โฆษก สมช. แจง ประชุมรับมือสถานการณ์ แค่เตรียมพร้อม ไทยยังไม่มีสัญญาณเผชิญวิกฤต ยัน ไม่ได้เป็นเป้าโจมตีไซเบอร์โดยตรง แต่ต้องเฝ้าระวัง ย้ำ มีแผนรองรับสถานการณ์เฉพาะด้านของทุกหน่วยอยู่แล้ว
เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 4 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิชญเดช โอสถานนท์ โฆษกสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แถลงผลการประชุมส่วนราชการและภาควิชาการที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาแผนรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจากปัญหาความมั่นคงในตะวันออกกลาง ที่มี พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการ สมช.เป็นประธานว่า สมช.ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาควิชาการมาร่วมประชุม เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่อาจเกิดขึ้น โดยสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ที่ประชุมได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนความเห็น นอกจากนี้ ยังมีสถานการณ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคอื่น ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยด้วย
นายพิชญเดช กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามปกติของภาครัฐในการเตรียมความพร้อมและทบทวนแนวทางการบริหารจัดการสถานการณ์ตามแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความเข้าใจและสามารถประสานการปฏิบัติงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีประเด็นสำคัญอยู่ 3 เรื่อง ดังนี้ 1.การติดตามและประเมินสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยซึ่งที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาสถานการณ์ความมั่นคงระหว่างประเทศและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศไทยในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ พลังงาน ความปลอดภัยของประชาชน ตลอดจนความมั่นคงทางไซเบอร์และระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ โดย สมช.ได้ดำเนินการประสานและบูรณาการข้อมูลมูลในภาพรวม เพื่อให้การประเมินสถานการณ์และการกำหนดแนวทางรองรับเป็นไปอย่างรอบด้านและสอดคล้องกัน

นายพิชญเดช กล่าวว่า ที่ประชุมได้ประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น กรณีสถานการณ์ยกระดับถึงขั้นสูงสุด โดยแบ่งเป็นผลกระทบตรงและทางอ้อม ดังนี้ ผลกระทบทางตรง โดยเฉพาะความปลอดภัยของแรงงานไทยและพลเมืองไทยที่พำนักหรือประกอบอาชีพอยู่ในประเทศแถบตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก โดยกระทรวงการต่างประเทศร่วมกับหน่วยงานด้านความมันคง โดยเฉพาะกองทัพได้มีการเตรียมแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงแผนอพยพและให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่เสี่ยงไว้แล้ว เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงทีหากสถานการณ์มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเส้นทางการเดินเรือพาณิชย์ไทยในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลความปลอดภัยของลูกเรือและผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทย
นายพิชญเดช กล่าวว่า ส่วนผลกระทบทางอ้อม โดยเฉพาะผลกระทบด้านเศรษฐกิจและพลังงาน เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งอาจส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องเป็นห่วงโซ่ ทั้งต้นทุนการขนส่ง ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ตลอดจนต้นทุนและราคาสินค้าเกษตร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม สำหรับความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง แม้ปัจจุบันยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าไทยจะตกเป็นเป้าหมายการโจมตีโดยตรง ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมความพร้อมรับมือกับภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้น
โฆษก สมช. กล่าวว่า 2. การเตรียมความพร้อมและการประสานการปฏิบัติระหว่างหน่วยงาน โดยประเทศไทยมีแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติและแผนบริหารวิกฤตการณ์ (พ.ศ.2566 – 2570) รวมถึงแผนรองรับสถานการณ์เฉพาะด้านของหน่วยงานต่าง ๆ อยู่แล้ว ซึ่งกำหนดบทบาทหน้าที่และแนวทางการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องไว้ในแต่ละระดับ การประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันทบทวนและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติ เพื่อให้การประสานงานระหว่างหน่วยงานมีความชัดเจนและสามารถดำเนินการร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งที่ประชุมได้ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมในทุกระดับ ตั้งแต่การติดตามและประเมินสถานการณ์ การประสานงานระหว่างหน่วยงานในส่วนกลางและระดับพื้นที่การเตรียมทรัพยากรและบุคลากร ตลอดจนการบริหารจัดการสถานการณ์และการดูแลประชาชนหากมีเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบเกิดขึ้น
โฆษก สมช. กล่าวว่า และ 3.การสื่อสารข้อมูลข่าวสารและการสร้างความเข้าใจกับประชาชน เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ประชุมและ สมช. ให้ความสำคัญ เนื่องจากในปัจจุบันข้อมูลข่าวสารมีการเผยแพร่อย่างรวดเร็ว และประชาชนอาจได้รับข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง ซึ่งบางครั้งอาจมีข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นที่แตกต่างกัน ดังนั้น สมช. จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การสื่อสารข้อมูลเป็นระบบ และประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน ทันต่อสถานการณ์ รวมทั้งเข้าใจถึงแนวทางการดำเนินงานของภาครัฐ
โฆษก สมช. กล่าวว่า ตนขอเน้นย้ำว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นการดำเนินงานด้านการเตรียมความพร้อมของภาครัฐตามกรอบแผนและกลไกที่มีอยู่ ไม่ได้เป็นการประกาศเตือนภัยหรือการส่งสัญญาณว่า ประเทศไทยกำลังจะเผชิญสถานการณ์วิกฤตแต่อย่างใด แต่เป็นการดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแนวทางและกลไกที่สามารถนำมาใช้บริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม หากมีความจำเป็น โดย สมช. จะนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากการประชุมครั้งนี้ประกอบการพัฒนาแผนและแนวทางปฏิบัติให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ด้วย สำหรับประชาชน ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ทั้งนี้ หากมีข้อมูลหรือคำแนะนำที่จำเป็น หน่วยงานที่รับผิดชอบจะสื่อสารให้ประชาชนทราบอย่างชัดเจน ท้ายที่สุด ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของประเทศในทุกมิติ

