‘วัส’ ชี้ศาลรธน.ควรมีคำสั่ง ‘ไม่รับคำร้อง กกต.’ ปมอำนาจศาลฎีกาคดี สว. ย้ำไม่ใช่ศาลเหนือศาล
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก “วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง” ระบุว่า กกต. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดอำนาจศาลฎีกาได้หรือไม่? วิเคราะห์เหตุไม่รับคำร้อง 2 ประเด็นตามมาตรา 210 (2)
จากรายงานข่าวเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2569 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อให้วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ภายหลังศาลฎีการับคำร้องคัดค้านคุณสมบัติและคำขอให้ทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต. ไว้พิจารณารวม 3 คดี ซึ่งเกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศ 5 ราย นั้น
ประเด็นดังกล่าวได้สะท้อนถึงข้อโต้แย้งทางกฎหมายมหาชนอันแหลมคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โอกาสที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่ง “ไม่รับคำร้อง” ทั้งสองข้อไว้พิจารณา เนื่องจากปัญหาเรื่องหน้าที่และอำนาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ กับข้อโต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาลฎีกานั้น “ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน”
โอกาสที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งไม่รับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้งสองประเด็นไว้พิจารณา มีเหตุผลทางกฎหมายที่น่าพิจารณาอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210 (2) ประกอบมาตรา 44 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561
หัวใจของเรื่องอยู่ที่การแยกให้ออกระหว่าง “ปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ” กับ “ข้อโต้แย้งว่าศาลฎีกามีอำนาจรับคำร้องไว้พิจารณาหรือไม่” เพราะเป็นคนละประเด็นทางกฎหมาย และไม่อาจนำเรื่องหลังมาแปลงให้กลายเป็นเรื่องแรกได้เพียงเพราะ กกต. เห็นว่าการรับคำร้องของศาลฎีกากระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตน
ข้อเท็จจริงที่เป็นที่มาของข้อโต้แย้ง
ก่อนพิจารณาข้อกฎหมาย มีตัวอย่างคำวินิจฉัยของ กกต. ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศในการเลือก สว. ซึ่งสะท้อนให้เห็นลักษณะการใช้อำนาจวินิจฉัยของ กกต. ในทางปฏิบัติ
คำวินิจฉัย กกต. ที่ 249/2567 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2567 กรณีนางแดง กองมา ผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศ กลุ่มที่ 10 ประกอบอาชีพขายเนื้อสุกรในตลาดเอกชนวิชิตสิน อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ มาเป็นเวลา 27 ปี และเป็นกรรมการพัฒนาตลาดสดน่าซื้อมา 20 ปี กกต. เห็นว่าเป็นผู้มีประสบการณ์การทำงานในกลุ่มที่สมัครมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี ตามมาตรา 11 (10) และมาตรา 13 (3) อีกทั้งไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นที่ยืนยันได้ว่ามีการกระทำฝ่าฝืนมาตรา 74
คำวินิจฉัย กกต. ที่ 17/2568 ลงวันที่ 13 มกราคม 2568 กรณีนายสมพาน พละศักดิ์ ผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศ กลุ่มที่ 10 ประกอบอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวมาเป็นเวลา 12 ปี กกต. เห็นว่าเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในกลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่นตามที่กฎหมายกำหนดไม่น้อยกว่า 10 ปี และไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นที่ยืนยันได้ว่ามีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายตามข้อกล่าวหา จึงรับฟังไม่ได้ว่ามีการกระทำฝ่าฝืนมาตรา 11 (10) มาตรา 13 (3) และมาตรา 74 ตามคำร้อง
ตัวอย่างทั้งสองกรณีแสดงให้เห็นว่า กกต. ได้ใช้อำนาจพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม อย่างไรก็ดี การที่ กกต. มีอำนาจวินิจฉัยเรื่องดังกล่าว ไม่ได้ทำให้ข้อวินิจฉัยทุกเรื่องมีผลเป็นที่สุดโดยอัตโนมัติ หรือทำให้ศาลอื่นหมดอำนาจตรวจสอบในทุกกรณี ต้องพิจารณาบทบัญญัติที่ให้อำนาจและผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลประกอบกันด้วย
1.กรอบกฎหมาย: มาตรา 210 (2) ไม่ใช่อำนาจทั่วไปในการชี้ขาดทุกข้อพิพาท
รัฐธรรมนูญมาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจขององค์กรที่รัฐธรรมนูญกำหนด ได้แก่ สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และองค์กรอิสระ
กกต. เป็นองค์กรอิสระ จึงมีสถานะที่จะยื่นคำร้องตามช่องทางนี้ได้ในหลักการ แต่ต้องไม่เข้าใจว่า เมื่อผู้ร้องเป็นองค์กรอิสระแล้ว ข้อโต้แย้งทุกเรื่องที่องค์กรนั้นยกขึ้นจะกลายเป็นปัญหาตามมาตรา 210 (2) โดยอัตโนมัติ
สิ่งที่ศาลต้องพิจารณาคือ เนื้อหาที่ขอให้วินิจฉัยเป็นปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญของ กกต. จริงหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วเป็นการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมายเพื่อจำกัดอำนาจของศาลฎีกา
ส่วนมาตรา 44 เป็นบทบัญญัติกำหนดช่องทางและเงื่อนไขในการเสนอปัญหาตามมาตรา 210 (2) ต่อศาลรัฐธรรมนูญ มิใช่บทบัญญัติที่ขยายอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญให้กว้างเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
2. คำขอข้อที่หนึ่ง: คำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อเป็นที่สุดจริงหรือ?
