กระแสชาวปราจีนบุรีออกมารวมตัวคัดค้าน ต่อต้านโรงงานประกอบกิจการรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ในพื้นที่
สร้างแรงกระเพื่อมจนทำให้ รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ต้องออกมาจัดการปัญหานี้อย่างเร่งด่วน
จริงๆ แล้วการต่อต้านมีมาตั้งแต่ช่วงปีก่อนแล้ว ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่จะให้ตั้งโรงงานดังกล่าวในพื้นที่ ด้วยข้อกังวลผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน
กระทั่งเหตุอุทกภัยล่าสุด ปรากฏคราบน้ำมันและสารพิษจากโรงงานรั่วไหลสู่แหล่งน้ำ นำไปสู่คำสั่งปิดโรงงาน 3 แห่ง
ทั้งข้อสั่งการของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ให้คุมเข้มเรื่องการกำจัดขยะพิษ การลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์มาจากต่างประเทศแล้วเปิดโรงงานแปรรูปขยะ
ข้อสั่งการของ วราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ให้ตรวจโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม 3,000 แห่งทั่วประเทศ
ถูกมองว่าเป็นเพียงมาตรการในระยะเร่งด่วนเท่านั้น
จึงเกิดคำถามว่า รัฐบาลจะจัดการปัญหานี้อย่างยั่งยืนในระยะยาวอย่างไร
แนวทางหนึ่งของรัฐบาลตามที่ วราวุธ ศิลปอาชา ระบุ คือ การผลักดันร่าง พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรม พ.ศ. … เพื่อปฏิรูปการจัดการกากอุตสาหกรรมครบวงจร
จัดตั้งกองทุนสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหามลพิษอย่างทันท่วงที
การแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ว่าโรงงาน คุมเข้มกิจการเสี่ยง เพิ่มความรับผิดชอบต่อสังคม-สิ่งแวดล้อม พร้อมเพิ่มโทษผู้ฝ่าฝืน
ขณะที่ “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรม พ.ศ. …
ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (สนง.สผ.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเสร็จสิ้นแล้ว
ร่างกฎหมายฉบับนี้ เกี่ยวข้องกับการเงิน มีเป้าหลักเพื่อแก้ไขปัญหาการลักลอบทิ้งกากขยะอุตสาหกรรมที่เป็นพิษ
ความซ้ำซ้อนในการบังคับใช้กฎหมาย และยกระดับการจัดการกากอุตสาหกรรมให้เป็นระบบ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม
มีสาระสำคัญ อย่างเช่น ผู้ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรมรับผิดชอบของเสียที่เกิดขึ้นจนกว่าจะกำจัดแล้วเสร็จ ผู้ขนส่งและผู้กำจัดต้องได้รับใบอนุญาต
กำหนดมาตรการควบคุมขยะอิเล็กทรอนิกส์ ห้ามทิ้งหรือถอดแยกชิ้นส่วนในสถานที่ที่ไม่เหมาะสม ควบคุมการทิ้งซากรถยนต์ในพื้นที่สาธารณะหรือที่ดินของผู้อื่น
ยังกำหนดให้ผู้รวบรวม ผู้ขนส่ง และผู้กำจัดกากอุตสาหกรรมวางหลักประกันเพื่อเยียวยาความเสียหายเบื้องต้น และทำประกันความเสียหายจากการประกอบกิจการด้วย
ความพยายามที่จะผลักดันร่างกฎหมายเพื่อเข้าแก้ไขปัญหาเหล่านี้ สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โพสต์ข้อความ ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า
ประเทศไทยยังไม่มีระบบการจัดการขยะพิษภายในประเทศที่เป็นระบบ ไม่มีกฎหมายที่ชัดเจน เช่น กฎหมายการรายงานการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (PRTR) ทำให้ขยะจากอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศและลักลอบนำเข้ามารวมกัน
โดยเสนอผลักดันกฎหมาย 2 ส่วน 1.กฎหมายการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ใช้หลักการ EPR ให้ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบซากผลิตภัณฑ์ของตนเองจะช่วยเซตระบบการรีไซเคิลในประเทศให้เป็นระบบ ปิดทางขยะนอกประเทศ
2.กฎหมาย PRTR เพื่อบังคับให้โรงงานต้องรายงานสารเคมีและมลพิษที่ปล่อยออกมา ทำให้ชุมชนและภาครัฐตรวจสอบได้ง่ายขึ้น
รวมทั้งปรับปรุงบทลงโทษผู้ลักลอบนำเข้าและผู้ประกอบการโรงงานรีไซเคิลเถื่อนให้มีโทษปรับที่สูงขึ้นตามมูลค่าความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม และยึดทรัพย์กลุ่มทุนที่ทำผิดกฎหมาย
ทั้งหมดนี้ถือเป็นอีกหนึ่งโจทย์ที่ท้าทาย วัดฝีมือของรัฐบาลในการวางระบบจัดการขยะพิษอย่างจริงจัง สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
สุพัด ทีปะลา

