ประธานสภาฯ วินิจฉัยไม่ให้ประชาชนเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา ชี้กฎหมายไม่เข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ
เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ilaw เปิดเผยว่า ประธานสภาสั่งไม่รับร่าง “ลบมรดก 6 ตุลาฯ” ปัดตกรายชื่อประชาชนเกือบ 60,000 อ้างไม่ใช่กฎหมายหมวดสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย
กรณีการรวบรวมรายชื่อของภาคประชาชนในนาม “เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ” เพื่อเสนอให้ยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ที่ออกภายหลังเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2519 เพื่อปรับอัตราโทษในความผิดเกี่ยวกับการแสดงออกของประชาชน เช่น ความผิดฐานหมิ่นประมาท ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ให้กลับไปเป็นอัตราโทษก่อนคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ซึ่งรวบรวมรายชื่อของประชาชนจนถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ได้เกือบ 60,000 รายชื่อแล้ว
หลังเครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ นำร่างพระราชบัญญัติ รวมทั้งหลักการและเหตุผล ยื่นริเริ่มการเข้าชื่อเสนอกฎหมายต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2569 ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ออกหนังสือฉบับลงวันที่ 27 ตุลาคม 2569 แจ้งผลการวินิจฉัยว่า ประชาชนไม่อาจใช้สิทธิริเริ่มเสนอกฎหมายได้ เพราะมีหลักการไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย และหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ โดยให้เหตุผล ดังนี้
“เนื่องจากหลักการยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 41 และแก้ไขบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา เพื่อลดโทษจำคุกในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา โดยการกำหนดโทษในอัตราเดียวกันกับบทบัญญัติเดิมตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 นั้น เป็นการแก้ไขอัตราโทษของความผิดในประมวลกฎหมายอาญาซึ่งเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตลอดจนเพื่อประโยชน์สาธารณะ การกำหนดโทษทางอาญาจึงเป็นอำนาจของรัฐโดยตรง เข้าลักษณะเสนอกฎหมายที่มีหลักการเกี่ยวกับการดำเนินการตามกฎหมายและกำหนดนโยบายในกระบวนการยุติธรรม ตามหมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา 64 และ 68 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้น จึงไม่อาจใช้สิทธิริเริ่มเสนอร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 41 ต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาได้”
คำสั่งฉบับนี้อ้างหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 133 ที่บัญญัติว่า ร่างพระราชบัญญัติให้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรก่อน และจะเสนอได้ก็แต่โดย (3) ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคนเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ตามหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย หรือหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ และมาตรา 8 ของพ.ร.บ.เข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ.2564 ให้อำนาจประธานสภาเป็นผู้วินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับใดมีหลักการเข้าข่ายหมวด 3 หรือหมวด 5 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่
คำสั่งฉบับนี้จึงเป็นคำสั่งของประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งปัจจุบัน คือ โสภณ ซารัมย์ จากพรรคภูมิใจไทย แต่หนังสือที่ส่งมาลงนามโดยศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
ร่างพระบัญญัติยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งเครือข่ายภาคประชาชนจัดทำขึ้นนั้น ระบุไว้ในบรรทัดแรกของหลักการของร่างกฎหมายนี้ว่า เพื่อยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2519 อันเป็นกฎหมายที่ไม่มีความชอบธรรมด้านที่มา และเนื้อหาเป็นการจำกัดเสรีภาพของประชาชนเกินสมควร… จึงเห็นชัดเจนว่า ผู้ยกร่างตั้งใจเสนอกฎหมายฉบับนี้เพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยมีหลักการเป็นไปตามหมวด 3 ของรัฐธรรมนูญ
โดยเนื้อหาแล้วเป็นการแก้ไขอัตราโทษของฐานความผิดในประมวลกฎหมายอาญา ทั้งหมด 12 ฐานความผิด ที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกของประชาชนทั้งหมด ได้แก่ ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามาตรา 112, ความผิดฐานการกระทำต่อธง ตามมาตรา 118, ความผิดฐานหมิ่นประมาทประมุขต่างชาติ ตามมาตรา 133, ความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้แทนรัฐต่างประเทศ ตามมาตรา 134, ความผิดฐานกระทำต่อธงของรัฐต่างประเทศ ตามมาตรา 135, ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 136, ความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานตามมาตรา 138, ความผิดฐานดูหมิ่นศาล ตามมาตรา 198, ความผิดฐานดูหมิ่นศาสนา ตามมาตรา 206, ความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา ตามมาตรา 326, ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามมาตรา 328 และความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า ตามมาตรา 393
จึงเห็นได้ว่า เนื้อหาของร่างกฎหมายนี้เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนโดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 25, 26, 34, 35 ที่เกี่ยวข้องโดยตรงที่สุด คือ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามมาตรา 34 ซึ่งอยู่ในหมวด 3 สิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ตามรัฐธรรมนูญ จึงควรจะเป็นกฎหมายที่ประชาชนมีสิทธิเข้าเชื่อเสนอตามมาตรา 133 ได้ ตามตัวบท ดังนี้
มาตรา 34 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน
เสรีภาพทางวิชาการย่อมได้รับความคุ้มครอง แต่การใช้เสรีภาพนั้นต้องไม่ขัดต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และต้องเคารพและไม่ปิดกั้นความเห็นต่างของบุคคลอื่น
ประธานสภาผู้แทนราษฎร อ้างว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีหลักการเกี่ยวกับการดำเนินการตามกฎหมายและกำหนดนโยบายในกระบวนการยุติธรรม ตามหมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา 64 และ 68 แต่เนื้อหาของมาตรา 64 และ 68 ของรัฐธรรมนูญ2560 ไม่เกี่ยวข้องกับหลักการและจุดมุ่งหมายของการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เลย ตามตัวบทดังนี้
มาตรา 64 บทบัญญัติในหมวดนี้เป็นแนวทางให้รัฐดำเนินการตรากฎหมายและกำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน
มาตรา 68 รัฐพึงจัดระบบการบริหารงานในกระบวนการยุติธรรมทุกด้านให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ และให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวก รวดเร็ว และไม่เสียค่าใช้จ่ายสูงเกินสมควร
รัฐพึงมีมาตรการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยเคร่งครัด ปราศจากการแทรกแซงหรือครอบงำใด ๆ
รัฐพึงให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่จำเป็นและเหมาะสมแก่ผู้ยากไร้หรือผู้ด้อยโอกาสในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม รวมตลอดถึงการจัดหาทนายความให้




