‘พริษฐ์’ ยัน ปม ส.ส.แชร์สลิปค่าน้ำชา 7 ล้าน ไม่กระทบความน่าเชื่อถือซักฟอก หลัง ธนาคารแจงแล้วเป็นข้อมูลเท็จ มอง ไกลเกินไปหากโยงประทบอภิปรายไม่ไว้วางใจ หวัง รัฐบาลตอบเรื่องอื่นฝ่ายค้านเร็วเช่นกัน
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 27 ตุลาคม ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ส.ส.ของพรรคประชาชนแชร์โพสต์จากเพจ Godd Dam เกี่ยวกับสลิปค่าน้ำชา 7 ล้านบาท จะทำให้ลดความน่าเชื่อถือของข้อมูลอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ว่า คิดว่าความน่าเชื่อถือของการอภิปรายไม่ไว้วางใจของเราจะถูกพิสูจน์ในวันที่การอภิปรายเกิดขึ้น ซึ่งเราจะได้นำข้อมูลหลักฐานทั้งหมดมานำเสนอให้ประชาชน และเชื่อว่าด้วยการทำงานต่อเนื่องของ ส.ส.พรรคประชาชน ในการรวบรวมข้อมูลหลักฐานจะทำให้ประชาชนเห็นคล้อยกับเราว่าไม่ควรให้ความไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ในการที่จะบริหารประเทศต่อไป
เมื่อถามว่า เป็นการดิสเครดิตพรรคประชาชนหรือไม่ เพราะรัฐบาลอาจกลัวข้อมูลการอภิปรายและทำให้มีการเบี่ยงประเด็น นายพริษฐ์กล่าวว่า คิดว่าความชัดเจนหนักแน่นของข้อมูลและหลักฐานของเราจะปรากฏให้เห็นชัดอยู่แล้วในวันที่มีการอภิปราย และหวังว่าเวทีดังกล่าวจะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งเราจะสามารถหาข้อสรุปเพื่อเปิดการอภิปราย โดยมีการจัดสรรเวลาที่เพียงพอให้กับฝ่ายค้านในการทำหน้าที่ได้อย่างเร็วที่สุด
เมื่อถามว่า รัฐบาลมองว่าฝ่ายค้านเป็นคนดิสเครดิตรัฐบาลจากการแชร์ข้อมูลในโพสต์ดังกล่าว นายพริษฐ์กล่าวว่า ต้องบอกว่าข้อมูลต้นทางตรงนี้มาจากเหตุของภาคประชาชน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรคประชาชน และแม้ว่าจะมีข่าวออกมาว่าอาจจะเป็นบุคคลที่เคยเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล แต่ทางรัฐมนตรีก็ออกมาชี้แจงว่ายังเป็นข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน ในส่วนของการทำหน้าที่ ส.ส. ความจริงตนย้ำกับ ส.ส.ทุกคนว่าเมื่อเราจะตรวจสอบเรื่องใดก็ตาม แน่นอนว่าเราอาจจะได้รับข้อมูลจากหลายทาง ทั้งข้อมูลที่ปรากฏและไม่ได้ปรากฏในสาธารณะ หน้าที่ของเราคือการกลั่นกรองความน่าเชื่อถือของข้อมูล และตรวจสอบให้ความจริงนั้นขึ้นมา
นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า เชื่อว่า ส.ส.ที่เตรียมพร้อมการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ว่าจะหัวข้อใดก็ตาม ที่เขารับผิดชอบก็กำลังทำกระบวนการนี้อยู่ ซึ่งจะทำให้เห็นชัดว่าข้อมูลที่เรานำเสนอนั้น มีความหนักแน่นและน่าเชื่อถือ
