หน้าแรก การเมือง อนุสรณ์ บี้โส...

อนุสรณ์ บี้โสภณ ชงรบ.เปิดเวทีแก้ปัญหาชายแดนพม่า อัดอย่ามัวจัดการกมธ. ลั่นจะบินพบ ‘อองซานซูจี’ เอง

6.11.26 | 15:05 น.

อนุสรณ์ บี้โสภณ ชงรบ.เปิดเวทีแก้ปัญหาชายแดนพม่า อัดอย่ามัวจัดการกมธ. ลั่นจะบินพบ ‘อองซานซูจี’ เอง

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 6 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กทม.พรรคประชาชน แถลงถึงกรณีความขัดแย้งในรัฐบาลเมียนมาส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ว่า อยากให้รัฐบาลไทยประท้วงกองทัพเมียนมาหลังจากมีการระเบิดตามแนวชายแดนสร้างความเสียหายต่อประชาชน ทั้งชาวไทยและชาวเมียนมา และเรียกร้องให้นำข้อเสนอของประชาชนชาวลุ่มน้ำสาละวินตั้งเขตเซฟตี้โซน 10 กิโลเมตร ไม่ให้มีการทิ้งระเบิด และเสนอให้ไทยเป็นเจ้าภาพในเวทีสันติภาพเมียนมา

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า การสู้รบของรัฐบาลเมียนมามีการทิ้งระเบิดบริเวณรัฐยะไข่ ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบจำนวนมากองค์กรสิทธิมนุษยชนและ UN รวมถึงรัฐบาลประเทศอื่นขอให้รัฐบาลเมียนมาหยุดการกระทำดังกล่าว เพราะเป็นการโจมตีประชาชนถือว่าเลวร้ายอย่างยิ่ง ตนมองว่าความขัดแย้งดังกล่าวไม่ได้เป็นความขัดแย้งแค่ในประเทศเมียนมาเพราะปฏิบัติการทหารได้ส่งผลกระทบข้ามพรมแดนมีความเสียหายเป็นวงกว้าง การเกิดสงครามกลางเมืองละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำให้พื้นที่ตามแนวชายแดนเป็นเขตอิทธิพลบรรดาขบวนการอาชญากรรมระหว่างประเทศ มีการค้าอาวุธเถื่อน ยาเสพติด และแรงงานข้ามชาติ ทำให้มีเงินสีเทาเข้ามาฟอกในประเทศไทย


นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า จึงเสนอให้รัฐบาลไทยดำเนินการใน 3 ประเด็น คือ 1.ยกระดับการประท้วงทางการทูตต่อกองทัพเมียนมาอย่างเป็นทางการและเด็ดขาด พร้อมเรียกร้องให้ยุติปฏิบัติการทางการทหารที่ส่งผลกระทบต่อชาวไทยตามแนวชายแดนและให้หลักประกันว่าจะไม่เกิดเหตุโจมตีที่กระทบต่อแผ่นดินไทยอีก และต้องไม่เป็นเหตุให้คนไทยตกอยู่ในความเสี่ยง

2.สนับสนุนข้อเสนอของประชาชน ลุ่มแม่น้ำสาละวินจัดตั้งเขตปลอดภัย 10 กิโลเมตร ลึกเข้าไปในประเทศเมียนมา เพื่อสร้างหลักประกันความปลอดภัยให้กับประชาชนทั้งสองฝั่ง และต้องงดเว้นการโจมตีทางอากาศทุกรูปแบบ ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่มาตรการความมั่นคงทางชายแดนแต่เป็นมาตรการด้านมนุษยธรรมที่มุ่งปกป้องชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์จากผลกระทบของสงครามกลางเมือง

Advertisement

และ 3.ให้รัฐบาลไทยดำเนินการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเวทีสันติภาพเมียนมา ผลักดันฉันทามติ 5 ข้ออาเซียน รัฐบาลควรมีบทบาทเป็นผู้เริ่มทำการพูดเพื่อสร้างสันติภาพในภูมิภาค และเพื่อยุติความรุนแรงทันที โดยต้องเริ่มต้นเจรจาอย่างสร้างสรรค์กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกอย่างสันติและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเมียนมา ให้ผู้แทนพิเศษของประธานอาเซียนทำหน้าที่เป็นคนกลางอำนวยความสะดวกในการเจรจา ผ่านให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผ่านศูนย์ประสานงานอาเซียน เปิดทางให้คณะผู้แทนพิเศษเดินทางไปเมียนมาเพื่อพบปะหารือกับทุกฝ่าย

“ผมจะใช้ช่องทางรัฐสภาในการดำเนินการดังกล่าวในฐานะ ส.ส. และจะประสานกับนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่าในฐานะประธานรัฐสภาเราสามารถทำหน้าที่สร้างสันติภาพได้อย่างไรบ้าง ถ้าประธานรัฐสภาไม่ตอบสนอง มัวแต่จะจัดการเรื่องคณะกรรมาธิการ(กมธ.)อยู่ ผมจะใช้ทุนทรัพย์ส่วนตัวเดินทางไปประเทศเมียนมาเพื่อหารือกับกลุ่มต่าง ๆ รวมทั้งจะขอเข้าพบนางอองซาน ซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐเมียนมา ดังนั้นรัฐบาลไม่ควรจะวางเฉยเพียงแค่ส่งเจ้าหน้าที่ไปดูความเสียหาย และไม่เกิดการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม” นายอนุสรณ์ กล่าว

นายอนุสรณ์ กล่าวด้วยว่า อยากจะขอเตือนสตินักการเมืองทั้งหลาย อย่านำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นทางการเมือง เพราะนี่เป็นประเด็นของประเทศโดยรวม ขอเตือนสตินักการเมืองและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองจำนวนหนึ่งว่าอย่าปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชังระหว่างเชื้อชาติ แบบคลั่งชาติขวาจัด เพราะมนุษย์ล้วนเป็นพี่น้องกันไม่ว่าจะเป็นชาติไหน

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยโดยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เราอยู่ในจุดเราอยู่ในจุดที่มหาอำนาจต้องการเข้ามามีบทบาทอยู่แล้วฉะนั้นการวางสถานะของประเทศให้เหมาะสม มองการณ์ไกลเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนโดยรวม ด้วยการสร้างสันติภาพดำเนินนโยบายอย่างเป็นกลาง ทำให้ประชาชนศรัทธาต่อประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ซึ่งนี่ก็จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งความรุนแรงในอนาคตได้และไม่เป็นการสร้างเงื่อนไขให้กับประเทศไทย เป็นเวทีที่มหาอำนาจกำลังแย่งชิงผลประโยชน์ผลประโยชน์และอำนาจหรือทำให้เกิดการแทรกแซงในมหาอำนาจ

นายอนุสรณ์ กล่าวด้วยว่า ฉะนั้นรัฐไทยจะต้องเป็นภูมิภาคแห่งสันติภาพ แสวงหาการเจรจาทางการพูดและดำเนินการทางการเมืองระหว่างประเทศเพื่อยุติข้อพิพาทเรื่องดินแดนกับกัมพูชาโดยเร็ว ยุติและควรเปิดเจรจาสันติภาพยุติสงครามกลางเมืองในเมียนมา เพราะเป็นประเทศเพื่อนบ้านทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ภาพอย่างไรก็ตามกระบวนการสันติภาพและฟื้นฟูประชาธิปไตยในประเทศเพื่อนบ้านจะก่อให้เกิดผลดีต่อประเทศไทยลดปัญหากระบวนการอาชญากรรมข้ามชาติตามแนวชายแดน ลดปัญหาทุนเทายึดอำนาจรัฐไทย ลดปัญหาสแกมเมอร์ ลดปัญหายาเสพติด ลดปัญหาค้าแรงงานข้ามชาติ และลดปัญหาทุจริตคอรัปชั่นในไทยจากการใช้เงินเทามาซื้อเจ้าหน้าที่รัฐ

นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า รวมถึงแรงงานเมียนมาในประเทศไทยที่มีความอ่อนไหวอย่างมาก เพราะไม่ใช่ประเด็นทางเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่เป็นประเด็นทางการเมืองและอาจทำมาสู่ความเกลียดชังด้านเชื้อชาติได้ สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ คือรัฐบาลทหารเมียนมา พยายามอย่างมากในการหาเงินโดยการขูดรีดเอากับแรงงานเมียนมา ซึ่งส่วนมากหนีภัยสงคราม หนีอำนาจกดขี่ของคณะรัฐประหาร เข้ามาอยู่ในไทยเพื่อมาเรียนหนังสือ มาทำงาน มาแสวงหาโอกาสและสังคมไทยเศรษฐกิจไทยก็ต้องรับเพราะเราต้องการแรงงาน ซึ่งต้องดูระหว่างแรงงานเมียนมากับเศรษฐกิจไทยสังคมไทยสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่มีปัญหา

“ผมไม่ทราบว่ารัฐบาลไทยเอาอะไรไปต่อรองกับรัฐบาลทหารเมียนมา ที่ยอมให้เจ้าหน้าที่ของเมียนมาเข้ามากำกับศูนย์ CI ซึ่งไม่ควรเป็นเช่นนั้น ศูนย์ลักษณะแบบนี้ต้องดำเนินการโดยรัฐบาลไทย การสร้างเงื่อนไขว่าต้องให้ส่งเงินกับประเทศ 25% แล้วเก็บค่าธรรมเนียม เก็บภาษีเพิ่มตรงนี้เป็นเรื่องที่โหดร้ายกดขี่เอาเปรียบทางเศรษฐกิจ ที่หนักกว่าคือเขาเข้ามาเก็บข้อมูลเพื่อบีบคนหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งให้ไปเป็นทหาร ให้ไปรบ ถ้าไม่ไปก็ต้องจ่ายเงิน ไม่ออกพาสปอร์ตให้ จึงกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายในประเทศไทย”นายอนุสรณ์ กล่าว

นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า การทำเช่นนี้ทำให้แรงงานที่อยู่ในระบบออกไปอยู่นอกระบบมากขึ้น ถ้ามองในมุมของรัฐไทยยิ่งทำให้การกำกับดูแลแรงงานต่างชาติลำบากมากขึ้นเพราะการที่เราเปิดรับผลงานเกิดจากความจำเป็นทางเศรษฐกิจและประเทศไทยก็เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุซึ่งขาดแคลนแรงงานในบางกิจการ ถ้าแรงงานอยู่นอกระบบมากกว่าอยู่ในระบบเราจะจัดการเรื่องสาธารณสุขอย่างไร ถ้าเขาเข้ามาอยู่ในดินแดนไทยมามีลูกเราก็ต้องให้การศึกษาเขา ต้องให้คุณภาพชีวิตที่ดีกับเขาเพราะเขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจไทยไปแล้ว ถ้าเขารักชาติไทยแม้เขาจะเป็นเชื้อชาติอื่น แต่ถ้าเขารักประเทศไทยและต้องการอยู่ที่นี่ เราต้องมีกระบวนการที่จะสามารถทำให้เขาเป็นพลเมืองของประเทศเราได้เหมือนประเทศที่พัฒนาแล้วที่สามารถสรรหาคัดเลือกคนที่มีคุณภาพเข้ามาเป็นพลเมืองได้ แต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขของขั้นตอนในการดำเนินการสิ่งเหล่านี้ ต้องมีการกำหนดอย่างมียุทธศาสตร์เท่านั้นประเทศไทยในอนาคตถึงจะไม่มีปัญหาวิกฤติ ในหลาย ๆ เรื่อง