หน้าแรก การเมือง วราวุธ สั่งเข...

วราวุธ สั่งเข้มตรวจโรงงานอุตฯ ย้ำยึดความปลอดภัยปชช.-สิ่งแวดล้อม ย้ำพบผิดฟันไม่เลี้ยง 

1.11.26 | 17:07 น.

วราวุธ สั่งเข้มตรวจโรงงานอุตฯ ตั้งเป้า 3,049 แห่ง ย้ำยึดความปลอดภัยปชช.-สิ่งแวดล้อม ย้ำพบผิดฟันไม่เลี้ยง บังคับใช้กม.เด็ดขาดยึดทรัพย์-เนรเทศ

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายในงานมอบนโยบายและเปิดปฏิบัติการตรวจกำกับและบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาด สำหรับการประกอบกิจการโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 ว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมในปัจจุบันไม่อาจวัดผลสำเร็จจากมูลค่าการลงทุนหรือจำนวนโรงงานที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ แม้ว่าธุรกิจคัดแยกและนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่จะมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) แต่หากมีการลักลอบทิ้ง ฝังกลบ หรือจัดการของเสียอย่างไม่ถูกต้อง ย่อมสร้างความเสียหายต่อสังคมในระยะยาว กระทรวงอุตสาหกรรมจึงต้องเร่งบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เป็นการผลักภาระความเสี่ยงไปสู่ประชาชน

“หัวใจสำคัญของการปฏิบัติงานคือความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน โรงงานแต่ละแห่งที่ทำหน้าที่กำจัดกากอุตสาหกรรม หรือรีไซเคิลนั้น จะต้องทำงานตามกติกา ตามระเบียบที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้วางไว้ ซึ่งการปฏิบัติงานนั้น ผมได้กำชับให้ทำงานตามกฎหมาย ตามระเบียบหน้าที่อย่างเคร่งครัด วันนี้ถึงได้มีการประสานงานทั้งในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย รวมไปถึงกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และแม้แต่กระทรวงยุติธรรม เพราะว่าถ้าหากมีในกรณีที่เราไม่สามารถเข้าสถานประกอบการได้ เราจำเป็นจะต้องขอหมายศาลในการเข้าตรวจค้น” นายวราวุธ กล่าว


คิกออฟ 2 พ.ย.เป้าหมาย 3,049 แห่ง

นายวราวุธ กล่าวว่า กระทรวงฯ ได้มอบนโยบายสำคัญ 5 ประการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยเริ่มจากการยึดความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบกระบวนการประกอบกิจการตั้งแต่การรับ-ส่งต่อของเสีย ไปจนถึงระบบบำบัดมลพิษอย่างรอบด้าน พร้อมกันนี้ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายเล็กหรือรายใหญ่ หากพบความผิดต้องดำเนินการตามกฎหมายโดยไม่มีการละเว้น เพื่อสร้างระบบอุตสาหกรรมที่เป็นธรรม

นายวราวุธ กล่าวว่า สำหรับการลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานเป้าหมายทั้ง 3,049 แห่งทั่วประเทศ จะต้องเป็นการตรวจสอบเชิงรุกที่จัดลำดับตามความเสี่ยง โดยพุ่งเป้าไปที่โรงงานที่มีประวัติการร้องเรียนหรือมีข้อมูลความผิดปกติ ซึ่งการปฏิบัติงานจะเริ่มต้นอย่างเด็ดขาดในวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน เป็นวันแรก โดยได้จัดเตรียมชุดเฉพาะกิจ 50 ทีม ลงพื้นที่นำร่องใน 5 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ และปราจีนบุรี ควบคู่ไปกับทีมปฏิบัติงานในอีก 71 จังหวัดทั่วประเทศ และจะมีการนำความคืบหน้ามารายงานให้ประชาชนทราบทุกเช้าวันอังคารก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

Advertisement

บังคับใช้ กม.เด็ดขาดยึดทรัพย์-เนรเทศ

นายวราวุธ กล่าวว่า การทำงานครั้งนี้ได้บูรณาการร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กรมควบคุมมลพิษ) กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงยุติธรรม เพื่ออุดช่องโหว่ทางกฎหมาย หากพบความผิดจะไม่ใช่เพียงการเปรียบเทียบปรับแล้วจบเรื่อง แต่จะดำเนินคดีอาญาและคดีทางการเงินให้ถึงที่สุด โดยประสานงานกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงาน ปปง. นำความผิดมูลฐานเรื่องการฟอกเงินและอั้งยี่ซ่องโจรมาใช้ดำเนินคดีไปจนถึงขั้นยึดทรัพย์ รวมถึงหากพบว่าผู้ประกอบการหรือผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติกระทำผิดร้ายแรง จะมีมาตรการเนรเทศออกนอกประเทศทันที นอกจากนี้ เพื่อป้องกันการแทรกแซงหรือเรียกรับผลประโยชน์ ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบแบบ Cross-check โดยการเก็บตัวอย่างของเสียจะต้องส่งตรวจวิเคราะห์ทั้งที่ห้องปฏิบัติการของกรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมควบคุมมลพิษควบคู่กัน

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า ภายใน 2-3 เดือนนี้ กระทรวงฯ เตรียมเสนอแก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกากอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มบทลงโทษให้หนักขึ้น เนื่องจากค่าปรับในปัจจุบันต่ำเกินไป ทำให้ผู้กระทำผิดมองว่าเสี่ยงแล้วคุ้มค่า พร้อมทั้งพิจารณาจัดตั้งกองทุนเพื่อนำเงินมาใช้บำบัดมลพิษและเยียวยาประชาชน ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกำนันผู้ใหญ่บ้าน ร่วมเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นโกดังต้องสงสัยหรือรถบรรทุกเข้าออกผิดปกติ สามารถแจ้งเบาะแสได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านสายด่วน 1564 ของกระทรวงอุตสาหกรรม

กลุ่ม A-B จบใน พ.ย.กลุ่ม C จบ ธ.ค.

นายวราวุธ กล่าวว่า สำหรับการลงพื้นที่ตรวจสอบนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมได้กำหนดกรอบระยะเวลาการทำงานอย่างชัดเจน โดยเร่งให้ตรวจสอบพื้นที่กลุ่ม A จำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ รวมถึงพื้นที่กลุ่ม B อีก 5 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร นครปฐม ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา และสระบุรี ซึ่งล้วนเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่สำคัญ ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2569 ขณะที่พื้นที่กลุ่ม C ซึ่งครอบคลุมอีก 66 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569 พร้อมทั้งต้องรายงานความก้าวหน้าและปัญหาอุปสรรคตามที่กำหนดอย่างต่อเนื่อง

“การปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้ถือเป็นความรับผิดชอบที่สำคัญต่อประเทศ เราต้องแสดงให้เห็นว่ากระทรวงอุตสาหกรรมไม่เพียงแต่สนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจ แต่ยังพร้อมปกป้องความปลอดภัยของชุมชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเชื่อมั่นว่าปฏิบัติการนี้จะช่วยลดปัญหาการจัดการของเสียที่ไม่ถูกต้อง และสร้างความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของกระทรวงอุตสาหกรรมได้อย่างยั่งยืน” นายวราวุธกล่าว