‘อนุทิน’ แบะท่าทุกอย่างเป็นไปได้หมด ปม ‘กธ.ร่วมรบ.’ ฝ่ายค้านรับได้ 4 วัน ชี้อภิปรายฯ ล็อกตามรธน.

25.10.26 | 06:45 น.
แฟ้มภาพ

‘อนุทิน’ แบะท่า ทุกอย่างเป็นไปได้หมด ปม ‘กธ.ร่วมรบ.’ ยันสัมพันธ์พรรคร่วมไร้ปัญหา โยนปธ.สภาเคาะวันซักฟอก ฝ่ายค้านระบุรัฐบาลต้องมีสปริต รับได้ 4 วัน ชี้อภิปรายฯล็อกตามรธน.

 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ที่ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่ายังมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการอภิปรายไว้วางใจได้ ว่า รัฐบาลยังยืนยัน ก็อยู่ที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทั้งสองฝ่ายก็ประชุมหารือกันแล้ว และตอนนี้มีข้อกำหนดที่ไม่ตรงกัน ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎรว่าอย่างไรก็เอาตามนั้น เมื่อถามว่าแต่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน นายกฯ มีตารางงานแน่น จะจัดสรรเวลาอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ก็ต้องไปถามประธานสภาฯ ในเมื่อฝ่ายค้านไม่ยอมตกลงตามที่เขาต้องการ รัฐบาลก็ต้องหาวันใหม่ซึ่งเป็นเรื่องยาก


เมื่อถามย้ำว่า นายกฯ ยังพอมีเวลาให้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยาก เมื่อถามต่อว่ามองไว้เป็นช่วงเวลาไหน นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่รู้เหมือนกัน เพราะรัฐมนตรีแต่ละท่านต้องมีภารกิจ และเท่าที่ทราบทุกคนก็เลื่อนไว้รอสัปดาห์หน้า ก็ไม่เป็นอะไรเดี๋ยวประธานสภาฯ คงไปหารือ เพราะประธานสภาฯก็บอกว่าตอนนี้ก็อยู่ที่ท่านแล้ว

เมื่อถามอีกว่า มีโอกาสที่จะไม่ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะเราก็พร้อมอยู่แล้ว เราก็อยากให้ทุกอย่างมันจบ

นายอนุทินกล่าวผ่านรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ถึงกระแสจับตาความสัมพันธ์กับพรรคกล้าธรรม(กธ.) และความเป็นไปได้ในการเพิ่มพรรคร่วมรัฐบาลว่า ในทางการเมืองทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมด แต่การตัดสินใจต้องไม่เกิดขึ้นเพื่อสยบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และต้องมองประโยชน์ประเทศเป็นหลัก เมื่อถามว่ารัฐบาลมีพรรคร่วมหลัก 2 พรรค มีโอกาสเพิ่มพรรคที่ 3 หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า การเป็นรัฐบาล นอกจากทำงานให้ประชาชนและประเทศแล้ว ยังต้องสร้างความเข้มแข็งและเสถียรภาพ เพื่อให้สามารถผลักดันนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด

Advertisement

“ในทางการเมือง ทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมด แต่ไม่ใช่เพื่อเป็นการสยบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เราต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐบาล ความมีเสถียรภาพให้สูงสุด เพื่อที่เราจะได้ผลักดันนโยบายต่างๆ ของเราให้มันเป็นรูปธรรม” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการควบรวมพรรคภท.กับพรรคกธ. นายอนุทิน กล่าวว่า ตอบตอนนี้ไม่ได้ เพราะยังไม่เกิด ทุกอย่างต้องดูทั้งสถานการณ์ ความจำเป็น ความร่วมมือ ความเข้าใจ รวมถึงผลลัพธ์ว่าประเทศและประชาชนจะได้อะไร รัฐบาลจะแข็งแรงขึ้นหรือไม่ และคนที่จะเข้ามามีศักยภาพช่วยงานเพียงใด หากเงื่อนไขดังกล่าวเข้าเป้าหมายหลัก ทั้งประโยชน์ประเทศ ประโยชน์ประชาชน และความเข้มแข็งของรัฐบาล โอกาสที่มันเกิดขึ้นก็มี แต่ยังไม่ควรตั้งสมมุติฐานล่วงหน้า เพราะทุกการตัดสินใจต้องมีเหตุและสถานการณ์ประกอบก่อนจะนำไปสู่ผลทางการเมือง เมื่อถูกถามว่า หากพรรคกธ.ลงมติไว้วางใจรัฐบาลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะเกิดขึ้น จะถือเป็นการเปิดประตูสู่การเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน ไม่ตอบรับตรงๆ โดยกล่าวย้ำว่า ต้องรอให้เหตุเกิดขึ้นก่อน จึงค่อยพิจารณาผลที่ตามมา ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจถือว่าเป็นกระบวนการตามระบบรัฐสภา และเป็นสิทธิของฝ่ายค้านตามรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องการวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมเลือกใช้ผลงานและสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการเป็นคำตอบต่อประชาชนมากกว่าเปิดการปะทะทางการเมือง

“ตรงนั้นเป็นกระบวนการในระบบรัฐสภา ผมไม่วิพากษ์วิจารณ์ ผมถือว่าพวกเขาใช้สิทธิ์ของพวกเขา ซึ่งเป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ”นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามถึงความสัมพันธ์ภายในรัฐบาล ต่อกระแสคลื่นใต้น้ำที่อาจเกิดขึ้น นายอนุทิน กล่าวยืนยันว่า ไม่มีปัญหาระหว่างพรรคร่วม ก่อนจะกล่าวติดตลกว่า “หากมีคลื่นก็เป็นระบบจากุซซี” ที่ช่วยสนับสนุนให้การทำงานเดินหน้า ไม่ใช่ความขัดแย้งภายใน

นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้มีพรรคหลัก 2 พรรค แต่เมื่อเข้าสู่คณะรัฐมนตรีแล้ว ทุกโครงการที่ต้องผ่านมติครม. ถือเป็นผลงานของรัฐบาลร่วมกัน ไม่มีการแบ่งว่าเป็นผลงานของพรรคใด เพราะเป้าหมายสุดท้ายคือประชาชนและประเทศ ไม่ใช่การแข่งขันกันเอาหน้าทางการเมือง โดยได้ยกโครงการป่าสัก–เจ้าพระยา–อ่าวไทย วงเงิน 165,000 ล้านบาท ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขึ้นเป็นตัวอย่าง โดยระบุว่า หากรัฐบาลมัวคิดว่าเป็นผลงานของพรรคใด โครงการขนาดใหญ่เช่นนี้อาจเดินหน้าไม่ได้ แต่รัฐบาลเลือกผลักดันเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมระยะยาว

“วันนี้ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมคิดการเมืองก่อนไม่ได้ ผมต้องคิดถึงบ้านเมืองก่อน ไม่ใช่การเมือง” นายอนุทิน กล่าว

น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะโฆษกพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีวันอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ยังไม่ได้ข้อสรุป ว่า คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร(วิป) 3 ฝ่าย ต้องนัดวันประชุมใหม่ เพื่อเจรจา รัฐบาลควรจะทำคือแสดงสปิริต ท่าที่เห็นภารกิจนายกฯ ตลอดจนถึงสิ้นปี มีภารกิจที่นายกฯ เลือกที่จะไม่ไป หรือเลือกที่จะส่งคนอื่นไปแทนได้ แต่คุณก็ยืนยันว่านายกฯ มีภารกิจเยอะแยะมากมาย เวทีซักฟอกไม่ใช่แค่เวทีของฝ่ายค้าน แต่เป็นเวทีของรัฐบาลได้ชี้แจงข้อสงสัย ข้อกล่าวหา ของฝ่ายค้านด้วย แต่วันนี้คุณเลือกที่จะไม่เข้าร่วมเลย และพยายามกดดันกีดกันทุกอย่าง เพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นห้วงเวลาที่ฝ่ายค้านสะดวก

