วัส วิเคราะห์ปมอำนาจศาลฎีกา ปะทะกกต.คดีเลือกสว. ยกคำวินิจฉัยศาลรธน.เทียบ
วันที่ 6 พฤศจิกายน นายวัส ติงสมิตร อดีตกสม.และอดีตผู้พิพากษา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วิเคราะห์ปมร้อนอำนาจศาลฎีกาปะทะ กกต. ในคดีเลือก สว.
สถานการณ์ทางการเมืองและกระบวนการยุติธรรมการเลือกตั้งกำลังเดินทางมาถึงจุดตัดสำคัญ เมื่อข้อพิพาทในคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 8/2569 ระหว่าง นายดิเรก พรสีมา (ผู้ร้อง) และ คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. (ผู้คัดค้าน) ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข้อพิพาทเรื่องคุณสมบัติรายบุคคลอีกต่อไป หากแต่กำลังสั่นคลอนและท้าทายหลักการแบ่งแยกอำนาจ ตลอดจนขอบเขตอำนาจหน้าที่ระหว่าง “องค์กรอิสระ” “ศาลรัฐธรรมนูญ” และ “ศาลยุติธรรม” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความคืบหน้าล่าสุดในศาลฎีกา: เดินหน้าไต่สวนท่ามกลางแรงกระเพื่อม
เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้นัดตรวจพยานหลักฐานในคดีดังกล่าว และมีคำสั่งสำคัญออกมา 3 ประเด็นหลักด้วยกัน:
1.ไม่อนุญาตให้นายดิเรก (ผู้ร้อง) แก้ไขเพิ่มเติมคำร้อง เนื่องจากศาลมองว่าเป็นการขอเปลี่ยนตัวผู้คัดค้านและเพิ่มคำขอใหม่ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับคำร้องเดิมและไม่ใช่การแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย
2. ไม่อนุญาตให้ กกต. (ผู้คัดค้าน) เลื่อนคดี แม้ทาง กกต. จะอ้างว่ามีมติเตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาอำนาจหน้าที่ แต่ศาลเห็นว่า เป็นเพียงแค่ “มติ” ยังไม่มีการยื่นจริง จึงไม่มีเหตุผลอันสมควรในการชะลอคดี (แม้แต่กรณีมีปัญหาว่าพระราชบัญญัติที่ศาลจะนำมาใช้ตัดสินคดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ กฎหมายเพียงแต่กำหนดให้ศาลส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ในระหว่างนั้น ศาลยังมีอำนาจดำเนินการพิจารณาต่อไปได้ เพียงแต่หากดำเนินการเสร็จ ให้ศาลรอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 เท่านั้น)
3. กำหนดนัดไต่สวนพยานอย่างเป็นทางการ
• นัดไต่สวนพยานฝ่ายนายดิเรกซึ่งเป็นผู้ร้อง (3 ปาก) ในวันที่ 21 ธันวาคม 2569
• นัดไต่สวนพยานฝ่าย กกต. ซึ่งเป็นผู้คัดค้าน (2 ปาก) ในวันที่ 22 ธันวาคม 2569
โดยศาลฎีกากำหนดประเด็นหลักในการวินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนว่า “การที่ กกต. มีคำสั่งไม่รับคำร้องของผู้ร้อง (นายดิเรก) ไว้พิจารณานั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?”
เกมยื้อของ กกต.: มติ 5 ต่อ 2 ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจ
ก่อนหน้าที่ศาลฎีกาจะนัดตรวจะยานหลักฐานเพียงไม่กี่วัน คือเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 กกต. ได้มีมติด้วยคะแนนเสียง 5 ต่อ 2 ให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2) เพื่อขอให้วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจใน 2 ประเด็นใหญ่:
• ประเด็นที่หนึ่ง: กรณีที่ผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ มีคำสั่งให้รับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัครซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามแล้ว คำสั่งรับสมัครผู้สมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัครดังกล่าวมีความเป็นที่สุด ไม่อาจถูกตรวจสอบได้อีก เว้นแต่กรณีตามมาตรา 63 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561ที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น
• ประเด็นที่สอง: กรณีที่ กกต. ได้มีคำวินิจฉัยตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. คำวินิจฉัยของ กกต. ดังกล่าวเป็นที่สุด ไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้มีการตรวจสอบหรือทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต. ได้
การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนความพยายามของ กกต. ที่ต้องการดึงศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาวางบรรทัดฐาน เพื่อปิดช่องทางไม่ให้ศาลฎีกาเข้ามาตรวจสอบกระบวนการที่ตนเองวินิจฉัยไว้แล้วนั่นเอง
ย้อนดูบรรทัดฐาน: คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 14/2566 บอกอะไรเรา?
เพื่อทำความเข้าใจกรอบอำนาจดังกล่าว จำเป็นต้องย้อนกลับไปพิจารณา คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 14/2566 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2566 (ซึ่ง กกต. เคยเป็นผู้ร้องในคดีเลือกตั้งส่วนท้องถิ่น) โดยศาลรัฐธรรมนูญได้แบ่งแยกหลักการใช้อำนาจไว้อย่างน่าสนใจใน 3 ประเด็นดังนี้
1.ประเด็นการวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง: ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า แม้ กกต. จะมีหน้าที่และอำนาจจัดการเลือกตั้ง แต่กฎหมายไม่ได้กำหนดให้การใช้อำนาจนี้ “เป็นที่สุด” อีกทั้งยังกระทบต่อสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของประชาชนโดยตรง ดังนั้น จึงไม่อาจถือเป็นที่สุด และเปิดช่องให้ผู้ได้รับความเสียหายใช้สิทธิทางศาลได้
2. ประเด็นการสั่งนับคะแนนใหม่หรือออกเสียงลงคะแนนใหม่ (ก่อนประกาศผล): ศาลรัฐธรรมนูญมองว่า “ไม่ถึงกับเป็นการตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง” ของผู้สมัครรายใด และหากเปิดให้มีการโต้แย้งทางศาลในระหว่างนั้นได้ จะก่อให้เกิดความล่าช้าและขัดข้องต่อกรอบเวลาการจัดการเลือกตั้ง ดังนั้น การสั่งให้นับคะแนนใหม่หรือออกเสียงลงคะแนนใหม่เฉพาะก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจอันเป็นที่สุดของ กกต.
3. ประเด็นการแบ่งเขตเลือกตั้ง: ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า แม้การแบ่งเขตจะเป็นอำนาจที่จำเป็นต่อการจัดการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง (1) แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติรายละเอียดให้การใช้อำนาจนี้เป็นที่สุด นอกจากนี้ การแบ่งเขตเลือกตั้งมีผลกระทบต่อความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองและความสะดวกของประชาชนในการใช้สิทธิ เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุให้เป็นที่สุด หากผู้สมัครหรือบุคคลที่ได้รับผลกระทบเห็นว่าการแบ่งเขตไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบ ย่อมสามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อขอให้ตรวจสอบได้ ดังนั้น การปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจแบ่งเขตเลือกตั้งจึง “ไม่เป็นที่สุด”
หลักการดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า อำนาจใดที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพและไม่มีบทบัญญัติให้ตัดขาดจากศาลเด็ดขาด ศาลย่อมสามารถเข้ามาตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายได้เสมอ
มุมมองทางกฎหมาย: กกต. ก้าวล่วงอำนาจศาลฎีกาหรือไม่?
หากพิจารณาจากกรอบรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 รวมถึงบรรทัดฐานของศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา แม้จะไม่สนิทใจว่า ปัญหาทำนองนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างไร เพราะศาลยุติธรรมไม่อยู่ในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2) (กล่าวคือ สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรอิสระ) อันจะอยู่ในขอบอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะรับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้ แต่จะขอวิเคราะห์ข้อกฎหมาย 2 ประเด็นสำคัญ (ตามที่ กกต. เตรียมจะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ) ดังนี้
• ประเด็นที่หนึ่ง (ความไม่เป็นที่สุดของคำสั่งรับสมัคร): ตามรัฐธรรมนูญ 2560 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 14/2566 คำสั่งของผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ที่ให้รับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัครซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกร้อง 3 ราย (นายบัลลังค์ ศรีมงคล, นางวรรษมนต์ คุณแสน และนางทองเสียน วงษ์ประจันทร์) ไม่เป็นที่สุด จึงสามารถถูกตรวจสอบได้ เว้นแต่กรณีหลังประกาศผลการเลือก สว. ที่เกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร จะเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ (ตามมาตรา 63)
ประเด็นที่สอง (ขอบเขตอำนาจศาลฎีกากับมติ กกต.): ก่อนประกาศผลการเลือก สว. คำวินิจฉัยของ กกต. ที่สั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครเลือกเป็น สว. ไว้เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปีตามมาตรา 60 วรรคหนึ่ง และการให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้ง ตามมาตรา 60 วรรคสอง แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561
ส่วนเมื่อประกาศผลการเลือก สว. แล้ว ถ้ามีการทุจริตในการเลือกการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม มติของ กกต. ที่ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้ง ตามมาตรา 62
ล้วนไม่เกี่ยวกับคดีที่ผู้สมัครเลือกเป็น สว. ไปยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา และไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้คำวินิจฉัยของ กกต. ดังกล่าวเป็นที่สุด กกต. จึงไม่มีอำนาจที่จะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้เข้ามาเปลี่ยนแปลงการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลฎีกาในส่วนที่เกี่ยวเนื้อหาสาระของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 ได้
บทสรุปส่งท้าย
ศึกทางกฎหมายในคดี ลต สว 8/2569 จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวของการตรวจสอบคุณสมบัติผู้มีสิทธิเลือก สว. เพียง 3 รายเท่านั้น แต่เป็น “หมุดหมายสำคัญ” ที่จะชี้วัดว่า ดุลยภาพแห่งอำนาจระหว่างองค์กรผู้จัดการเลือกตั้งอย่าง กกต. กับองค์กรผู้คุ้มครองสิทธิเสรีภาพอย่างศาลฎีกา จะถูกจัดวางไว้อย่างไรในระบอบประชาธิปไตยอันมีกฎหมายเป็นใหญ่ ปลายทางของคดีนี้จึงไม่ได้มีผลแค่กับคลเฉพาะรายเท่านั้น แต่จะกลายเป็นบรรทัดฐานประวัติศาสตร์ของการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในอนาคตอย่างแท้จริงครับ



