โกยเรียบ แก้ปัญหาได้แค่รายวัน คำว่ากินรวบเป็นพฤติกรรมที่เราเห็น หลายคนที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการเลือกสว. เพื่อหวังจะยึดกุมองค์กรอิสระ ทำลายกลไกถ่วงดุลและสร้างสภาวะทางการเมือง ให้ฝ่ายตัวเองทำอะไรก็ไม่ผิด ส่วนคำว่าโกยเรียบหมายถึง ข้อครหาเรื่องการทุจริต สารพัดการโกง ไม่ว่าจะเป็นการโกงงบประมาณ ผ่านโครงการที่มีข้อครหาเรื่องความโปร่งใส การโกงทรัพยากรที่เป็นของสาธารณะเพื่อประโยชน์ส่วนตน การโกงโอกาสพี่น้องประชาชน เช่น การโกงสอบท้องถิ่น เป็นต้น ส่วนการแก้ปัญหาได้แค่รายวันคือ สิ่งที่ปรากฏเห็นชัดไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตพลังงาน หรือวิกฤตน้ำท่วม ที่คาดการณ์วางแผนและแก้ปัญหาล้มเหลว จนท้ายที่สุดรัฐบาลก็ตกอยู่ในสภาวะที่มาแก้ปัญหารายวัน“ นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ประธานวิปรัฐบาลระบุว่าไม่อยากให้เอากรอบเวลาวันอภิปรายเป็นตัวตั้ง แต่อยากให้นำสาระเป็นตัวตั้งมากกว่า นายพริษฐ์ กล่าวว่า ความจริงเรื่องสาระกับวันเวลาสอดคล้องกัน และตนต้องย้ำว่าฝ่ายที่น่าจะรู้ดีที่สุดว่าเนื้อหาสาระในการอภิปราย ครอบคลุมกี่ประเด็นบ้างก็คือฝ่ายค้าน แต่ฝ่ายรัฐบาลก็เห็นแล้วว่ามีรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายเพิ่มขึ้นเป็น 18 คน ในเชิงรายละเอียดและสาระ ไม่อยากให้รัฐบาลคาดเดาเอาเองว่ามีกี่ประเด็นหรือต้องใช้เวลากี่วัน ดังนั้น จึงต้องหารือกันในที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย เพราะฝ่ายค้านยังคงเสนอว่า อภิปราย 5 วันจึงจะสมเหตุสมผล และขอย้ำว่าฝ่ายค้านไม่ได้มีความประสงค์หรือความอยากที่จะเสนอเกินความจำเป็น สมมติเราเสนอไป 10-20 วัน แต่การอภิปรายจริงเนื้อหาไม่เยอะพอกับวันที่ใช้ สังคมก็จะตัดสินฝ่ายค้านเอง
เมื่อถามย้ำว่า จะมีการเจรจาตรงกลางเหลือการอภิปราย 4 วันหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องนี้คงต้องหารือกัน แต่หลักคิดของเราก็มีว่าทำไมถึงเป็น 5 วัน ยืนยันว่าต้องเป็นอภิปราย 5 วันและลงมติอีก 1 วัน เป็น 6 วัน ย้ำว่าการเพิ่มวันอภิปรายไม่ได้หมายความว่าเพิ่มแค่ของฝ่ายค้านแต่เป็นการเพิ่มเวลาให้รัฐมนตรีได้ชี้แจงด้วย
เมื่อถามถึงกรณีที่ประธานสภาฯ ระบุว่าการอภิปรายครั้งนี้จะต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในรัฐบาลปัจจุบัน อาจไม่สามารถอภิปรายถึงคดีฮั้วสว.ได้
นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าประเด็นที่อยู่ในญัตติเป็นประเด็นที่ชอบที่สมาชิกจะอภิปราย เพราะถ้าจะพูดถึงปัญหาเรื่องการโกงสว. ก็อยู่ในตัวญัตติ จึงถือว่าสามารถอภิปรายได้แน่นอน และขอย้ำว่าเวลาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ได้หมายถึงการปฏิบัติหน้าที่ในเวลานี้ แต่พูดถึงการไว้วางใจที่สภาต้องตัดสินใจ และไม่ได้หมายถึงแค่การเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลที่มาดำรงตำแหน่ง แต่หมายถึงคุณสมบัติพฤติกรรมที่ปรากฏ เกี่ยวกับรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี จากเหตุการณ์และการใช้อำนาจในอดีต ซึ่งย่อมส่งผลต่อการตัดสินใจของสมาชิกว่าจะไว้วางใจหรือไม่ เป็นแนวปฏิบัติที่สภาในประเทศนี้ดำเนินการมาโดยตลอด
เมื่อถามว่า การอภิปรายในครั้งนี้จะแบ่งประเด็นให้กับพรรคฝ่ายค้าน อย่างไรเพื่อไม่ให้ซ้ำกัน นายพริษฐ์ กล่าวว่า ได้มีการหารือกันในคณะทำงานเบื้องต้นว่าแต่ละพรรคมีความประสงค์จะอภิปรายรัฐมนตรีคนใด ซึ่งเป็นขั้นตอนดำเนินการมาตั้งแต่ยังไม่ได้ยื่นญัตติ ซึ่งการแบ่งเวลาเจาะจงนั้นว่าพรรคไหน จะได้เวลาเท่าไหร่ ก็เป็นไปตามสัดส่วนอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้เพราะยังไม่ชัดเจนเรื่องวันเวลา ที่ผ่านมาใช้กรอบแบ่งเวลา 5 วัน ส่วนประเด็นที่จะอภิปรายก็ถือว่าเป็นสิทธิ์ของพรรคร่วมฝ่ายค้านแต่ละพรรคว่าจะอภิปรายเรื่องอะไรหรือจะแลกเปลี่ยนข้อมูลกับพรรคอื่นมากน้อยแค่ไหน เราคงไม่ไปก้าวล่วงการทำหน้าที่ของกันและกัน แต่จะจัดสรรเวลาให้ทุกฝ่ายเพียงพอในการอภิปรายข้อกล่าวหา

