หน้าแรก การเมือง ส่องเกมยื้อ‘ว...

ส่องเกมยื้อ‘วันซักฟอก’ ศึกการเมืองฝ่ายค้าน-รบ.

25.10.26 | 08:47 น.

หมายเหตุ – นักวิชาการให้ความเห็นกรณีที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิป 3 ฝ่าย) ล่มถึง 2 ครั้ง เนื่องจากยังตกลงกรอบเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอีก 17 คนไม่ได้ เนื่องจากตัวแทนวิป 3 ฝ่ายยังมีจุดยืนต่อกรอบเวลาการอภิปรายที่ยังไม่ตรงกัน โดยฝ่ายค้านต้องการอภิปราย 5 วัน ส่วนรัฐบาลยอมปรับเพิ่มเวลาให้อภิปราย 4 วัน ซึ่งจะมีผลต่อนัยทางการเมืองนับจากนี้หรือไม่ อย่างไร


ตรีเนตร สาระพงษ์
รองคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลยังไม่ทันได้เริ่มต้นขึ้นด้วยซ้ำ ทว่าศึกทางการเมืองกลับปะทุขึ้นก่อนแล้วในพื้นที่ของการต่อรองเรื่องเวลา เมื่อฝ่ายค้านวางหมุดหมายไว้ที่การอภิปราย 5 วัน พ่วงด้วยการลงมติอีก 1 วัน หรือที่เรียกกันอย่างรวบรัดว่า 5+1 ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลขยับตัวเลขจาก 3+1 มาหยุดอยู่ที่ 4+1 แล้วทุกอย่างก็ชะงักงันอยู่ตรงนั้น ราวกับคนสองกลุ่มที่ยืนอยู่คนละฟากของเวลา ห่างกันเพียงหนึ่งวัน แต่กลับไม่อาจก้าวข้ามไปหากันได้ จนดูเหมือนว่าฉากทัศน์ของการตรวจสอบอาจต้องทอดเวลาออกไปไกลถึงเดือนพฤศจิกายน หรือบางทีอาจล่วงเลยไปถึงเดือนธันวาคม

หากมองอย่างผิวเผิน นี่อาจเป็นเพียงความขัดข้องของการจัดตารางประชุมในรัฐสภา แต่ลึกลงไปใต้ตัวเลขเหล่านั้น มันกำลังสะท้อนคำถามที่ใหญ่และหนักหน่วงกว่ามากกว่า ในระบอบรัฐสภาที่พวกเราต่างอ้างอิงถึง ฝ่ายใดกันแน่ที่ควรมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขของการตรวจสอบ และเราจะขีดเส้นแบ่งอย่างไร ไม่ให้เงื่อนไขเหล่านั้นกลายสภาพเป็นกำแพงที่ปิดกั้นการทำหน้าที่ตรวจสอบเสียเอง

Advertisement

เราต่างรู้ดีว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ คือ กลไกที่รัฐธรรมนูญออกแบบไว้ เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติได้เพ่งมองอย่างลุ่มลึกและให้เหตุผลตรวจสอบฝ่ายบริหาร วันและเวลาจึงไม่ควรเป็นเพียงเงื่อนไขสำหรับการต่อรองว่าใครจะยอมถอยให้ใครก้าวหนึ่งหรือครึ่งก้าว เพราะสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลข 3 วัน 4 วัน หรือ 5 วัน ไม่ใช่เพียงจำนวนชั่วโมงบนหน้าปัดนาฬิกา หากแต่เป็นพื้นที่สำหรับความจริงเป็นความสามารถในการคลี่คลายข้อกล่าวหา การวางหลักฐานลงบนโต๊ะ และการเปิดโอกาสให้คำชี้แจงได้เดินทางไปถึงโสตประสาทของสภาและประชาชน

กระนั้นก็ตาม การเรียกร้องเวลาที่เพียงพอก็มิได้หมายความถึงการปล่อยให้เวลาไหลเรื่อยไปอย่างไร้ขอบเขต เช่นเดียวกับการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ก็มิใช่ข้ออ้างในการทอนเวลาลงโดยไม่ไยดีต่อภารกิจของการตรวจสอบ โจทย์ที่ทุกฝ่ายต้องตอบตัวเองให้ได้ท่ามกลางความเงียบงันหลังการเจรจาคือ กรอบเวลาเช่นไรที่จะทำให้เนื้อหาสาระปรากฏขึ้นอย่างครบถ้วน เปิดช่องให้รัฐมนตรีได้อธิบายตัวเอง และไม่ปล่อยให้กลไกตามรัฐธรรมนูญหลงเหลือเป็นเพียงพิธีกรรมทางการเมืองที่ว่างเปล่าและไร้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์

การอภิปรายในคราวนี้มีขนาดที่ใหญ่โตอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เมื่อรายชื่อของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ฝ่ายค้านยื่นญัตติขอลงมติไม่ไว้วางใจพุ่งสูงถึง 18 คน นับเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในฉากทัศน์ประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ทว่าตัวเลข 18 คนก็ไม่ได้แปลความหมายโดยอัตโนมัติว่าจะต้องแลกมาด้วยเวลา 5 วันเสมอไปเหมือนดั่งที่ไม่อาจสรุปได้ง่ายๆ ว่า 3 วัน หรือ 4 วันนั้นเพียงพอแล้ว เพียงเพราะฝ่ายผู้มีอำนาจเห็นว่าเหมาะสม ทุกอย่างจำต้องถูกชั่งตวงอย่างละเอียด ทั้งจำนวนผู้ถูกกล่าวหา ความซับซ้อนของข้อเท็จจริงน้ำหนักของหลักฐานที่ต้องนำเสนอ และห้วงเวลาที่จำเป็นสำหรับการชี้แจง

สิ่งที่ชวนให้ครุ่นคิดยิ่งกว่าคือ ยิ่งขนาดของการอภิปรายขยายใหญ่ขึ้นเท่าใด ภาระอันหนักอึ้งก็ยิ่งตกอยู่บนบ่าของฝ่ายค้านในการทำให้ข้อกล่าวหาแต่ละเรื่องมีน้ำหนักมากพอ มิฉะนั้นแล้ว การเรียงรายชื่อรัฐมนตรีถึง 18 คน อาจกลายเป็นเพียงขบวนพาเหรดของคำกล่าวหาที่พร่าเลือนและเบาหวิวจนผู้คนในสังคมไม่อาจแยกแยะได้เลยว่า เรื่องใดมีหลักฐานที่แน่นหนา เรื่องใดคือความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐมนตรีคนไหน และเรื่องใดคือความผุพังเชิงระบบที่รัฐบาลทั้งคณะต้องร่วมกันตอบคำถาม

ความสำเร็จของการอภิปรายจึงไม่ควรถูกวัดด้วยจำนวนรายชื่อที่ถูกบรรจุไว้ในญัตติ แต่ต้องวัดจากความสามารถในการร้อยเรียงข้อเท็จจริงเข้ากับความรับผิดชอบในการใช้อำนาจ หากจะกล่าวหาว่ามีการทุจริตหรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ ฝ่ายค้านก็ต้องฉายภาพให้เห็นอย่างแจ่มชัดว่าสิ่งเหล่านั้นก่อตัวขึ้นอย่างไร ใครคือผู้ถือปากกาตัดสินใจ มีหลักฐานชิ้นใดรองรับ และรัฐมนตรีผู้นั้นเข้าไปพัวพันในระดับใด ในทำนองเดียวกัน รัฐมนตรีผู้ถูกกล่าวหาก็ต้องตอบให้ตรงจุด มิใช่เพียงการเอ่ยคำปฏิเสธอย่างเลื่อนลอย หรือเบี่ยงประเด็นไปเล่าขานถึงผลงานในภาพรวมเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยของคำถาม

เราจำเป็นต้องแยกแยะให้ขาดจากกันว่า การกล่าวหากับข้อพิสูจน์นั้นเป็นคนละเรื่องกัน และการปฏิเสธก็ไม่ใช่คำตอบในตัวมันเอง การอภิปรายจะมีความหมายขึ้นมาได้ ก็ต่อเมื่อสังคมสามารถเพ่งพินิจข้อเท็จจริง และประเมินความรับผิดชอบของผู้ถือครองอำนาจได้อย่างแท้จริง

บางทีทางออกจากทางตันในเวลานี้อาจเริ่มต้นได้ด้วยการที่ทุกฝ่ายยอมละสายตาจากตัวเลขจำนวนวันที่ตนเองยึดถือ แล้วหันมาตั้งคำถามใหม่ร่วมกันว่า การอภิปรายครั้งนี้ต้องการเวลาเท่าใดจึงจะทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด

ฝ่ายค้านควรเปิดเผยให้เห็นถึงภาระงานที่ตระเตรียมไว้ ทั้งจำนวนประเด็น การจัดสรรผู้พูด และเวลาที่ต้องใช้เพื่อวางหลักฐานให้ปรากฏ ขณะที่รัฐบาลเองก็ต้องอธิบายอย่างเป็นรูปธรรมว่า เหตุใดจึงขีดเส้นเวลาไว้เพียงเท่านั้น และมีข้อจำกัดใดที่แท้จริงนอกเหนือไปจากคำแก้ตัวสำเร็จรูปเรื่องความไม่สะดวกของตารางงาน จากนั้นจึงค่อยวางหลักเกณฑ์ร่วมกันอย่างตรงไปตรงมาว่าจะจัดสรรเวลาให้ฝ่ายค้านและรัฐมนตรีอย่างไร จะแบ่งแยกเวลาสำหรับความผิดเฉพาะตัวกับประเด็นร่วมแบบไหน เพื่อไม่ให้เกิดทั้งการพูดที่วนเวียนซ้ำซ้อน และการตัดทอนประเด็นสำคัญจนพร่าเลือน

ในสมการนี้ ประธานสภาผู้แทนราษฎรจำต้องก้าวขึ้นมาทำหน้าที่ประสานรอยร้าวภายใต้ข้อบังคับและหลักความเป็นธรรม ไม่ปล่อยให้การเจรจาหมุนวนอยู่กับจุดยืนเดิมๆ จนกลไกการตรวจสอบเป็นอัมพาต แม้ที่สุดแล้วจะต้องเลื่อนการอภิปรายออกไปเป็นเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคมเพื่อแลกกับเวลาในการจัดระเบียบตารางงาน ก็ควรเป็นการเลื่อนที่มีหมุดหมายวันเวลาอันชัดเจน ไม่ใช่การผลักไสให้ทุกอย่างล่องลอยไปในความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อ เพราะทั้งฝ่ายค้าน รัฐบาล และประชาชน ต่างมีสิทธิโดยชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญที่จะรู้ว่ากลไกจะเริ่มทำงานเมื่อใด

ในโลกของการเมือง เสียงข้างมากในสภาอาจเป็นหลักประกันที่ช่วยให้รัฐบาลรักษาเก้าอี้เอาไว้ได้ แต่การมีเสียงมากพอที่จะชนะการลงมติ กับการมีคำตอบที่มากพอจะคลายข้อกังขาของสังคม เป็นคนละเรื่องกันอย่างสิ้นเชิง หากข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านตั้งอยู่บนหลักฐานที่ชัดเจน เสียงสนับสนุนในสภาก็ไม่อาจเสกให้ข้อเท็จจริงเหล่านั้นอันตรธานหายไปได้และในทางกลับกัน หากข้อกล่าวหาไร้น้ำหนักหรือรัฐมนตรีสามารถชี้แจงได้อย่างหมดจดด้วยเหตุผล เวทีอภิปรายก็ไม่ควรถูกใช้เป็นศาลเตี้ยเพื่อสรุปความผิดทางการเมืองล่วงหน้าเช่นกัน

ถึงที่สุดแล้ว รัฐบาล ฝ่ายค้าน และประธานสภา ควรเร่งหาข้อยุติเพื่อให้การอภิปรายเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ใช่เพื่อรักษาหน้าตาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพื่อให้รัฐสภาได้ทำหน้าที่ตามที่ผู้คนคาดหวัง เพราะสิ่งที่ควรได้รับการปกป้องอย่างถึงที่สุดไม่ใช่เวลาของนักการเมืองฝั่งไหน หากแต่เป็นสิทธิของประชาชนที่จะได้รับรู้ว่าผู้ที่ถือครองอำนาจบริหารประเทศได้ใช้อำนาจนั้นไปอย่างไร และพร้อมจะรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเพียงใด ผ่านเวทีรัฐสภาที่จะบันทึกทุกคำพูดและทุกความจริงให้ฝังแน่นไว้ในดิจิทัลฟุตพรินต์ (Digital Footprint) อย่างไม่อาจลบเลือนไปตามกาลเวลา

วีระ หวังสัจจะโชค
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

การอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคร่วมฝ่ายค้านในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นถึงมิติทางการเมืองและนัยสำคัญ 3 ประการหลัก โดยประการแรก ในส่วนของฝ่ายค้านซึ่งมีพื้นที่ขับเคลื่อนหลักอยู่เพียงสองพรรคคือพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ จะเห็นภาพชัดเจนว่าพรรคประชาธิปัตย์สามารถแย่งพื้นที่สื่อและกระแสหลักไปจากพรรคประชาชนได้ แม้จะมีเสียงในสภาต่ำกว่าสิบเสียงก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการเปิดประเด็นเรื่องเว็บพนันของศิริโชค โสภา หรือการใช้ถ้อยคำสรุปประเด็นของ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค ทำให้เห็นว่าพรรคประชาชนในฐานะแกนนำฝ่ายค้านเสียงข้างมากกลับไม่สามารถครองบทบาทนำในการชูประเด็นได้ ยุทธศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้จึงมุ่งดึงมวลชนชนชั้นกลางในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล เทศบาลเมืองใหญ่ และภาคตะวันออก ซึ่งเป็นฐานเสียงเดิมให้กลับคืนมาจากพรรคประชาชน

ประการที่สอง เงื่อนไขด้านเวลาในการอภิปราย ซึ่งแม้ฝ่ายค้านจะขอไป 5 วัน แต่การเจรจาระหว่างวิปสองฝ่ายน่าจะจบลงที่ราว 3-4 วัน เมื่อนำเวลามาหารเฉลี่ยกับรัฐมนตรีที่ถูกยื่นอภิปรายมากถึง 18 คน จะตกคนละประมาณ 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมาก ส่งผลให้การอภิปรายทำได้เพียงแตะระดับพื้นผิวหรือนำประเด็นเดิมที่สื่อเคยเสนอไปแล้วกลับมาพูดใหม่ เช่น ปัญหาน้ำท่วม การทุจริตสอบท้องถิ่น หรือคุณสมบัติเกี่ยวกับทุนสีเทา โดยไม่สามารถเปิดแผลใหม่ นำไปสู่การยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.หรือมีข้อมูลเชิงลึกพอที่จะกดดันให้ปรับ ครม.ได้อย่างจริงจัง

ประการที่สาม เป้าหมายที่แท้จริงของการอภิปรายคือการกะเทาะรอยร้าวและ “วัดใจพรรคเพื่อไทย” แม้ในทางปฏิบัติจะยื่นอภิปรายรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยทั้ง 18 คน และรู้อยู่แล้วว่าภูมิใจไทยจะรอดเพราะรัฐบาลคุมเสียงข้างมากไว้กว่า 300 เสียง แต่การหยิบยกประเด็น “ฮั้ว ส.ว.” ซึ่งเป็นข้อมูลเดิมที่พรรคเพื่อไทยเคยจัดทำไว้ มาใช้เป็นประเด็นซักฟอก ถือเป็นการบีบให้เพื่อไทยแสดงจุดยืนว่าจะยอมโหวตช่วยภูมิใจไทยหรือไม่ ท่ามกลางกระแสข่าวการดึงพรรคกล้าธรรมกลับเข้ามาร่วมรัฐบาล ซึ่งจะดันให้เสียงในสภาสูงเกือบ 350 เสียง และสร้างปัญหาการแบ่งโควต้ารัฐมนตรีในพรรคร่วม จนทำงานร่วมกันได้ยากยิ่งขึ้น

เมื่อประเมินภาพรวม การอภิปรายครั้งนี้จึงเน้นมิติเกมการเมืองเพื่อสร้างผลสะเทือนสถานการณ์และฟื้นฟูศรัทธามวลชนมากกว่าการตรวจสอบทุจริตเชิงลึก แต่พรรคประชาชนกลับเผชิญปัญหาเสถียรภาพและความขัดแย้งภายใน ระหว่างกลุ่มที่ต้องการนำทางด้วยอุดมการณ์ทางความคิด กับกลุ่มที่ขับเคลื่อนแบบอินฟลูเอนเซอร์ในโซเชียลมีเดีย ความไม่ชัดเจนเชิงยุทธศาสตร์นี้ทำให้พื้นที่ข่าวถูกพรรคประชาธิปัตย์ยึดไป

ในทางปฏิบัติ การลงมติในสภาย่อมไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ แต่ความชอบธรรมของรัฐบาลจะค่อยๆ ลดลงหากไม่มีผลงาน ซึ่งอาจกดดันให้เกิดการปรับ ครม.ในอนาคตเพื่อตัดทอนบทบาทของรัฐมนตรีสายโควต้าฝากชื่อหรือพวกลูกเทพ แล้วนำคนที่ทำงานเป็นเข้ามาแทน ขณะเดียวกัน มิติการเคลื่อนไหวนอกสภาก็ยังไม่ปรากฏม็อบจัดตั้งทางอุดมการณ์จากพรรคการเมืองที่จะมาขับเคลื่อนคู่ขนานกับการอภิปรายเหมือนในอดีต มีเพียงมวลชนกลุ่ม NGO ที่ชุมนุมคัดค้านเวที IMF และ World Bank ตามวาระปกติ ทำให้ภาพรวมของการอภิปรายครั้งนี้สร้างแรงกระเพื่อมต่อรัฐบาลได้ไม่มากนัก