หน้าแรก การเมือง รัฐบาล ปิดช่อ...

รัฐบาล ปิดช่องโหว่กม.แรงงาน คุ้มครอง ‘ผู้รับงานที่บ้าน’ ฟันนายจ้างค้างจ่าย เจอดอก 15% ปรับ 2 ล้าน!

22.10.26 | 12:05 น.

รัฐบาล ปิดช่องโหว่กฎหมายแรงงาน กันนายจ้างเบี้ยวค่าจ้างผู้รับงานที่บ้าน ค้างจ่ายเจอดอกเบี้ย 15% ปรับหนักสุด 2 ล้าน

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อปรับปรุงกฎหมายที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2553 ให้ทันต่อโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการแก้ปัญหาผู้รับงานถูกค้างค่าจ้าง ไม่ได้รับเงินประกันคืน และขาดหลักประกันด้านความปลอดภัยในการทำงาน


โดยสาระสำคัญ กำหนดให้ผู้จ้างงานจ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ในกรณีที่เป็นงานลักษณะเดียวกับงานในสถานประกอบการ หรือเป็นไปตามอัตราที่คณะกรรมการกำหนด และให้จ่ายเป็นเงินบาท เว้นแต่ผู้รับงานยินยอมให้ชำระด้วยตั๋วเงินหรือเงินตราต่างประเทศตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด หากผู้จ้างงานผิดนัดไม่จ่ายค่าตอบแทน ไม่คืนหลักประกัน หรือไม่จ่ายเงินที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองแรงงาน เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ และค่าทำศพ ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตรา 15% ต่อปี ขณะที่กรณีจงใจค้างจ่ายโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เมื่อพ้น 7 วัน ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 15% ของยอดค้างจ่ายในทุกระยะเวลา 7 วัน ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

นอกจากนี้ ยังวางแนวทางรองรับกรณีผู้รับงานไม่ยอมรับเงินหรือไม่สามารถรับเงินได้ โดยผู้จ้างงานสามารถนำเงินไปวางต่ออธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อระงับภาระดอกเบี้ยหรือเงินเพิ่มตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด รวมถึงกำหนดแนวทางการจ่ายเงินแก่ทายาทหรือผู้มีสิทธิตามกฎหมาย ทั้งนี้ร่างกฎหมายฉบับนี้ปรับนิยาม งานที่รับไปทำที่บ้านให้ครอบคลุม จากเดิมที่เน้นกิจการอุตสาหกรรม ให้รวมถึงงานในกิจการพาณิชยกรรม เกษตรกรรม และบริการ ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา พร้อมปรับนิยามผู้รับงานไปทำที่บ้านและพนักงานตรวจแรงงานให้เหมาะสมกับการบังคับใช้กฎหมาย และรองรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้การทำงานและการตรวจสอบสอดคล้องกับยุคดิจิทัล

ด้านความปลอดภัย ร่างกฎหมายห้ามจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเป็นผู้รับงานไปทำที่บ้าน และเพิ่มเกณฑ์อายุขั้นต่ำจาก 15 ปีเป็น 18 ปี สำหรับงานที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือความปลอดภัย พร้อมเพิ่มความเข้มงวดกรณีให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีหรือหญิงมีครรภ์ทำงานอันตรายจนได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หรือถึงแก่ชีวิต โดยมีโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี หรือปรับสูงสุด 2 ล้านบาท ตามเงื่อนไขของกฎหมาย ขณะเดียวกันปรับองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการคุ้มครองการรับงานไปทำที่บ้าน โดยคำนึงถึงสัดส่วนหญิง–ชายและมิติด้านเพศสภาพ ตลอดจนปรับบทกำหนดโทษให้เหมาะกับระดับความผิด นำมาตรการปรับเป็นพินัยมาใช้กับความผิดที่ไม่ร้ายแรง เช่น การไม่จัดทำเอกสาร และกำหนดเหตุระงับคดีอาญาเมื่อผู้จ้างงานปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว

Advertisement

“การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้มุ่งสร้างความเป็นธรรมให้ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก ให้ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม มีหลักประกันเมื่อเกิดการผิดนัด และทำงานอย่างปลอดภัย โดยร่างกฎหมายอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร กระทรวงแรงงานพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปรับปรุงในชั้นกรรมาธิการต่อไป”