หน้าแรก การเมือง กมธ.พัฒนาการเ...

กมธ.พัฒนาการเมือง วุฒิฯ ถกปัญหามลพิษข้ามพรมแดนแม่น้ำกก ชี้ต้องใช้งานวิจัยระดับสากล สร้างน้ำหนักเจรจาระหว่างปท.

22.10.26 | 17:22 น.

“สว.นรเศรษฐ์” นำ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ถกปัญหามลพิษข้ามพรมแดนแม่น้ำกก ชี้ต้องใช้ “งานวิจัยระดับสากล” สร้างน้ำหนักเจรจาระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม  ที่อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการ(กมธ.)การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา นำโดย นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ส.ว.ทำหน้าที่ประธานกมธ.มีวาระการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่อง “งานวิจัยแนวทางแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนแม่น้ำกก” โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม อาทิ กรมควบคุมมลพิษ, กรมทรัพยากรน้ำ, กระทรวงการต่างประเทศ (กรมอาเซียน และกรมเอเชียตะวันออก), หน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.), สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ตลอดจนนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ


ในที่ประชุม นายนรเศรษฐ์  ได้กล่าวถึงสถานการณ์มลพิษข้ามพรมแดนว่า ที่ผ่านมามีการสำรวจและเก็บข้อมูลอยู่หลายครั้ง ทว่าหากต้องการนำข้อมูลเหล่านี้ไปสร้างน้ำหนักในการเจรจาต่อรองระหว่างประเทศอย่างแท้จริง ข้อมูลดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะผลงานวิจัยที่ผ่านการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับสากลและผ่านกระบวนการ Peer Review เพื่อใช้เป็นหลักฐานอิงทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ ทั้งในแง่การชี้วัดผลกระทบและแนวทางการแก้ไขปัญหา

นอกจากนี้ ที่ประชุมกมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ยังมีการหยิบยกประเด็นผลกระทบต่อสุขภาพและสุขภาวะของประชาชนในพื้นที่ริมแม่น้ำกก ซึ่งมีรายงานตรวจพบระดับสารปนเปื้อนในเลือดของกลุ่มชาวประมงและเกษตรกรสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ยังคงมีข้อถกเถียงว่าสารปนเปื้อนดังกล่าวมาจากแม่น้ำโดยตรง หรือเกิดจากการใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลงในการทำเกษตรกรรมในชีวิตประจำวัน การมีงานวิจัยเชิงลึกที่สามารถพิสูจน์และบ่งชี้แหล่งที่มาของมลพิษได้อย่างชัดเจน จึงมีความสำคัญยิ่งต่อการกำหนดมาตรการช่วยเหลือและเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในเวทีระหว่างประเทศ

Advertisement

ทั้งนี้ ที่ประชุม กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ได้เปิดรับฟังการนำเสนอแนวทางงานวิจัยและผลการศึกษาจากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อระดมความเห็นในการแก้ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนแม่น้ำกกอย่างยั่งยืนต่อไป

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ศิวัช พงษ์เพียรจันทร์ ผู้อำนวยศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมนำเสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ต่อที่ประชุม โดยแบ่งเป็น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

(1) การใช้วิชาการสากลเป็นหลักพิงเจรจาระหว่างประเทศ (Peer-reviewed Research): การแก้ปัญหาไม่สามารถสำเร็จได้ใน 1 ปี แต่อาจต้องใช้เวลา 5–10 ปี จึงต้องวางแผนระยะสั้น–กลาง–ยาว โดยในระยะสั้น รัฐบาลไทยจำเป็นต้องมีงานวิจัยที่ผ่านการรับรองจากประชาคมนักวิทยาศาสตร์ระดับสากลและตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่มีกระบวนการ Peer Review เพื่อตัดข้อโต้แย้งจากประเทศเพื่อนบ้าน และพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่าสารโลหะหนักที่ปนเปื้อนในแม่น้ำของ จ.เชียงราย มีต้นตอมาจากการทำเหมืองแร่จริง ไม่ใช่การปนเปื้อนตามธรรมชาติหรือยาฆ่าแมลงทางการเกษตร

(2) การบำบัดเชิงเคมีด้วยการเปลี่ยนสถานะออกซิเดชัน (Oxidation State Modification): เสนอแนวทางบรรเทาพิษเฉพาะหน้าในกรณีที่ไม่สามารถกำจัดสารหนูได้หมด ด้วยการเติมออกซิเจนเพื่อทำปฏิกิริยาออกซิไดซ์ (Oxidize) เปลี่ยนสถานะของสารหนูจาก As(III) หรือ 3+ ซึ่งมีความเป็นพิษสูง ให้กลายเป็น As(V) หรือ 5+ ที่มีความเป็นพิษต่ำมาก เพื่อช่วยลดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในแหล่งน้ำ

(3) ระบบเตือนภัยล่วงหน้าผ่านดาวเทียม (Early Warning / Remote Sensing): เนื่องจากเหมืองแร่ไม่ได้ดำเนินการตลอด 24 ชั่วโมงทั้งปี ผลกระทบจึงเกิดขึ้นเฉพาะช่วงเวลาที่มีการทำเหมือง ประกอบกับการตรวจวัดทางเคมีโดยตรงมีต้นทุนสูงมาก จึงเสนอให้ใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม (Remote Sensing) ตรวจวัด “ความขุ่น” ของแม่น้ำ เพื่อเชื่อมโยงกับแนวโน้มการปนเปื้อนของโลหะหนัก และนำไปพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชันแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าแก่ประชาชน คล้ายกับระบบแจ้งเตือนฝุ่น PM2.5 เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถป้องกันตนเองได้อย่างทันท่วงที

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในที่ประชุมได้มีการเชิญ Miley Celine Sinantha – Hu นักวิชาการ นักวิจัย และศิลปิน ชาวลาว-อเมริกัน ที่มีผลงานโดดเด่นทั้งในด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข และศิลปะร่วมสมัย ปัจจุบันกำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก (Ph.D.) สาขาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร (Environment and Resources) ควบคู่ไปกับการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาระบาดวิทยาและการวิจัยทางคลินิก (Epidemiology and Clinical Research) มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) เข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความเห็นด้วย