หน้าแรก การเมือง ทบ. โต้ กัมพู...

ทบ. โต้ กัมพูชา ปมนำโบราณวัตถุออกจากปราสาทคนา ยัน ไม่ได้ยั่วยุ-รุกล้ำดินแดน

24.10.26 | 15:35 น.

ทบ.ตอกกลับกัมพูชา ย้ำไทยมีสิทธิในอธิปไตยตนเอง จี้เลิกกล่าวหาซ้ำซาก ชี้ปราสาทคนาอยู่ในเขตไทย ชี้ ย้ายโบราณวัตถุเพื่อบูรณะ ซัด เขมรปมทุ่นระเบิด ใช้โบราณสถานตั้งฐานทหาร จี้ให้พูดความจริง

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2569 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงวัฒนธรรมและศิลปกรรมกัมพูชาออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 กล่าวหาฝ่ายไทยละเมิดอธิปไตยจากการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และปราสาทคนา รวมถึงกล่าวอ้างว่าฝ่ายไทยนำโบราณวัตถุออกจากปราสาทคนา พร้อมเรียกร้องให้ส่งคืนนั้น กองทัพบกขอปฏิเสธข้อกล่าวหาของกัมพูชาอย่างสิ้นเชิง โดยยืนยันว่า พื้นที่ที่กัมพูชากล่าวอ้างว่าไทยละเมิดอธิปไตยนั้น เป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้อธิปไตยของประเทศไทย รวมถึงปราสาทคนาซึ่งเป็นโบราณสถานในเขตแดนไทย การปฏิบัติของทหารไทยจึงเป็นการดำเนินการในดินแดนของตนเอง เพื่อปกป้องอธิปไตยและดูแลความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพล มิใช่การรุกล้ำดินแดนกัมพูชาตามที่กล่าวอ้าง เช่นเดียวกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปรับปรุงเส้นทาง และการเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ ล้วนเป็นมาตรการด้านความปลอดภัยที่จำเป็น มิใช่การรุกรานหรือยั่วยุแต่อย่างใด


สำหรับข้อกล่าวหาเรื่องการนำโบราณวัตถุออกจากปราสาทคนา กองทัพบกยืนยันว่า ปราสาทคนาตั้งอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย เป็นการเคลื่อนย้ายโบราณวัตถุเพื่อนำไปศึกษาและบูรณะตามหลักการอนุรักษ์โบราณสถาน จึงมิใช่การลักลอบนำโบราณวัตถุออกไปตามที่กล่าวอ้าง

 

ในประเด็นโบราณสถาน ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและเคารพกฎหมายระหว่างประเทศมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยมีข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับการใช้โบราณสถานเพื่อประโยชน์ทางทหารของกัมพูชา ทั้งพื้นที่บริเวณปราสาทตาควายซึ่งปรากฏภาพทหารและพวงทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 และปราสาทพระวิหารซึ่งมีการใช้พื้นที่เป็นฐานยิงปืนใหญ่ และที่ตั้งอาวุธสนับสนุนเพื่อโจมตีคุกคามฝ่ายไทย การนำโบราณสถานไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร จึงเป็นเรื่องที่ฝ่ายกัมพูชาควรออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงตามหลักฐานที่ปรากฏอย่างตรงไปตรงมา แทนการปฏิเสธและกล่าวหาฝ่ายไทยเพียงด้านเดียว

Advertisement

ที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชามักปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ฝ่ายไทยมีหลักฐานสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นกรณีการรุกล้ำพื้นที่ในจังหวัดสระแก้ว การตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 รวมถึงการขาดความจริงใจในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิด ซึ่งยังไม่ปรากฏความคืบหน้าในการดำเนินการที่ชัดเจน การใช้อาวุธโจมตีพื้นที่พลเรือนของไทยจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ และการใช้โบราณสถานเป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร แต่ฝ่ายกัมพูชากลับปฏิเสธและกล่าวหาฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ชี้แจงข้อเท็จจริงตามหลักฐานที่ฝ่ายไทยนำเสนอ

พล.ต.วินธัย กล่าวย้ำว่า ถึงเวลาแล้วที่ฝ่ายกัมพูชาควรยอมรับความจริงตามหลักฐานเชิงประจักษ์ แทนการปฏิเสธและกล่าวหาฝ่ายไทยซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะการนำเสนอข้อมูลที่ขัดแย้งกับหลักฐานที่ตรวจสอบได้ ย่อมบั่นทอนความน่าเชื่อถือของกัมพูชา จึงขอให้ยุติการใช้สนามการสื่อสารเป็นเครื่องมือยั่วยุ บิดเบือนข้อเท็จจริง และขยายความขัดแย้ง ซึ่งมีแต่จะทำลายบรรยากาศความไว้วางใจและการแก้ไขปัญหาระหว่างสองประเทศด้วยสันติวิธี