หน้าแรก การเมือง ภูมิใจไทยรุกห...

ภูมิใจไทยรุกหนักเตะสกัด ‘ซักฟอก’ ตัดเกม ปชน.-ประชาธิปัตย์

24.10.26 | 14:29 น.

การอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทั้ง 17 คน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 แม้เนื้อหาผ่านญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทั้งถ้อยคำและความหมาย จัดอยู่ในข่ายดุเดือดชี้ให้เห็นถึงพฤติการณ์การไม่ไว้วางใจของพรรคร่วมฝ่ายค้านต่อรัฐมนตรีแต่ละคน 

แต่ก่อนเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างเป็นทางการ เริ่มตั้งแต่กรอบ วัน เวลาที่จะอภิปราย ทั้ง 3 ฝ่ายยังตกลงผ่านการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร (วิป 3 ฝ่าย) ที่นัดประชุมกันสองวันต่อเนื่องกลับไร้ข้อสรุปวันที่จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ 


เนื่องจากแต่ละฝ่ายยังคงยึดจุดยืนเดิม โดยฝ่ายคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยึดตามแนวทางของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่เปิดเงื่อนไขตีกรอบพร้อมอภิปราย ระหว่างวันที่ 27-29 ตุลาคม และลงมติในวันที่ 30 ตุลาคม นั่นเท่ากับว่าจะมีเวลาอภิปรายกันเพียง 3 วัน และต้องการให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจจบภายในสิ้นเดือนตุลาคม 

ยกเหตุผลเดือนพฤศจิกายน นายกฯมีภารกิจเกือบตลอดทั้งเดือน อาทิ วันที่ 31 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน มีกำหนดการเดินทางเยือนประเทศภูฏานอย่างเป็นทางการ วันที่ 2 พฤศจิกายน เป็นประธานในพิธีเปิด “งานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี” 

วันที่ 3 พฤศจิกายน เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) จังหวัดอุดรธานี วันที่ 6 พฤศจิกายน ร่วมพระราชพิธีสำคัญและนำคณะตรวจความพร้อมการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค 

Advertisement

วันที่ 19 พฤศจิกายน มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน และการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC) ที่เมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน 

ขณะที่พรรคร่วมฝ่ายค้าน อย่างพรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ประกาศวางเงื่อนไขตรงกัน คือ ต้องได้อภิปรายเต็ม 5 วัน และลงมติในวันรุ่งขึ้น ส่งผลให้วงประชุมวิป 3 ฝ่าย ยังตกลงวันเวลาการอภิปรายยังไม่ได้ 

ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎรจะต้องแจ้งไปยัง ครม. เพื่อกำหนดวันเวลาที่จะพร้อมเปิดการอภิปราย ในห้วงเดือนพฤศจิกายน และก่อนปิดสมัยประชุมสภา วันที่ 22 ธันวาคม 

ห้วงโหมโรงก่อนเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงได้เห็น บทบาทของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ตั้งแต่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ เปิดเกมรุกใส่พรรคร่วมฝ่ายค้าน อย่างการวางเงื่อนไขให้อภิปรายแค่เพียง 3 วัน 

ขณะที่พลพรรค ภท. ดาหน้าเย้ยกลับญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า “บันเทิงธิปไตย” รวมทั้งตอบโต้คำจัดความการอภิปรายของ “การดี เลียวไพโรจน์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชป. ระบุ 3 คำสำคัญไว้ว่า “โง่ ห่วย เลว” 

ส่วน “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร วางกรอบการอภิปรายการตรวจสอบฮั้วเลือก ส.ว.ว่า ต้องพิจารณาว่าอภิปรายถึงใคร มีส่วนเกี่ยวข้องอะไร อภิปรายประเด็นอะไร เรื่องอะไร 

เพราะจบในกระบวนการของหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้แล้ว ตามข้อกล่าวหาจะต้องเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ ครั้งนี้ต้องดูว่าอภิปรายเรื่องอะไร อภิปรายได้หรือไม่ตามข้อบังคับ จะต้องเน้นการทำงานในรัฐบาลปัจจุบัน แต่ความเป็นบุคคลนั้นติดตัวตั้งแต่เกิดจนตาย หากไปย้อนอดีต แต่ไม่ใช่การทำงานของรัฐบาลนี้ก็ไม่สามารถที่จะนำมาอภิปรายได้

ขณะที่กลไกการตรวจสอบผ่านคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ 35 คณะประจำสภา “ศุภชัย ใจสมุทร” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. ในฐานะรองประธานคณะ กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภา ได้ยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อขอให้พิจารณาวางแนวทางเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ และลดปัญหาการทำงานซ้ำซ้อนระหว่าง กมธ.ทั้ง 35 คณะ

