หน้าแรก การเมือง กมธ.เศรษฐกิจ ...

กมธ.เศรษฐกิจ ติง 4 ข้อ ขอรัฐบาล ทบทวนเงื่อนไขติดโซลาร์ อย่ากีดกันผู้ประกอบการรายย่อย

29.10.26 | 16:57 น.

กมธ.พัฒนาศก. ขอรัฐบาลทบทวนเงื่อนไขติดตั้งโซลาร์เชลล์ ติง 4 ประการขอไม่กีดกันผู้ประกอบการรายย่อย พร้อม งง ทุ่มงบ 970 ล้านพัฒนาฝีมือแรงงานกระทรวงฯรับงานเอง

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 29 ตุลาคม 2569 ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ กล่าวถึงโครงการโซลาร์ภาคประชาชนว่า เราอยากให้รัฐบาลทวนเงื่อนไขถึงการเข้าถึงของผู้ประกอบการรายย่อย ที่มีหน้าที่ในการมาติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาของประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นความคาดหวังของผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย ซึ่งเงื่อนไขที่ประกาศก็ประกาศแบบมีเงื่อนงำ และเงื่อนไขที่ประกาศนั้นทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยไม่สามารถเข้าถึงโครงการนี้ได้ ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์จึงมีข้อสังเกต 4 ประการ เพื่อนำไปสู่การที่รัฐบาลได้ทบทวนเงื่อนไข ประการแรก รัฐบาลต้องมีส่วนช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและยิ่งโครงการนี้เป็นเงินกู้ ซึ่งเป็นภาระของประชาชน ดังนั้นผู้ที่มีส่วนได้เสียควรจะเป็นผู้ประกอบการทุกรายในอุตสาหกรรมนี้ ถ้าไม่เช่นนั้นอาจเกิดการเก็บค่าหัวคิว โดยผู้ประกอบการรายย่อยจะต้องไปรับต่อจากผู้ที่ได้รับงานนี้ ประการที่สอง ปัญหาการวางเงินมัดจำ ซึ่งในเงื่อนไขมีวงเงินมากถึง 50,000 บาทต่อหลังคาเรือน เชื่อว่าเป็นรายจ่ายที่สูงเกินไปสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ประการที่สาม การกำหนดระยะเวลาการวางงานไว้นานถึง 7ปี ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาที่ยาวนานกว่าปกติ และประการที่สี่เป้าหมายที่ทางรัฐบาลกำหนด 1 ล้านครัวเรือน เป็นเป้าหมายที่ยากและเป็นไปได้ยาก ซึ่งอาจจะนำไปสู่การนำงบประมาณไปใช้ในโครงการอื่น

ด้าน นายพรชัย มาระเนตร์ ทีมนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า โครงการนี้ระบุว่าทำเพื่อประชาชนแต่เงื่อนไขที่กำหนดเป็นเงื่อนไขที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้นำไปสู่ต้นทุนผู้ประกอบการจะต้องเพิ่มอีก 20,000 บาทต่อหลัง จนทำให้ไม่สามารถเลือกอุปกรณ์ที่มีคุณภาพดีมาติดให้ประชาชนได้ อย่างไรก็ตามผู้ที่อยากติดโซลาร์รูฟท็อปนอกจากอยากประหยัดก็ต้องการความปลอดภัย เพราะเงิน 2 หมื่นบาทต้นทุนผู้ประกิบนั่นมันไปกระทบอุปกรณ์ติดตั้ง นอกจากนี้ยังมีความย้อนแย้งเมื่อครม.อนุมัติเงิน 970 กว่าล้านบาท เพื่อให้กระทรวงพลังงานพัฒนาแรงงานติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 32,000 ตำแหน่ง แต่ด้วยเงื่อนไขที่กระทรวงฯและการไฟฟ้าออกมานั้นเป็นการกรีดกันรายย่อย ถามว่าจะพัฒนาแรงงานทำไมในเมื่อท้องถิ่นมีเป็นหมื่นจนทำให้รายย่อยไม่ได้งานเลย ถ้าเป็นแบบนี้ประชนชนที่อยู่ห่างไกลอยากติดตั้งต้องรอใช้บริการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) แทน แบบนี้คือเป็นการกีดกันผู้ประกอบการรายย่อย


ส่วน นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจและพลังงานของพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการเอื้อประโยชน์ให้นายทุนใหญ่ เนื่องจากข้อมูลระบุว่ามีเพียง 3 ภาคส่วนที่เข้าติดตั้งได้ คือ กฟน., กฟภ. และผู้ประกอบการที่อยู่ในทะเบียน (Vendor List) ซึ่งกำหนดเกณฑ์สูง เช่น ต้องมีประสบการณ์ 4 ปี ส่งงบการเงินครบถ้วน และมีจำนวนวิศวกรตามเกณฑ์ ทำให้มีแต่บริษัทขนาดใหญ่ อีกทั้งการที่ กฟน. และ กฟภ. ลงมารับงานติดตั้งเองถือเป็นการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ผลิตขายไฟมาเป็นผู้ติดตั้ง จึงอยากให้ทบทวนบทบาทและปรับเกณฑ์ให้รายย่อยเข้าถึงได้โดยตรง

นายตรีรัตน์ กล่าวอีกว่า คู่มือโครงการกำหนดให้ต้องขนานไฟแล้วเสร็จภายในเดือนก.ย. 2570 ซึ่งหมายความว่าต้องติดตั้งให้เสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2570 แต่ปัจจุบันมีผู้ติดตั้งที่ผ่านการอนุมัติเพียง 1,000 กว่าราย จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะติดตั้งให้ครบ 1,000,000 หลังภายใน 10 เดือน ซึ่งเฉลี่ยแล้วต้องติดตั้งไม่ต่ำกว่า 2,800 หลังต่อวัน หากไม่นำไปสู่การซื้อขายโควตาและระบบกินหัวคิว