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เข้าใจว่าหลังที่ประชุมวิป3ฝ่ายล่มลง นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร แจ้งไปยังรัฐบาลคือนายอนุทิน แล้ว รัฐบาลต้องทำหนังสือตอบมายังสภาโดยเร็ว เพราะกระบวนการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ รัฐบาลเองต้องทำตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดคือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจจะต้องเสร็จสิ้นภายในสมัยประชุมนี้ เหลือเวลาเพียงช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมที่จะถึงนี้เท่านั้น ในการหารือประธานสภาได้แจ้งกับฝ่ายค้านว่าเป็นไปได้หรือไม่หากจะลดเวลาลงเหลือแค่ 4 วัน ซึ่งฝ่ายค้านรับปากว่าจะกลับไปบริหารจัดการ ในกรอบเวลา 4 วัน โดยพรรคร่วมฝ่ายค้านจะนัดประชุมกันในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ และเมื่อได้ข้อสรุปจากฝ่ายรัฐบาลว่ารัฐบาลสะดวกให้มีการอภิปรายในวันใด และฝ่ายค้านได้พูดคุยกรอบเวลากันเรียบร้อยแล้ว จากนั้นคาดว่าจะเป็นขั้นตอนการประชุมร่วมวิป3ฝ่ายอีกครั้ง แต่ยังบอกไม่ได้ว่าเมื่อไหร่เพราะขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะตอบกลับมาอย่างไรในเรื่องของกรอบเวลาอภิปรายและวันอภิปราย และรัฐบาลต้องรีบตอบกลับมาในเร็ววัน เพราะกระบวนการนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถที่จะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฝ่าฝืนโดยบอกไม่มีวันว่างเลย

“ในส่วนฝ่ายค้านเองยินดีและยอมปฏิบัติตามแนวทางที่ประธานสภากำหนด โดยการขยับเวลาลงให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสมคือ 4วัน หลังจากนี้ผมจึงเชื่อว่าจะราบรื่นขึ้นแม้การประชุมครั้งที่ผ่านมาจะล่มเพราะตกลงกันไม่ได้ แต่เมื่อฝ่ายค้านยอมถอยให้แล้ว ท่านประธานสภาคงไม่ต้องลงมาควบคุมการประชุมด้วยตัวเอง การประชุมจะเกิดขึ้นน่าจะง่ายขึ้น หลังจากนี้ขึ้นอยู่กับนายกฯและรัฐบาล ที่ต้องกำหนดเวลาที่เหมาะสมมา หลังจากนี้จะง่ายแล้ว เมื่อกำหนดวันได้ ต่อไปก็กำหนดกรอบเวลาการอภิปราย“นายสาทิตย์กล่าว และว่าถ้ารัฐบาลจะไม่มีวันว่างเลยไปจนปิดสมัยประชุม จนทำให้ไม่สามารถอภิปรายได้ จะเป็นการทำผิดรัฐธรรมนูญ เกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย ฝ่ายค้านยอมถอยจนสุดทางแล้วถึงขนาดว่าคุยกันว่าวันไหนที่รัฐมนตรีคนใดติดภารกิจ เราจะหลีกสลับการอภิปรายรัฐมนตรีคนนั้น ถอย จนสุดๆ ทุกทางแล้ว อย่างไรก็ตามเข้าใจว่ารัฐบาลได้พยายามยึดกรอบเวลาตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนดมาคือ3วันกลายเป็นเงื่อนตายในการเจรจา แต่เมื่อประธานสภาได้คลายเงื่อนตายนี้ให้ ก็อยู่ที่ฝ่ายรัฐบาลจะกำหนด วันอภิปรายมา เรื่องนี้ไม่ยาก คนที่เคยเป็นนายกมาหลายคนเขาทำได้