ท่ามกลางข้อกังวลและเสียงท้วงติงของพรรคร่วมฝ่ายค้าน อย่าง “รักชนก ศรีนอก” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ มองว่าการเรียกประชุมแนวทางการทำงานของ กมธ.ทั้ง 35 คณะ เพื่อจำกัดขอบเขตอำนาจดังกล่าวเปรียบเสมือนการพยายามจำกัดอำนาจการตรวจสอบรัฐบาลของฝ่ายค้าน 

โดยเฉพาะมีหลายเรื่องร้อนที่ กมธ.ในสัดส่วนของพรรค ปชน. กำลังตรวจสอบรัฐมนตรี และ ส.ส.พรรค ภท. อย่างคณะ กมธ.การกฎหมายฯ ที่มี “รังสิมันต์ โรม” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. เป็นประธาน กมธ. รวมทั้ง “ศิริโชค โสภา” อดีต ส.ส.สงขลา พรรค ปชป. เดินหน้าตรวจสอบทรัพย์สินของ “สุชาดา ซาง แทนทรัพย์” ส.ส.ชัยภูมิ พรรค ภท. และไท่หยาง ซาง สามี ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์หรือไม่ รวมทั้งการตรวจการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) ที่มีผู้เกี่ยวข้องกว่า 6 พันคน มูลค่าความเสียหายกว่า 5 พันล้านบาท 

ตลอดจนคณะ กมธ.ติดตามงบ ที่มี “รักชนก ศรีนอก” เป็นประธาน กมธ. เดินหน้าการตรวจสอบ โครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่มี “ไชยชนก ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี เป็นเจ้าของโปรเจ็กต์ 

อาจจะถูกกลไกเสียงข้างมากของพรรคร่วมรัฐบาล ในสภา เตะสกัดการตรวจสอบของ กมธ. ประจำสภา ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกการตรวจสอบที่สำคัญของพรรคร่วมฝ่ายค้าน 

ด้วยเสียงข้างมากของพรรคร่วมรัฐบาลพรรค ภท. ที่มีถึง 292 เสียง ถือว่ามีเสถียรภาพการเมืองระดับที่มั่นคงของรัฐบาลผสม หากไม่มีเหตุการณ์ “สนิมเกิดแต่เนื้อในตน” ของพรรคร่วมรัฐบาล อย่างไรเสียผลโหวตย่อมต้องออกมาไว้วางใจ นายกฯ และรัฐมนตรีอีก 17 คน ได้ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินต่อไป

แต่แกนนำพรรค ภท.ก็ไม่ประมาท ด้วยการโชว์ภาพสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่าง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ ที่สวมหมวกหัวหน้าพรรค ภท. กับ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) 

พร้อมกับกระแสข่าวพรรค กธ.จะเข้าร่วมรัฐบาล ภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผ่านการปรับ ครม.ในครั้งหน้า 

นอกจากจะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับรัฐบาลพรรค ภท. ยังเป็นการเปิดเกมรุกทางการเมืองป้องกันพรรคร่วมรัฐบาลเบี้ยวในการโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ด้วย 

อย่างไรก็ตามประเด็นสำคัญมากกว่าการจัดทัพวางเกมการเมืองของพรรค ภท. เพื่อรับมือการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคร่วมฝ่ายค้าน คือ เนื้อหาสาระผ่านหลักฐาน ข้อมูล ข้อเท็จจริง ในการอภิปรายของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่จะต้องชี้ให้เห็นข้อบกพร่องและความไร้ประสิทธิภาพของทั้ง นายกฯและ 17 รัฐมนตรี ตามข้อกล่าวหาผ่านญัตติ

ขณะที่นายกฯและรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ นอกจากประกาศความมั่นใจล่วงหน้าว่าพร้อมชี้แจงทุกข้อกล่าวหา ก็ต้องใช้โอกาสในการชี้แจงด้วยข้อมูล ข้อเท็จจริงที่มีน้ำหนักหักล้างข้อกล่าวหาให้ได้ด้วยเช่นกัน 

ไม่ว่าเสียงข้างมากพรรคร่วมรัฐบาล จะมีเสถียรภาพทางการเมืองมั่นคงแค่ไหน โหวตอย่างไรก็ชนะเสียงของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ก็ไม่สำคัญเท่ากับศรัทธาที่ต้องเกิดขึ้นจากประชาชน 

เพราะประชาชน ที่มีอีกหนึ่งสถานะ คือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จะเป็นผู้ตัดสินการทำหน้าที่ของ “รัฐบาล” และ “ฝ่ายค้าน”