หน้าแรก การเมือง โละหลักสูตร &...

โละหลักสูตร ‘คอนเน็กชั่น’ ในมุมมอง วุฒิสาร ตันไชย เลขาฯสถาบันพระปกเกล้า

5.07.17 | 14:10 น.

กลายเป็นประเด็นร้อน สมาชิกถกเถียงกันอย่างหนักในที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)
เมื่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. อันมี นายเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธาน เสนอรายงานเรื่อง การปฏิรูปการปฏิบัติงานในรัฐสภาŽ โดยที่ประชุม สปท. มีมติเห็นชอบรายงานเรื่องดังกล่าวด้วยคะแนน 88 ต่อ 12 เสียง งดออกเสียง 48 เสียง ส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับไปดำเนินการพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้ หัวข้อที่ถูกโฟกัส คือ ข้อเสนอให้มีการปรับแก้ไข พ.ร.บ.สถาบันพระปกเกล้า พ.ศ.2541 เพื่อให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นหน่วยงานทางวิชาการในการช่วยงานรัฐสภาเป็นสำคัญ อีกทั้งให้จัดหลักสูตรทางวิชาการเฉพาะสมาชิกรัฐสภาและตัวแทนพรรคการเมืองเท่านั้น โดยให้ยกเลิกหลักสูตรอื่นๆ ที่สร้างคอนเน็กชั่นเชื่อมโยงกับนักการเมือง ผู้มีอำนาจ องค์กรอิสระ ที่สร้างความเหลื่อมล้ำให้ประชาชนที่ต้องวิ่งเต้น ใช้เส้นสายเข้าเรียนหลักสูตรต่างๆ

สำหรับข้อมูลหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้าที่จัดอบรมนั้นมีด้วยกันหลายหลักสูตร มีกรอบการคัดเลือกผู้เข้ารับการอบรมที่แตกต่างกันในแต่ละหลักสูตร มีทั้งนักวิชาการ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ตัวแทนขององค์กรอิสระ ผู้บริหารบริษัทเอกชน มาเข้าร่วมการอบรม อาทิ หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสันติสุข (สสสส.)

อย่างหลักสูตร สสสส.Ž ปัจจุบันจัดขึ้นมาเป็นรุ่นที่ 8 แล้ว โดยในปี 2560 ผู้เข้าร่วมอบรม อาทิ นายกุลเดช พัวพัฒนกุล อดีต ส.ส.อุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) นายสหรัฐ กุลศรี อดีต ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) รวมทั้่งยังมีผู้แทนทั้งจากทหาร ตำรวจ และตัวแทนจากบริษัทเอกชน รวม 90 คน มีรายชื่อบุคคลที่ได้รับคัดเลือกอยู่ในบัญชีสำรองอีก 9 คน เข้ารับการอบรมระหว่างเดือนพฤษภาคม 2560-กุมภาพันธ์ 2561

ในฝั่งของสมาชิก สปท.นั้น ระบุเหตุผลในการเสนอให้มีการปฏิรูปหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้า โดยนายกษิต ภิรมย์ รองประธาน สปท.ด้านการเมือง เห็นว่า การจัดหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้าหลายหลักสูตรที่ระบุว่าเป็นการส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตยนั้น ถามว่าไปเทียบกับประเทศใด ถ้าเป็นประเทศเพื่อนบ้านอย่านำไปเปรียบเทียบ เพราะเป็นการชมตัวเอง อย่างการคัดเลือกคนที่เข้าไปเรียนหลักสูตรต่างๆ แล้วไม่ได้เข้าไปเรียน แต่เป็นนักล่าประกาศนียบัตร หรือไปหาคอนเน็กชั่น บางคนเรียนเกือบทุกหลักสูตรเวียนอยู่อย่างนั้น คิดว่าเรียนแค่หลักสูตรของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ก็พอแล้ว และเมื่อไปอบรมมาไม่เห็นนำใช้ประโยชน์ หรือพัฒนาประชาธิปไตย การเมืองไทยถึงได้ไม่พัฒนาไปไหน ทำให้ต้องมีการปฏิรูป จึงขอเสนอให้สถาบันพระปกเกล้าพัฒนากระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติว่าจะเข้ามาเรียนเพื่ออะไร อยากให้คนที่มาเรียนสถาบันพระปกเกล้านำความรู้มาพัฒนาส่งเสริมงานของรัฐสภาได้

Advertisement

ขณะที่ นายวุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า มองข้อเสนอของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท.ว่า รายงานดังกล่าวมีด้วยกันหลายเรื่อง เรื่องของสถาบันพระปกเกล้าเป็นส่วนหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นเป็นข้อสังเกต กรณีที่มีข่าวปรากฏว่ายกเลิกการจัดการศึกษาอบรมหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้า เข้าใจว่าสื่อมวลชนน่าจะตีความกันไปอีกมากกว่า ทั้งนี้ หลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้าที่ได้ดำเนินการนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถาบันที่กำหนดให้ทำหน้าที่จัดและสนับสนุนการศึกษาอบรมให้ทุกภาคส่วนในการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย


“หลักสูตรที่สถาบันดำเนินการอยู่นั้นมีด้วยกันหลายระดับตั้งแต่ระดับสูง ระดับกลาง วุฒิบัตร เนื้อหาสาระ นอกจากการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยแล้ว ยังมีเรื่องของการบริหารภาครัฐ การสร้างระบบธรรมาภิบาล และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ส่วนคนที่เข้ามาอบรมกับสถาบันพระปกเกล้าก็จะครอบคลุมทุกส่วนทั้งฝ่ายการเมือง ข้าราชการประจำ องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมทั้งสื่อมวลชนด้วย เพียงแต่ทั้งหมดนี้ ไม่ได้อยู่ในหลักสูตรเดียวกัน โดยขณะนี้ สถาบันก็มีการเปิดหลักสูตรให้กับสื่อมวลชนด้วย โดยใช้งบประมาณของสถาบันเพื่อหวังว่าสื่อมวลชนจะมีความเข้าใจในการเสนอข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตย

“ส่วนหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) เป็นหลักสูตรหลักของสถาบัน โดยควบคุมโดยสภาสถาบันพระปกเกล้า ในการกำหนดโควต้าของคนที่จะเข้ามาเรียนว่าควรเป็นอย่างไร โดยบุคคลที่เข้ามาอบรมก็ครอบคลุมทุกภาคส่วน เป็นความต้องการให้เกิดการผสมผสานในเชิงความคิดและความเข้าใจในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยร่วมกันที่ดียิ่งขึ้น”Ž เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าชี้แจง

จากนี้คงต้องวัดใจ ครม.ในยุค คสช.Žที่จะหยิบรายงานฉบับปฏิรูปหลักสูตรสถาบันพระปกเกล้าไปดำเนินการให้
เกิดขึ้นจริงเพียงใด