‘ปชน.’ จี้ ‘รัฐบาล’ ยุบศูนย์ CI แฉเมียนมาเก็บภาษี 2% บังคับโอนรายได้ 25% ชี้เงินไหลออกนอกประเทศกว่า 8.3 หมื่นล้านบาทต่อปี เสนอไทยขึ้นทะเบียนแรงงานเอง
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ นายสหัสวัต คุ้มคง ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาชน แถลงเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการดำเนินงานของศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคล (CI) สำหรับแรงงานเมียนมาในประเทศไทย โดยเสนอให้ปรับระบบบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของไทย คุ้มครองนายจ้าง และสิทธิแรงงาน
โดย นายอนุสรณ์กล่าวว่า เราต้องการให้รัฐบาลไทยทบทวนบทบาทและการดำเนินงานของศูนย์ CI เนื่องจากได้รับข้อร้องเรียนจากกลุ่มนายจ้าง ผู้ประกอบการ และแกนนำแรงงาน เกี่ยวกับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นผิดปกติ รวมถึงเงื่อนไขการเรียกเก็บเงินที่มีลักษณะเอารัดเอาเปรียบ โดยเฉพาะข้อกังวลว่ารัฐบาลทหารเมียนมาเข้ามามีบทบาทกำกับควบคุมกระบวนการออกเอกสารบนแผ่นดินไทย

นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีข้อกล่าวอ้างว่ารัฐบาลทหารเมียนมาใช้กระบวนการ CI เป็นช่องทางเรียกเก็บเงินจากแรงงาน ทั้งการจัดเก็บภาษี 2% และบังคับโอนรายได้กลับประเทศ 25% ผ่านช่องทางที่กำหนด รวมถึงใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ต่ำกว่าตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้แรงงานเสียประโยชน์และไม่มีอำนาจต่อรอง จึงต้องตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย ตลอดจนความสอดคล้องกับความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างไทยกับเมียนมา
นายอนุสรณ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับผลกระทบทางเศรษฐกิจนั้น การบังคับโอนเงินกลับประเทศอย่างน้อย 25% ทำให้แรงงาน 1 คน ต้องโอนเงินออกไปเฉลี่ยปีละ 31,200-36,000 บาท หากคำนวณจากแรงงานเมียนมาในระบบกว่า 2 ล้านคน จะมีเม็ดเงินไหลออกประมาณ 72,000 ล้านบาทต่อปี
นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการจัดเก็บภาษี 2% ทำให้แรงงานต้องจ่ายเฉลี่ยปีละ 2,500-2,900 บาท คิดเป็นเงินประมาณ 5,800 ล้านบาทต่อปี ขณะที่กระบวนการจัดทำเอกสาร CI ยังมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จากค่าจองคิว 2,660 บาท ค่าธรรมเนียมเข้าศูนย์ 1,200 บาท และค่าเอกสารสลิปโอนเงินกลับประเทศอีก 1,200 บาท รวมเป็น 5,060 บาทต่อคน เมื่อคำนวณจากแรงงานที่ต้องถือและต่ออายุเอกสาร CI ประมาณ 800,000-1 ล้านคน จะมีเม็ดเงินในกระบวนการนี้อย่างน้อย 5,000 ล้านบาทต่อรอบเอกสาร โดยประเทศไทยอาจสูญเสียเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 83,000 ล้านบาทต่อปี หรืออาจจะมากกว่านั้น
นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลไทยไม่ควรปล่อยให้กลไกของรัฐบาลทหารเมียนมาเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากแรงงานบนแผ่นดินไทย และไม่ควรให้ความร่วมมือกับกระบวนการที่อาจนำเงินไปสนับสนุนการทำสงครามและการปราบปรามประชาชน แต่ควรใช้กลไกทางการทูตผลักดันให้เมียนมาเกิดสันติภาพและฟื้นฟูประชาธิปไตย ทั้งนี้ ขอเสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 4 ข้อ ได้แก่ 1.ยกเลิกและทบทวนการดำเนินงานของศูนย์ CI เปลี่ยนมาใช้ระบบขึ้นทะเบียนแรงงานที่ประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการหลัก โดยสามารถใช้ระบบบัตรสีชมพูในการบริหารจัดการได้
นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า 2.คัดค้านการจัดเก็บภาษีและบังคับโอนเงินที่ไม่เป็นธรรม พร้อมให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงานตรวจสอบการเรียกเก็บภาษี 2% การบังคับโอนรายได้ 25% ช่องทางการรับเงิน และอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงตรวจสอบความสอดคล้องกับข้อตกลงภาษีซ้อนระหว่างไทยกับเมียนมา 3.ยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงานข้ามชาติอย่างเป็นรูปธรรม และ 4.จัดทำฐานข้อมูลแรงงานข้ามชาติเชิงรุก และปรับโครงสร้างตลาดแรงงานให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ข้อเสนอทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทย เศรษฐกิจไทย และผู้ประกอบการไทย ควบคู่กับการเคารพสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงานของแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานและสร้างประโยชน์ให้กับประเทศ
ด้าน นายสหัสวัต กล่าวว่า ข้อเสนอให้ยกเลิกศูนย์ CI ไม่ได้มาจากแรงงานข้ามชาติเพียงกลุ่มเดียวตามที่เป็นข่าว แต่ยังมาจากเครือข่ายผู้ประกอบการและนายจ้างจำนวนมาก ซึ่งเคลื่อนไหวเรียกร้องให้กระทรวงแรงงานทบทวนและยกเลิกศูนย์ CI มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2568 สะท้อนว่าศูนย์ CI มีปัญหาในการดำเนินงานจริง โดยเฉพาะภาระค่าใช้จ่ายที่สูงถึงหลักหมื่นบาทต่อแรงงานหนึ่งคน และท้ายที่สุดผู้ที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่คือนายจ้าง เนื่องจากแรงงานไม่มีเงินเพียงพอที่จะจ่ายเอง
นายสหัสวัต กล่าวต่อว่า ปัญหาของศูนย์ CI จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องระหว่างแรงงานเมียนมากับรัฐบาลเมียนมา แต่เป็นกรณีที่รัฐบาลเมียนมาเข้ามาใช้อำนาจและกลไกบนแผ่นดินไทย เพื่อดึงเงินจากนายจ้างไทยไปสู่รัฐบาลทหารเมียนมา โดยปัญหาของศูนย์ CI มีหลายระดับ ตั้งแต่ปัญหาคิวผี แม้แรงงานจะจ่ายเงินจองคิวผ่านร้านสะดวกซื้อแล้ว แต่เมื่อเดินทางไปถึงศูนย์ยังถูกเรียกถามว่าจองคิวหน้าศูนย์หรือไม่ และต้องจ่ายเงินเพิ่มเติมให้กับผู้ดูแลคิว
นายสหัสวัต กล่าวต่อว่า ส่วนข้อกล่าวหาว่าพรรคประชาชนมีท่าทีสนับสนุนรัฐบาลเมียนมานั้น ตนยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะข้อเสนอของพรรคเป็นการเรียกร้องให้ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทย โดยเห็นว่ารัฐบาลไทยควรพิจารณายกเลิกศูนย์ CI และเปลี่ยนมาใช้ระบบขึ้นทะเบียนแรงงานฝ่ายเดียวโดยประเทศไทย เนื่องจากไทยมีศักยภาพและเคยดำเนินการมาแล้วหลายครั้ง
นายสหัสวัต กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ปัจจุบันสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) มีระบบจัดเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลของแรงงานข้ามชาติผ่านเทคโนโลยีไบโอเมตริก ทั้งลายนิ้วมือ ม่านตา และใบหน้า ทำให้สามารถตรวจสอบและยืนยันตัวตนของแรงงานที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยได้ตั้งแต่ต้น โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาศูนย์ CI
นายสหัสวัต กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเคยใช้ระบบขึ้นทะเบียนแรงงานฝ่ายเดียวมาแล้วหลายครั้ง เช่น ในปี 2547 และปี 2558 ตามคำสั่ง คสช. รวมถึงในอดีตช่วงที่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศจีน ซึ่งบรรพบุรุษชาวจีนที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยก็ผ่านกระบวนการขึ้นทะเบียนโดยฝ่ายไทย ไม่ได้ต้องให้ทางการจีนเข้ามาดำเนินการพิสูจน์สัญชาติ
นายสหัสวัต กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะขึ้นทะเบียนและบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติด้วยตนเอง จึงควรทบทวนและยกเลิกศูนย์ CI เพื่อปกป้องอำนาจอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศไทย


