หน้าแรก การเมือง อนุทิน ซัดแรง...

อนุทิน ซัดแรงฝ่ายค้าน โมหจริต พูดเท็จทุกเรื่อง ปมตีเช็คเปล่าเงินกู้ 2 แสนล้าน 

31.10.26 | 11:20 น.

อนุทิน ซัดแรงฝ่ายค้าน โมหจริต พูดเท็จทุกเรื่อง ปมตีเช็คเปล่าเงินกู้ 2 แสนล้าน 

เมื่อเวลา 09.05 น. วันที่ 31 ตุลาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวในรายการ “คุยกับนายกฯ อนุทิน”ถึงโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ที่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่มีเสียงวิจารณ์ว่ารัฐบาลต้องการเอื้อให้กับนายทุนใหญ่หรือไม่ ว่า โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน ไม่ใช่แค่มาตรการช่วยค่าไฟระยะสั้น โดยตั้งเป้าระยะแรก 1 ล้านครัวเรือน สนับสนุนครัวเรือนละ 50,000 บาท เพื่อช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบ และพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศ ท่ามกลางความขัดแย้งในหลายภูมิภาค


ขณะที่ประเทศไทยมีทรัพยากรพลังงานหมุนเวียนทั้งแสงอาทิตย์ ลม ขยะ และวัสดุการเกษตร หากดึงมาใช้มากขึ้นจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนพลังงานโลก ทั้งนี้ประเทศไทยต้องเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน และพึ่งพาสิ่งที่เรามีอยู่แล้วให้มากที่สุด แสงอาทิตย์แดดส่องทุกวัน พระอาทิตย์ไม่ได้หายไปไหน ลมก็ยังมีอยู่ เรื่องของพลังงานหมุนเวียนต่างๆที่เราได้มาจากขยะ จากการเผาพืชผลทางการเกษตร เราสามารถทำสิ่งเหล่านี้ เราสามารถพึ่งพาตัวเองได้ และหากครัวเรือนผลิตไฟได้เอง จะช่วยลดค่าไฟที่ต้องซื้อจากระบบ ขณะที่ไฟส่วนเกินสามารถขายคืนให้การไฟฟ้าได้ กลายเป็นรายได้เพิ่มเติมของครัวเรือน พร้อมลดความจำเป็นที่ระบบไฟฟ้าต้องพึ่งกำลังผลิตใหม่ทั้งหมดจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ เป็นประโยชน์ทั้งระดับบ้าน และต้นทุนพลังงานประเทศ

ในด้านวินัยการคลัง กรอบเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 200,000 ล้านบาท ไม่ได้หมายถึงรัฐบาลเบิกเงินทั้งหมดมาใช้ทันที โครงการโซลาร์ 1 ล้านครัวเรือนใช้วงเงินสนับสนุน 50,000 ล้านบาท หากมีผู้ใช้สิทธิน้อยกว่าเป้าหมาย เงินส่วนที่เหลือก็ไม่จำเป็นต้องเบิก และยังไม่เกิดภาระดอกเบี้ยจนกว่าจะดึงเงินมาใช้จริง และเงินกู้นี้เราจะใช้ก็ต่อเมื่อมีคนใช้ไม่ได้มีภาระ ดอกเบี้ยก็ไม่ต้องจ่าย จนกว่าจะนำเงินออกมาใช้

ส่วนที่ฝ่ายค้านวิจารณ์ว่าเงินกู้โครงการนี้เป็นการตีเช็คเปล่า นายกฯ กล่าวว่า เขามีแต่โมหจริต ทำไม่ได้ ไม่มีข้อมูลเพียงพอ และไม่ศึกษา ต้องการที่จะโจมตี บูลลี่อย่างเดียว ข้อมูลของเขาถ้าสังเกตในทุกเรื่องที่เขาโจมตีออกมา ก็เป็นข้อมูลเท็จแทบทุกเรื่อง ถ้ารัฐบาลมัวแต่มาฟังคนที่มีวุฒิภาวะเช่นนี้ รัฐบาลต้องเปลี่ยนทิศทางเปลี่ยนแนวทางเราคงเป็นรัฐบาลไม่ได้ เพราะฉะนั้นรัฐบาลมีเส้นทางขีดไว้แล้วว่าต้องทำเช่นนี้ เราไม่ได้ทำเอง สิ่งที่รัฐบาลจะขับเคลื่อนกว่าจะขับเคลื่อนออกมาได้ต้องผ่านการกลั่นกรอง ผ่านความเห็นชอบจากฝ่ายข้าราชการประจำ ในฐานะผู้ปฏิบัติด้วย และในกรณีเงินกู้ตาม พ.ร.ก.นี้ มีคณะกรรมการอนุมัติเงินกู้ ซึ่งคนที่เป็นประธาน คือ ปลัดกระทรวงการคลัง คนเหล่านี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำตามคำสั่งของรัฐบาลถ้าไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ ถ้าทำแล้วมีแนวโน้มเป็นการทุจริตหรือไปเอื้อประโยชน์ต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ตรงนี้รัฐบาลมีความสบายใจมาก

Advertisement

นายอนุทิน กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานกับมาตรการลดภาษีน้ำมัน E20 และ B20 โดยระบุว่า รัฐบาลต้องการสร้างส่วนต่างราคาให้ผู้บริโภคหันมาใช้น้ำมันชีวภาพเพิ่มขึ้น ช่วยลดต้นทุนการใช้เครื่องจักรและขนส่งของเกษตรกร พร้อมเพิ่มความต้องการปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบผลิตไบโอดีเซลและเอทานอล ทั้งนี้ ตนไม่เห็นด้วยกับการลดภาษีน้ำมันทุกประเภทพร้อมกัน โดยระบุว่า น้ำมัน 91 และ 95 ยังพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า หากลดภาษีทั้งหมด รัฐต้องสูญเสียรายได้จำนวนมาก ซึ่งเป็นเงินที่ต้องใช้พัฒนาถนน ระบบป้องกันน้ำท่วม เยียวยาประชาชน และจัดบริการสาธารณะด้านอื่น จึงต้องเลือกมาตรการที่ช่วยประชาชนโดยไม่สร้างภาระการคลังเกินจำเป็น

นายอนุทิน กล่าวว่า อีกด้านหนึ่งรัฐบาลกำลังเร่งสร้างฐานการเติบโตใหม่จากการลงทุน โดยได้ใช้เวลาพบนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศโดยตรง เพื่อถามถึงอุปสรรคที่ทำให้ตัดสินใจลงทุนยากขึ้น ไม่ได้พบเพียงเพื่อรับฟังข้อเสนอ แต่ต้องการนำปัญหาจริงกลับมาแก้กับหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะกฎระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับรูปแบบอุตสาหกรรมใหม่

นายกฯ กล่าวถึงกรณีนักลงทุนในจังหวัดปราจีนบุรีที่ติดข้อจำกัดก่อสร้างอาคารพักอาศัยสำหรับแรงงาน ทั้งเรื่องความสูง จำนวนห้อง และขนาดพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลจะกลับไปตรวจสอบที่มาของกฎ หากเป็นข้อกำหนดที่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ และพื้นที่ ต้องหาทางปลดล็อก โดยไม่ละเลยข้อกำหนดด้านความปลอดภัย

ขณะเดียวกัน นักลงทุนในธุรกิจไฮเทคที่เข้าพบนายกฯมีแผนลงทุนในประเทศไทยรวมประมาณ 100,000 ล้านบาทภายในปี 2030 โดยลงทุนไปแล้วราว 80,000 ล้านบาท นักลงทุนมองจุดแข็งของไทยอยู่ที่ระบบโลจิสติกส์ แหล่งพลังงานที่เชื่อถือได้ และบุคลากรที่พร้อมรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี

“คำหนึ่งที่เขาไม่พูดเลย คือ แรงงานคุณถูก เขาพูดว่าเดี๋ยวนี้ระบบการศึกษา พื้นฐานการเข้าถึงเทคโนโลยี ความเข้าใจด้าน AI ความเข้าใจด้านการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เยาวชนไทย นักศึกษาไทย อยู่ในมาตรฐานที่เขารับได้” นายกฯ กล่าว

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า จุดเปลี่ยนสำคัญคือไทยไม่ควรแข่งขันด้วยแรงงานราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดึงการลงทุนที่นำซัพพลายเชน การวิจัย และพัฒนา การถ่ายทอดความรู้ และการยกระดับทักษะเข้ามาด้วย โดยรัฐบาลจะคัดกรองสัดส่วนแรงงานต่างชาติ ให้การลงทุนใหม่สร้างงานแก่คนไทย และใช้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) เพื่อแก้ปัญหาให้ผู้ลงทุนภายใต้กรอบกฎหมาย

ในภาคธุรกิจขนาดกลางและเล็ก รัฐบาลจะเดินหน้ามาตรการเครดิตเทอม เพื่อให้เงินหมุนกลับเข้าสู่ผู้ประกอบการเร็วขึ้น โดยสินค้าเกษตรกำหนดไม่เกิน 30 วัน ขณะที่สินค้าทั่วไปไม่เกิน 45 วัน เป้าหมายคือช่วยสภาพคล่อง SME และลดแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

นายกฯ กล่าวว่า โครงสร้างเศรษฐกิจระยะต่อไปต้องเดินพร้อมกันทั้งพลังงาน การลงทุน เทคโนโลยี และเกษตร โดยการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ที่จังหวัดอุดรธานีในสัปดาห์หน้า รัฐบาลเตรียมนำวาระแห่งชาติด้านการเกษตร ไปหารือและวางนโยบาย เนื่องจากจังหวัดอุดรธานีเป็นศูนย์กลางสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และรัฐบาลต้องการยกระดับภาคการเกษตรเป็นอีกเครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความขัดแย้งหลายจุดทั่วโลกความมั่นคงทางอาหาร กำลังกลายเป็นจุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์ของไทย ประเทศไทยยังมีฐานการผลิตอาหารที่อุดมสมบูรณ์ และมีศักยภาพส่งอาหารไปยังหลายภูมิภาคของโลก จึงเป็นโอกาสเพิ่มมูลค่าการส่งออกและสร้างรายได้กลับลงไปถึงภาคเกษตร

นายกฯ กล่าวว่า หากไทยสามารถวางโครงสร้างให้ความมั่นคงทางอาหารเชื่อมกับตลาดโลกได้ ผลประโยชน์ต้องลงไปถึงเกษตรกร ไม่ใช่หยุดอยู่เพียงตัวเลขส่งออก โดยความหมายของคำว่าเกษตรกรรวย ในมุมรัฐบาล คือ มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีรายได้เพียงพอ มีเงินออมตามฐานะ และไม่ต้องอยู่กับภาวะหนี้ครัวเรือนจนชักหน้าไม่ถึงหลัง

“ในขณะที่คุณขายน้ำมันเรา แต่คุณผลิตอาหารสู้เราไม่ได้ ในความไม่แน่นอนในหลายภูมิภาคของโลก ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น นึกถึงประเทศไทย เราเป็นประเทศที่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างยิ่งทางด้านอาหาร” นายอนุทิน กล่าว