เมื่อถามถึง กรณีที่รัฐบาลเตรียมที่จะมีการฟ้องร้องบุคคลที่แชร์โพสต์ดังกล่าว ซึ่งอาจทำให้มีสมาชิกพรรคบางส่วนที่ถูกหางเลขจากการแชร์โพสต์ตาม ส.ส.ด้วย ตรงนี้มองอย่างไร นายพริษฐ์กล่าวว่า คิดว่าต้องแยกเป็นสองส่วน ในส่วนของความรับผิดชอบของ ส.ส.แต่ละคน ก็เป็นสิ่งที่เราย้ำเสมอว่าไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอข้อมูลทั้งในหรือนอกสภา เรื่องการกลั่นกรองความน่าเชื่อถือของข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญ คิดว่าสิ่งนี้ก็จะมีการตั้งข้อสังเกต การแชร์โพสต์ของ ส.ส.พรรคประชาชน ย้ำว่าเป็นสิ่งที่เราได้มีการย้ำความสำคัญกันในพรรคมาโดยตลอด
“ส่วนหากจะมีการโยงไปไกลถึงความน่าเชื่อถือของเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมมองว่าน่าจะโยงไกลเกินไป การแชร์หนึ่งโพสต์ไม่ได้ไปลดทอน ความน่าเชื่อถือ หรือความจริงของหลักฐาน ข้อมูลต่างๆ ทั้งที่เราเคยนำเสนอมาก่อนหน้านี้และสิ่งที่เราเตรียมจะนำเสนอในเวทีอภิปรายได้” นายพริษฐ์กล่าว
นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า ในส่วนของการฟ้องร้องตน คิดว่าต้องว่ากันไปตามพยานหลักฐาน แต่ตนพูดเสมอว่าในเชิงหลักการ แม้ว่านักการเมืองแต่ละคนย่อมมีสิทธิอยู่แล้ว หรือใช้สิทธิตามกฎหมายที่มีอยู่ แต่ทางออกที่ดีที่สุด หรือสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่นักการเมืองควรจะทำเวลาถูกกล่าวหา คือการชี้แจงข้อเท็จจริงให้สิ้นข้อสงสัย ซึ่งตนคิดว่าสำหรับกรณีเมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา ทางธนาคารก็มีการออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว ก็ทำให้เกิดความชัดเจน แต่หวังว่าในกรณีอื่นที่ฝ่ายค้านมีการตั้งคำถามไป เราอยากเห็นรัฐบาลออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงด้วยความรวดเร็วเช่นนี้
เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านได้มีการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวหรือไม่ว่ามีข้อเท็จจริงมากน้อยแค่ไหน นายพริษฐ์กล่าวว่า ตอนที่เห็นโพสต์ดังกล่าวปรากฏมา คิดว่าเรื่องนี้พิสูจน์ได้ไม่ยากอยู่แล้ว คือการไปเช็กว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีบัญชีธนาคารกสิกรแล้วมีตัวเลขเหมือนกับที่ปรากฏอยู่ในสลิปหรือไม่ หากไม่มีก็ถือว่าจบ
นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า แต่หากมีก็สามารถตรวจสอบต่อได้ว่าในวันเวลาดังกล่าวมีการโอนยอดดังกล่าวจริงหรือไม่ แต่เข้าใจว่าใน แถลงการณ์ของธนาคารมีการตรวจสอบย้อนไปถึงปี 2566 แล้ว นายอนุทินไม่มีบัญชีดังกล่าวจริง ก็ถือว่าการตรวจสอบสลิปนี้เสร็จสิ้นลง ส่วนประเด็นอื่นที่อาจเป็นประเด็นแวดล้อม เช่น มีคนทำสลิปนี้ขึ้นมา เป็นสิ่งที่สามารถนำไปตรวจสอบได้ โดยหลักการเมื่อมีข้อมูลออกมาฝ่ายค้านก็จะพยายามตรวจสอบและกลั่นกรองความน่าเชื่อถือ
“เพียงแค่ข้อความในโพสต์ดังกล่าวที่ถูกแชร์โดย ส.ส.หนึ่งคน แล้วท้ายที่สุดธนาคารออกมาชี้แจงว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ได้เป็นข้อเท็จจริง ก็ไม่ได้มาหักล้างความน่าเชื่อถือของข้อมูลอื่นๆ ที่เราได้ดำเนินการตรวจสอบมาโดยตลอด” นายพริษฐ์กล่าว