กกต. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เมื่อผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ มีคำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัครที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามแล้ว คำสั่งดังกล่าวมีความเป็นที่สุด ไม่อาจถูกตรวจสอบได้อีก เว้นแต่กรณีตามมาตรา 63 แห่ง พ.ร.ป.การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561
คำขอนี้มีข้อโต้แย้งสำคัญว่า เป็นการขอให้ศาลวินิจฉัยผลทางกฎหมายของการดำเนินการตาม พ.ร.ป. มากกว่าจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญของ กกต. โดยตรง
(ก)ผู้ใช้อำนาจในขั้นตอนรับสมัครคือผู้อำนวยการเลือกแต่ละระดับ
ผู้มีคำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อในกรณีนี้คือผู้อำนวยการเลือกแต่ละระดับ มิใช่ กกต. ในฐานะองค์กรที่ใช้อำนาจวินิจฉัยโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ
แม้รัฐธรรมนูญมาตรา 224 จะกำหนดให้ กกต. มีหน้าที่จัดหรือดำเนินการให้มีการเลือก สว. และควบคุมดูแลการเลือกให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม แต่ไม่ได้หมายความว่าการกระทำทุกขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติตามกฎหมายจะกลายเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญทั้งหมด
จึงต้องแยกให้ชัดว่า กกต. กำลังขอให้ศาลวินิจฉัยขอบเขตอำนาจตามรัฐธรรมนูญของตน หรือกำลังขอให้ศาลรับรองว่าคำสั่งของเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.ป. มีผลเป็นที่สุดเพียงใด ซึ่งเป็นคนละประเด็นกัน
(ข) การประกาศรายชื่อไม่ได้ทำให้ข้อเท็จจริงเรื่องคุณสมบัติกลายเป็นเรื่องที่โต้แย้งไม่ได้ตลอดไป
การที่ผู้สมัครได้รับการประกาศรายชื่อ ไม่ได้หมายความว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามจะไม่อาจถูกตรวจสอบอีกเลย
การที่กฎหมายกำหนดช่องทางคัดค้านไว้เฉพาะบางกรณี ก็ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าได้ตัดอำนาจตรวจสอบในทุกกรณีอื่นโดยปริยาย
การจะวินิจฉัยว่าคำสั่งรับสมัครเป็นที่สุดหรือไม่ จึงต้องพิจารณาบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ลักษณะของการใช้อำนาจ และสิทธิของบุคคลที่ได้รับผลกระทบเป็นรายกรณี ไม่ใช่สรุปเป็นหลักทั่วไปว่าไม่มีองค์กรใดตรวจสอบได้อีก เว้นแต่ศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 63 เท่านั้น
(ค) ยังไม่ปรากฏปัญหาขัดแย้งเชิงอำนาจตามรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน
แม้ปัญหาตามมาตรา 210 (2) ไม่จำเป็นต้องเป็นข้อพิพาทระหว่างองค์กรเสมอไป แต่ก็ต้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจขององค์กรที่รัฐธรรมนูญระบุไว้ มิใช่เพียงมีคดีอยู่ในศาลอื่นแล้ว กกต. ไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่ศาลนั้นรับพิจารณา จึงนำข้อโต้แย้งเรื่องการตีความกฎหมายมาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแทน
กกต. จึงต้องแสดงให้ได้ว่า การดำเนินการของศาลฎีกากระทบต่อขอบเขตอำนาจตามรัฐธรรมนูญของ กกต. โดยตรง มิใช่เพียงมีข้อโต้แย้งว่าคำสั่งรับสมัครควรมีผลเป็นที่สุดตามการตีความ พ.ร.ป. เท่านั้น
3. คำขอข้อที่สอง: คำวินิจฉัย กกต. ตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 เป็นที่สุดหรือไม่?
คำขอข้อที่สองมีปัญหาที่น่าสนใจยิ่งกว่า เพราะมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความเข้าใจในตัวบทกฎหมายตั้งแต่ต้น
(ก)มาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 ไม่ได้บัญญัติให้คำวินิจฉัยยกคำร้องของ กกต. เป็นที่สุด
สาระสำคัญของมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 เป็นเรื่องการที่ กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาในกรณีที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือ เป็นบทบัญญัติที่กำหนดกระบวนการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกา มิใช่บทบัญญัติที่บัญญัติให้คำวินิจฉัยของ กกต. ที่ยกคำร้องหรือไม่ดำเนินการต่อ เป็นที่สุด
ดังนั้น การขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า “คำวินิจฉัยของ กกต. ตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 เป็นที่สุด” จึงมีปัญหาว่า สิ่งที่ขอให้ศาลวินิจฉัยนั้นไม่ได้มีฐานะเป็นคำวินิจฉัยตามบทบัญญัติทั้งสองตามที่คำร้องกล่าวอ้าง
ยิ่งไปกว่านั้น การที่ กกต. ตัดสินใจว่าจะยื่นหรือไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา กับการที่ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาคำร้องที่มีผู้ยื่นต่อศาล เป็นคนละประเด็นกัน
การวินิจฉัยว่าศาลฎีกามีเขตอำนาจหรือไม่ ต้องพิจารณาจากบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลโดยตรง มิใช่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญประกาศความเป็นที่สุดของการตัดสินใจของ กกต. แล้วนำผลนั้นไปผูกมัดศาลฎีกา
(ข) เป็นการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเขตอำนาจของศาลฎีกาโดยอ้อม
เมื่อพิจารณาคำร้องทั้งฉบับ จะเห็นว่าเป้าหมายสำคัญของคำขอข้อที่สองมิใช่เพียงต้องการทราบขอบเขตอำนาจของ กกต. แต่ต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ศาลฎีกาไม่มีอำนาจรับคำร้องที่บุคคลอื่นยื่นขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร หรือขอให้ทบทวนการวินิจฉัยของ กกต.
แต่รัฐธรรมนูญมาตรา 210 (2) มิได้กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของศาลฎีกาไว้ในฐานะองค์กรที่อยู่ในรายการดังกล่าว
การที่ กกต. อ้างว่าการรับคำร้องของศาลฎีกากระทบต่ออำนาจของตน จึงยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยว่าศาลฎีกามีเขตอำนาจหรือไม่ เพราะนั่นเท่ากับใช้มาตรา 210 (2) เป็นช่องทางให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้าไปตรวจสอบหรือจำกัดการใช้อำนาจตุลาการของศาลอื่น ซึ่งไม่ใช่วัตถุประสงค์ของบทบัญญัตินี้
(ค) เป็นปัญหาการตีความและใช้บังคับกฎหมายในคดีที่อยู่ต่อหน้าศาลฎีกา
หากข้อพิพาทที่แท้จริงคือ มาตรา 22 มาตรา 23 มาตรา 60 มาตรา 62 หรือ
มาตรา 63 แห่ง พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว. ให้อำนาจบุคคลใดยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาได้บ้าง และศาลฎีกามีอำนาจตรวจสอบได้เพียงใด ประเด็นเหล่านี้เป็นปัญหาการตีความและใช้บังคับกฎหมายในคดีที่อยู่ต่อหน้าศาลฎีกา
การนำปัญหาดังกล่าวมาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในฐานะปัญหาหน้าที่และอำนาจของ กกต. จึงมีลักษณะเป็นการใช้มาตรา 210 (2) เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ตีความกฎหมายแทนศาลที่กำลังพิจารณาคดีอยู่
4. เหตุใดคำร้องจึงอาจไม่ผ่านเงื่อนไขมาตรา 44 ประกอบมาตรา 7 (2)
มาตรา 44 ประกอบมาตรา 7 (2) แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 กำหนดช่องทางและเงื่อนไขการยื่นคำร้องเกี่ยวกับปัญหาหน้าที่และอำนาจตามมาตรา 210 (2) โดยต้องเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว และต้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจขององค์กรตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
เมื่อนำหลักดังกล่าวมาพิจารณาคำร้องของ กกต. จึงมีข้อโต้แย้งได้สองชั้น
1. ปัญหาที่ขอให้วินิจฉัยไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจตามรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่เป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับผลทางกฎหมายของคำสั่งรับสมัคร และการตีความบทบัญญัติของ พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว. ว่าคำสั่งหรือการวินิจฉัยของ กกต. มีผลเป็นที่สุดเพียงใด
2. คำร้องไม่ได้แสดงปัญหาหน้าที่และอำนาจของ กกต. ให้แยกออกจากข้อโต้แย้งในคดีของศาลฎีกาได้อย่างชัดเจน เพราะสาระสำคัญคือการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าศาลฎีกามีอำนาจรับคำร้องของบุคคลอื่นหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับเขตอำนาจและการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลฎีกา มิใช่การขอให้วินิจฉัยขอบเขตอำนาจของ กกต. โดยตรง
แน่นอนว่า กกต. อาจโต้แย้งได้ว่า เมื่อศาลฎีการับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว ปัญหาก็เกิดขึ้นจริงและกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. มิใช่การหารือล่วงหน้า
แต่ข้อโต้แย้งดังกล่าวยังไม่ตอบคำถามสำคัญว่า แม้ปัญหาจะเกิดขึ้นจริงแล้ว แต่เป็นปัญหาประเภทที่มาตรา 210 (2) ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่ เพราะการเกิดข้อโต้แย้งขึ้นจริง ไม่ได้ทำให้ข้อโต้แย้งทุกประเภทกลายเป็นปัญหาตามมาตรา 210 (2) ไปทั้งหมด
บทสรุป: ศาลรัฐธรรมนูญไม่ควรกลายเป็นศาลเหนือศาล
ประเด็นสำคัญที่สุดของเรื่องนี้จึงไม่ใช่ว่า กกต. มีอำนาจจัดการเลือก สว. หรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 224 บัญญัติหน้าที่ดังกล่าวไว้ชัดเจนอยู่แล้ว แต่เป็นคำถามว่า กกต. สามารถใช้มาตรา 210 (2) เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญรับรองความเป็นที่สุดของการใช้อำนาจของตน และวินิจฉัยจำกัดเขตอำนาจของศาลฎีกาได้หรือไม่
มาตรา 210 (2) ไม่ใช่ช่องทางให้ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่เป็นศาลอุทธรณ์คำสั่งของศาลฎีกา หรือเป็นศาลชี้ขาดเขตอำนาจของศาลอื่น ขณะที่มาตรา 44 ก็เป็นเพียงช่องทางนำปัญหาที่เข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณา มิใช่บทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้นจากที่รัฐธรรมนูญกำหนด
ยิ่งคำขอข้อที่สองยังมีปัญหาการอ้างมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 ในฐานะบทบัญญัติว่าด้วยความเป็นที่สุดของคำวินิจฉัย กกต. ทั้งที่เนื้อหาของมาตราดังกล่าวเป็นเรื่องกระบวนการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ก็ยิ่งเป็นข้อบกพร่องที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง
ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ จึงมีน้ำหนักทางกฎหมายที่จะเห็นว่า คำร้องทั้งสองข้อยังไม่เข้าเงื่อนไขการเป็นปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210 (2) และไม่อาจอาศัยมาตรา 44 ประกอบมาตรา 7 (2) เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในลักษณะดังกล่าวได้
ศาลรัฐธรรมนูญจึงควรมีคำสั่งไม่รับคำร้องทั้งสองข้อไว้พิจารณา เพื่อรักษาขอบเขตอำนาจของแต่ละองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และไม่ทำให้กระบวนการตามมาตรา 210 (2) กลายเป็นช่องทางให้ศาลหนึ่งเข้าไปวินิจฉัยหรือจำกัดอำนาจของอีกศาลหนึ่งโดยอ้อม



