ปชน. ชี้เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ พลิกดุลอำนาจสภาคานฝ่ายบริหาร จี้ ‘รัฐบาลไทย’ วางยุทธศาสตร์ใหม่ ใช้โอกาสเจรจาลดอุปสรรคภาษี-ดึงลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง
เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน นายนฤพล เลิศปัญญาโรจน์ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน กล่าวถึงผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา ซึ่งพรรคเดโมแครตสามารถสร้างปรากฏการณ์พลิกกลับมาคว้าชัยชนะและครองเสียงข้างมากได้สำเร็จทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านดุลอำนาจครั้งสำคัญของสหรัฐฯ โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่า ปัจจัยชี้ขาดมาจากปัญหาค่าครองชีพของประชาชน ทั้งราคาพลังงาน ค่าอาหาร ค่าที่อยู่อาศัย และค่ารักษาพยาบาล ตลอดจนความกังวลต่อทิศทางการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ
นายนฤพล กล่าวต่อว่า ซึ่งชัยชนะของพรรคเดโมแครตในสองสภาจึงสะท้อนถึงเจตจำนงของประชาชนที่ต้องการเพิ่มการตรวจสอบฝ่ายบริหาร อย่างไรก็ตาม การครองเสียงข้างมากของฝ่ายนิติบัญญัติไม่ได้หมายความว่าจะสามารถยกเลิกนโยบายของประธานาธิบดีได้ทั้งหมด เนื่องจากประธานาธิบดียังคงมีอำนาจฝ่ายบริหารและมีสิทธิยับยั้งกฎหมาย (Veto) ซึ่งการจะคว่ำการยับยั้งดังกล่าวจำเป็นต้องใช้เสียงสนับสนุนถึง 2 ใน 3 ของทั้งสองสภา
นายนฤพล กล่าวอีกว่า สำหรับประเทศไทย สิ่งที่รัฐบาลต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดและเตรียมความพร้อมในเชิงรุกคือ ทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกหลักอันดับต้นๆ ของไทย โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา มูลค่าการค้ารวมด้านสินค้าและบริการระหว่างสองประเทศสูงถึงประมาณ 118,300 ล้านดอลลาร์ โดยสหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจากไทยราว 91,300 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าต่อไทยสูงถึงประมาณ 71,700 ล้านดอลลาร์ ความเปลี่ยนแปลงของนโยบายการค้าในสหรัฐฯ จึงส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกและห่วงโซ่อุปทานการผลิตของไทยโดยตรงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

นายนฤพล กล่าวด้วยว่า ประเด็นสำคัญที่สุดคือมาตรการภาษีนำเข้าตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ซึ่งสหรัฐฯ ได้กำหนดอัตราภาษีสำหรับสินค้าจากประเทศไทยไว้ที่ 12.5% โดยมีสินค้าบางรายการที่ได้รับการยกเว้นตามเงื่อนไข การที่พรรคเดโมแครตเข้ามาคุมเสียงข้างมากในสภาคองเกรสจะส่งผลให้มาตรการทางภาษีของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะการใช้มาตรการภาษีตามกฎหมายการค้า เช่น มาตรา 301 ถูกตรวจสอบอย่างหนักหน่วง ทั้งในแง่ฐานอำนาจทางกฎหมาย ความโปร่งใส และผลกระทบต่อผู้บริโภคชาวอเมริกัน เพราะการขึ้นภาษีนำเข้าย่อมทำให้ราคาสินค้าในสหรัฐฯ สูงขึ้นตามไปด้วย ผู้ส่งออกไทยจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยต้องอาศัยจังหวะนี้ในการเดินหน้าเจรจาเพื่อผลักดันให้สหรัฐฯ ทบทวนและปรับลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่จำเป็น
นายนฤพล กล่าวต่อว่า ในอีกด้านหนึ่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้ เปิดหน้าต่างโอกาสให้ไทยสามารถทบทวนและต่อยอดความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการลงทุนกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และพลังงานสะอาด ซึ่งการจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเหล่านี้ได้จริง ประเทศไทยต้องมีความพร้อมภายในทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐาน ต้นทุนพลังงานที่ไม่แพงเกินไป ทักษะแรงงาน และกฎระเบียบที่ส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่เพียงหวังพึ่งพาจังหวะทางการเมืองของประเทศมหาอำนาจเพียงอย่างเดียว
นายนฤพล กล่าวต่อว่า ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนนั้น การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองมหาอำนาจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเรื่องการค้า แต่ยังครอบคลุมถึงเทคโนโลยี ความมั่นคง และอิทธิพลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องรักษาสมดุลทางการทูตอย่างชาญฉลาด พร้อมกำหนดจุดยืนที่ชัดเจนบนพื้นฐานของผลประโยชน์ของชาติ ทั้งความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการส่งเสริมมนุษยธรรมในภูมิภาค
นายนฤพล กล่าวด้วยว่า สิ่งที่รัฐบาลไทยต้องเร่งลงมือทำทันทีคือ การวางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ ทั้งการเจรจาทางการค้าเชิงรุกเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ส่งออก การเร่งกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดภูมิภาคอื่น การช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ตลอดจนการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย
นายนฤพล กล่าวอีกว่า ตนขอตั้งคำถามส่งตรงไปยังรัฐบาลว่า ปัจจุบันมีแผนงานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมในการรับมือแล้วหรือยัง เพื่อสร้างหลักประกันว่าประเทศไทยจะไม่เป็นเพียงผู้ที่คอยตั้งรับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของโลก แต่สามารถเปลี่ยนความท้าทายนี้ให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างประโยชน์สูงสุดแก่เศรษฐกิจและพี่น้องประชาชนไทยได้อย่างแท้จริง

