อรรถวิชช์ ติงใช้เงินกองทุนหรือภาษีอุ้มน้ำมันเท่าไรก็ไม่พอ ถ้ายังปล่อยโรงกลั่นทำกำไรขายในราคาสิงคโปร์
เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ อภิปรายในสภา ระหว่างพิจารณาผลการดำเนินงานกองทุนน้ำมันของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ว่า เปรียบเทียบระหว่างสงครามรัสเซีย-ยูเครน ในปี 2565 กับสงครามอิหร่าน-สหรัฐ ในปัจจุบัน กรณีปี’65 น้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 94 เหรียญต่อบาร์เรล ส่วนดีเซลสำเร็จรูปที่สิงคโปร์ (MOPS) อยู่ที่ 126 เหรียญ ส่วนต่าง 32 เหรียญ แต่พอมาถึงปี’69 ราคา ณ 21 ตุลาคม น้ำมันดิบดูไบอยู่ 108 ส่วนดีเซลสิงคโปร์พุ่งไป 170 ส่วนต่างเพิ่มขึ้นเป็น 63 เหรียญ เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว โรงกลั่นกำไรมหาศาล เพราะไทยเราอิงราคาขายที่สิงคโปร์ ไม่ได้อิงตามต้นทุนราคาน้ำมันดิบ
นายอรรถวิชช์กล่าวว่า ไทยกลั่นน้ำมันดิบวันละ 1 ล้านบาร์เรลเท่าสิงคโปร์ แต่สิงคโปร์เป็น City State ประเทศเล็กกว่ากรุงเทพฯ ครึ่งหนึ่ง ตลาดส่วนใหญ่คือส่งออกจึงต้องทำกลไกให้ราคาขายสูงเพื่อทำกำไรเข้าประเทศ เช่นเดียวกับมาเลเซียที่เน้นส่งออก ราคาหน้าปั๊มต้องสูง อย่างโครงการ BUDI ของมาเลเซีย ถ้าใช้บัตรประชาชนเติมดีเซลจะได้โควตา 300 ลิตรต่อเดือน ในราคา 16 บาท เท่านั้น ส่วนไทย เราขายในประเทศมาก โครงสร้างราคาควรทำต่างวิธีกัน
“แล้วจะแก้ยังไง ต้องให้กระทรวงพาณิชย์ใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการควบคุมราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 (เดิมกระทรวงพลังงานแยกออกมาจากกระทรวงพาณิชย์ ปี’45) เครื่องมือตัวนี้จึงอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ “น้ำมันถูกประกาศเป็นสินค้าควบคุม” นานแล้วแต่ไม่เคยประกาศอัตราราคาเพราะมติ ครม. ปี 2534 บอกให้เป็นเสรี บัดนี้ควรถึงเวลาประกาศอัตราเพดานราคา เบนซินและดีเซลได้แล้ว เพราะการกำหนดเพดานราคาก็ยังเป็นตลาดเสรีเหมือนสินค้าอุปโภคบริโภคตัวอื่นๆ การใช้เงินกองทุนหรือภาษีมาอุ้มน้ำมัน ใช้เท่าไรก็ไม่พอ ถ้ายังปล่อยโรงกลั่นทำกำไรขายในราคาสิงคโปร์” นายอรรถวิชช์กล่าว


