หน้าแรก การเมือง ภัทรพงษ์ ฉะเฮ...

ภัทรพงษ์ ฉะเฮ้ง นิยามเรื่องด่วนสวนความจริง ชงแก้สารพิษปราจีนปลายเดือนพ.ย. จี้นายกฯใช้ ม.9-10 ทันที

6.11.26 | 09:28 น.

‘ภัทรพงษ์’ ฉะ ‘สุชาติ’ นิยามเรื่องด่วนสวนความจริง ปล่อยมลพิษปราจีนฯลุกลาม จี้ ‘นายกฯ’ ใช้ ม.9-10 สั่งการแก้วิกฤตทันที อย่าปล่อย ปชช.รอ

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เตรียมเสนอเรื่องปัญหามลพิษทางน้ำจากกากอุตสาหกรรมใน จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วน เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) อย่างเร็วที่สุดภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน หรือต้นเดือนธันวาคมนี้ เพื่อพิจารณาประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษว่า การระบุเช่นนี้สะท้อนนิยามคำว่าเรื่องเร่งด่วนของรัฐบาลที่สวนทางกับความเป็นจริง และตอกย้ำให้เห็นถึงรูปแบบการทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพอย่างยิ่ง

นายภัทรพงษ์กล่าวต่อว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาต่อนายสุชาติถึงวิกฤตมลพิษทางน้ำที่เกิดจากการชะล้างกากของเสียและสารเคมีอันตรายของโรงงานอุตสาหกรรม ซ้ำเติมสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี พร้อมข้อเสนอแนะเชิงรุกอย่างชัดเจนให้เร่งจัดทำแผนที่แสดงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัยกรณีที่ไม่สามารถควบคุมการแพร่กระจายของมลพิษได้ ตลอดจนเร่งรัดแผนการจัดสรรงบประมาณ ทั้งงบกลางหรืองบจากกองทุนสิ่งแวดล้อม เพื่อนำมาใช้ในการบริหารจัดการและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมอย่างทันท่วงที


นายภัทรพงษ์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังได้เสนอแนะให้รัฐบาลใช้ยาแรงตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ซึ่งบัญญัติไว้ชัดเจนว่า เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินต่อสาธารณชน อันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติหรือภาวะมลพิษที่เกิดจากการแพร่กระจายของมลพิษ หากปล่อยทิ้งไว้จะเป็นอันตรายร้ายแรงต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพอนามัยของประชาชน ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจเต็มในการสั่งการไปยังหน่วยงานราชการทุกภาคส่วนเพื่อควบคุม ระงับ หรือบรรเทาผลกระทบได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดทำแผนปฏิบัติการฉุกเฉินตามมาตรา 10 มารองรับไว้ล่วงหน้า เพื่อให้กลไกของรัฐสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันการณ์

นายภัทรพงษ์กล่าวด้วยว่า การที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯเพิ่งออกมาระบุว่าจะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการได้เร็วที่สุดคือช่วงสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการทำงานที่ไม่เคยคิดเชิงรุก ทั้งที่หน่วยงานภาครัฐรับรู้ข้อมูลการรั่วไหลของมลพิษในพื้นที่ดังกล่าวมาตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุน้ำท่วม และในปัจจุบันความเสียหายได้ลุกลามจนประจักษ์ชัด แต่รัฐมนตรีก็ยังคงทำงานแบบตั้งรับไม่ได้ตอบสนองต่อวิกฤตการณ์อย่างจริงจัง เช่นเดียวกับทุกปัญหามลพิษที่ผ่านมา

นายภัทรพงษ์กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการมีการประชุมไปแล้ว 3 ครั้ง แต่รัฐมนตรีกลับไม่เคยเข้าร่วมการประชุมเลยแม้แต่ครั้งเดียว และไม่เคยนำปัญหามลพิษขนาดใหญ่ของประเทศเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม โดยการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา วาระหลักมีเพียงการพิจารณาอนุมัติรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) จำนวน 7 โครงการเท่านั้น ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ร่วมกันลงชื่อกว่า 30,000 รายชื่อ เพื่อเรียกร้องและขีดเส้นตายให้รัฐบาลเร่งจัดการภายใน 15 วัน แต่กระทรวงกลับบอกให้ประชาชนรอการประชุมช่วงสิ้นเดือนพฤศจิกายน

Advertisement

“สารพิษพวกนี้ไม่รอให้รัฐมนตรีทำงาน ขยับอย่างเร่งด่วน เร่งคลอดแผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินตามมาตรา 10 และให้นายกรัฐมนตรีประกาศมาตรา 9 เพื่อให้จัดการเรื่องนี้เสมือนเรื่องเร่งด่วนจริงๆ เสียที หากยังช้าแบบนี้จะไม่ต่างอะไรเลยกับการประกาศเขตควบคุมมลพิษกรณี PM2.5 แต่ไม่มีแผนไม่มีงบใดๆ เข้าไปจัดการมลพิษ” นายภัทรพงษ์กล่าว