นพ.เปรมศักดิ์ เผยได้รับหนังสือชี้แจงจาก ‘ผอ.ไทยพีบีเอส’ ปมผู้บริหารรับค่ารถเหมาจ่าย แต่ใช้รถส่วนกลาง พร้อมตั้งคำถามถึงการตรวจสอบของ สตง. และการจ้างบริษัทเดิมด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงนับ 10 ปี
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ ส.ว. กล่าวว่า ตนได้รับหนังสือชี้แจงจากนายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ตอบข้อซักถามเกี่ยวกับการดำเนินงานขององค์กร ทั้งกรณีผู้บริหารรับเงินค่าพาหนะเหมาจ่ายรายเดือนแต่ยังใช้รถส่วนกลาง และการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงกับผู้ประกอบการรายเดิมอย่างต่อเนื่อง
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า เรื่องดังกล่าวสืบเนื่องจากการประชุมวุฒิสภาเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายและฝ่ายบริหารไทยพีบีเอสเข้าชี้แจงรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2568 โดยตนได้อภิปรายซักถามกรณีผู้บริหาร 2 ราย ได้รับค่าพาหนะเหมาจ่ายแล้ว แต่ยังเบิกใช้รถส่วนกลางตามที่ปรากฏเป็นข่าว และขอให้ไทยพีบีเอสตอบเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 30 วัน
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ หนังสือชี้แจงที่ได้รับมีความยาวกว่า 2 หน้า ครอบคลุม 3 ประเด็น โดยมี 2 ประเด็นสำคัญที่ตนยังติดใจ ได้แก่ การใช้รถส่วนกลางของผู้บริหารที่ได้รับเงินค่าพาหนะ และการจัดซื้อจัดจ้างกับผู้ประกอบการรายเดิมด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง ส่วนเรื่องรถส่วนกลางนายวันชัยชี้แจงผลการสอบข้อเท็จจริงว่า ผู้บริหาร 2 ราย ซึ่งได้รับค่าพาหนะเหมาจ่ายเดือนละ 27,000 บาท และ 15,000 บาท ใช้รถส่วนกลางเพื่อปฏิบัติภารกิจที่เป็นประโยชน์ต่อไทยพีบีเอส เช่น การพบปะแหล่งข่าวและการเข้ารับการฝึกอบรมที่องค์กรอนุมัติ ไม่ได้มีเจตนาทุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ตนยังมีข้อสงสัยต่อคำอธิบายดังกล่าว โดยอ้างถึงรายงานข่าวว่า เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีหนังสือถึงกรรมการนโยบายทั้งปัจจุบันและอดีต รวมถึงนายวันชัย และ น.ส.วิลาสินี พิพิธกุล อดีตผู้อำนวยการไทยพีบีเอส ให้ชี้แจงเหตุผล ความจำเป็น และแสดงพยานหลักฐานเกี่ยวกับการใช้รถส่วนกลางในปีงบประมาณ 2564–2568 แต่ประเด็นที่ตนต้องการคำตอบคือ เหตุใดไทยพีบีเอสจึงไม่ได้ออกระเบียบการใช้รถส่วนกลาง ทั้งที่ตามข้อมูลที่ตนอ้างถึง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเคยมีหนังสือตอบข้อหารือของ ส.ส.ท. ตั้งแต่ปี 2562 แนะนำให้จัดทำระเบียบดังกล่าว
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ตนขอตั้งข้อสังเกตว่า การไม่กำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนอาจเปิดช่องให้ผู้บริหารหลายระดับ ตั้งแต่ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ ผู้อำนวยการสำนัก และผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนัก ซึ่งได้รับค่าพาหนะเหมาจ่ายอยู่แล้ว แต่ยังใช้รถส่วนกลางในภารกิจต่าง ๆ และอาจทำให้องค์กรเสียหายเป็นเงินนับล้านบาท และจากข้อมูลผลตรวจสอบเบื้องต้นที่ตนติดตาม มีประเด็นการใช้รถและรับประโยชน์ซ้ำซ้อน ซึ่งอาจนำไปสู่การให้ไทยพีบีเอสเรียกเงินคืนจากผู้เกี่ยวข้อง
“ส่วนใครจะเข้าข่ายบกพร่องต่อหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นกรรมการนโยบายหรือฝ่ายบริหาร รวมถึงผู้ใดจะต้องคืนค่าใช้จ่าย ยังต้องรอความชัดเจนจากกระบวนการตรวจสอบ และหากผลตรวจสอบพบการกระทำที่ไม่ถูกต้อง นายวันชัยจะรับผิดชอบอย่างไร หลังยืนยันว่า การใช้รถส่วนกลางของผู้บริหารทั้ง 2 รายเป็นไปเพื่อภารกิจขององค์กรและไม่มีเจตนาทุจริต” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า หนังสือของนายวันชัยยังระบุว่า ปัจจุบันไทยพีบีเอสได้ประกาศใช้ระเบียบว่าด้วยรถส่วนกลาง พ.ศ.2569 กำหนดหลักเกณฑ์การใช้รถ โดยห้ามผู้ที่ได้รับค่าพาหนะเหมาจ่ายใช้รถส่วนกลาง แต่ยังมีข้อยกเว้นบางกรณี ตนจึงเรียกร้องให้ไทยพีบีเอสเผยแพร่ระเบียบฉบับเต็มผ่านเว็บไซต์และเฟซบุ๊ก เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่า หลักเกณฑ์ วิธีการใช้รถ และข้อยกเว้นกำหนดไว้อย่างไร โดยเห็นว่าข้อมูลดังกล่าวควรเปิดเผยต่อสาธารณะเช่นเดียวกับระเบียบการใช้รถของหน่วยงานรัฐอื่น ๆ ไม่ควรจำกัดการรับรู้เฉพาะบุคลากรภายในองค์กร ส่วนประเด็นการจัดซื้อจัดจ้าง นายวันชัยยืนยันในหนังสือว่า ไทยพีบีเอสดำเนินการด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงอย่างถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง แต่ตนยังต้องการคำอธิบายถึงเหตุผลและความคุ้มค่าของการว่าจ้างผู้ประกอบการรายเดิมอย่างต่อเนื่อง
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ข้อมูลผลตรวจสอบของ สตง. ที่สื่อนำเสนอเกี่ยวกับการว่าจ้างบริษัท พีเอ็นวาย โปรดักส์ชั่น จำกัด ร่วมผลิตรายการ “ข่าวเจาะย่อโลก” และ “ห้องข่าวไทยพีบีเอส” โดยตั้งข้อสังเกตว่า ราคาจ้างต่อตอนค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับขอบเขตงานที่ตนเข้าใจว่า บริษัทไม่ได้ผลิตรายการทั้งหมด แต่รับผิดชอบเพียงงานบางส่วน รวมถึงการตัดต่อ จึงขอตั้งคำถามว่า การว่าจ้างบริษัทเดิมต่อเนื่องเกือบ 10 ปี มีเหตุผลรองรับการใช้วิธีเฉพาะเจาะจงอย่างไร เป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนหรือมีเงื่อนไขอื่นใด และมีผู้ประกอบการที่สามารถรับงานลักษณะนี้ได้เพียงรายเดียวในประเทศไทยจริงหรือไม่

