หน้าแรก การเมือง ส่องเกมก๊วน &...

ส่องเกมก๊วน ‘อนุทิน’ จ่อดึง ‘ธรรมนัส’ เสริมทัพ รวบเสียงสภาเบ็ดเสร็จ บีบเพื่อไทยรับศึกปรับครม.

22.10.26 | 11:42 น.

นักวิชาการ ชี้ ‘อนุทิน’ เตรียมดึงธรรมนัสร่วมรัฐบาล หวังคุมเกมในสภาเบ็ดเสร็จ บีบเพื่อไทยต่อรองเก้าอี้ รมว.หลังเสร็จศึกอภิปราย

ผศ.ดร.สุดเขต สกุลทอง อาจารย์ประจำวิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยว่า ภายหลังปรากฏภาพ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ร่วมรับประทานอาหารกับ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม เหตุการณ์ลักษณะนี้มองได้หลายมุม ทั้งเรื่องการที่พรรคภูมิใจไทยและกล้าธรรมจะเข้าร่วมรัฐบาล และผลที่จะเกิดกับรัฐบาลและฝ่ายค้านหลังศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล หรือควบรวมกับพรรคภูมิใจไทย จะช่วยเพิ่มศักยภาพจำนวนเสียงในสภามากขึ้น ลดความเสี่ยงในการแตกแถวของพรรมร่วม โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคภูมิใจไทยต้องการคุมเกมในสภาให้ได้เบ็ดเสร็จ


ขณะเดียวกันจะส่งผลลบต่อฝ่ายค้านทำให้บทบาทในการตรวจสอบรัฐบาลยากขึ้น เนื่องจากเสียงของฝ่ายรัฐบาลทิ้งห่าง การที่ฝ่ายค้านจะหาหลักฐานมาเขย่าเสียงของพรรคร่วมเพื่อไม่ให้ยกมือโหวตไว้วางใจแบบลงมติจะเป็นไปไม่ได้เพราะเสียงมีไม่เพียงพอ ส่วนพรรคกล้าธรรมแน่นอนว่าการยกมือโหวตให้รัฐบาลเพื่อแลกกับตำแหน่งรัฐมนตรี โดยเฉพาะเก้าอี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เล็งไว้ รวมทั้งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทย หากพรรคภูมิใจไทยจะแลกกับการที่พรรคกล้าธรรมยกมือโหวตให้ ก็ต้องยอมแลกกระทรวงเกดเอ และกระทรวงที่มีความสำคัญเพราะพรรคกล้าธรรมต้องการนำนโยบายที่หาเสียงไว้ไปใช้แต่อาจต้องรอปีงบประมาณหน้า

ผศ.ดร.สุดเขต กล่าวว่า การที่มีภาพนายอนุทินรับประทานอาหารร่วมกับ ร้อยเอกธรรมนัส เผยแพร่ออกมาเป็นการกดดันพรรคเพื่อไทยทางอ้อม 100% อยู่แล้ว และเป็นการส่งสัญญาณเตือน ซึ่งพรรคกล้าธรรมและเพื่อไทยเป็นสินค้าที่ทดแทนกันได้ แม้จะมีจำนวน สส.ต่างกัน 20-30 เสียงก็ตาม พรรคภูมิใจไทยจึงไม่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยมาต่อรองเอาตำแหน่งเพิ่มเติมในการปรับ ครม.ที่จะมีขึ้น

เนื่องจากหลังเสร็จศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลมีแนวโน้มการปรับ ครม.แน่นอน เพราะเป็นจังหวะและเป็นเรื่องคลาสสิคทุกรัฐบาลเพื่อเป็นการเคลียร์ใจและจัดสรรโควตาใหม่ โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายโจมตีเยอะๆ เช่น น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือ ไอเดียร์ สส. จ.ชัยภูมิ เขต 4 พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเคยเป็นเลขาให้นายชัยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประเด็นหลักที่ถูกโจมตีจนนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจคือเรื่องจริยธรรมของนักการเมือง แม้ น.ส.สุชาดายังไม่ถูกดำเนินคดี แต่ปมเรื่องที่สามีเกี่ยวข้องกับเวปพนันออนไลน์ก็เป็นเรื่องที่สังคมคลางแคลงใจอยู่

Advertisement

“หลังเสร็จศึกอภิปรายเชื่อว่าจะมีการปรับ ครม. แต่รัฐบาลต้องมองเรื่องความจำเป็นและประสิทธิภาพการทำงานประกอบด้วย และ 1.ต้องดูด้วยว่ากองทัพจะว่าอย่างไร 2.ข้าราชการประจำและชนชั้นนำ หรือ อีลิท จะมองอย่างไร และที่ต้องแคร์มากที่สุด คือเสียงของประชาชนโดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นกระแสอยู่ นอกจากการปรับเก้าอี้รัฐมนตรีเพื่ออุดรอยรั่วจากศึกอภิปราย ยังมีปัญหาน้ำท่วม การทุจริตสอบท้องถิ่น และที่เป็นปัญหาใหญ่ตอนนี้คือเรื่องเศรษฐกิจ เพราะตั้งแต่หลังเลือกตั้งใหญ่เมื่อต้นปี 2569 เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวหรือมีแนวโน้มดีขึ้น แม้รัฐบาลจะอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส และบัตรประชารัฐ แต่เรื่องเหล่านี้เป็นนโยบายเดิมตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เมื่อเข้าสู่ช่วงที่ประชาชนต้องจับจ่ายในช่วงปลายปีแต่ไม่มีเงินในมือจะกลายเป็นพายุทางเศรษฐกิจลูกใหม่ที่โหมกระหน่ำรฐบาล” ผศ.ดร.สุดเขต กล่าว

ผศ.ดร.สุดเขต กล่าวอีกว่า จนถึงไตรมาสสุดท้ายของปียังไม่มีสัญญาการกระเตื้องของเศรษฐกิจ รัฐมนตรีที่ดูแลกระทรวงด้านเศรษฐกิจ หรือกลุ่มเทคโนแครต ต้องพิจารณาอยากหนัก โดยเฉพาะหลังการประชุม IMF ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลจะเก็บเกี่ยวอะไรจากการประชุมครั้งนี้ รวมทั้งจะดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ ปัญหาเศรษฐกิจถือเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลหากยังไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ภายในสิ้นปีนี้

สำหรับระยะเวลาที่เหมาะสมในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผศ.ดร.สุดเขต มองว่า ตามปกติคือ 5 วัน เพราะรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายมีถึง 18 คน จึงต้องให้เวลาฝ่ายค้านอภิปราย และเปิดโอกาสให้รัฐมนตรีได้ชี้แจงรายละเอียดด้วย แต่หากให้เวลา 3 วันเหมือนรัฐบาลกำลังหนีไม่อยากถูกวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งการเปิดให้อภิปรายแค่ 3 วันถูกกระแสสังคมโจมตีมาแล้วหลายรัฐบาล เพราะรัฐบาลรีบเปิดและปิดอภิปรายไม่กล้าเผชิญหน้ากับปัญหา การใช้เวลา 5 วันในการอภิปรายถือเป็นการยืดหยุ่นมากที่สุดและทั้งฝ่ายค้านรัฐบาลน่าจะพอใจมากที่สุด

ผศ.ดร.สุดเขต กล่าวต่อไปว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลรอบนี้จะเป็นประวัติศาสตร์อีกครั้งของการเมืองไทย เหมือนสมัยที่มีวาทกรรมทางการเมืองของฝ่ายตรงข้าม โจมตีนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะว่าเป็นนายกรัฐมนตรีในค่ายทหาร ในยุคที่มีการชุมนุมประท้วงของคนเสื้อแดง โดยมีนายเนวิน ชิดชอบเข้ามาให้การสนับสนุนรวมเสียงจนนายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ครั้งหนึ่งทั้งนายอนุทินและร้อยเอกธรรมนัสก็เคยอยู่พรรคไทยรักไทยมาก่อนจะเปลี่ยนเป็นเพื่อไทย ซึ่งทั้งสองมีจุดกำเนิดจากพรรคทุนนิยมประชานิยมที่ใช้นโยบายในเชิงทุ่มงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ-สังคม-อุตสาหกรรม-เกษตรเหมือนกัน ไม่ไช่การพัฒนาระยะยาวแบบพรรคที่เป็นสังคมประชาธิปไตย ที่ไม่เน้นแจกเงินแต่เน้นสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์กับประเทศ

“เมื่อพรรคเพื่อไทยเคยกดดันจนนายอนุทินต้องลาออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในสมัย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี แต่สุดท้ายนายอนุทินก็ดึงพรรคเพื่อไทยมาร่วมรัฐบาล และวันนี้ร้อยเอก ธรรมนัสจะมาร่วมรัฐบาลนายอนุทิน ก็ต้องดูท่าทีของพรรคเพื่อไทยว่าจะร่วมรัฐบาลกับร้อยเอกธรรมนัสได้หรือไม่ เพราะอย่างไรฝ่ายค้านก็ไม่ร่วมกับพรรคกล้าธรรม” ผศ.ดร.สุดเขต กล่าวทิ้งท้าย