หน้าแรก การเมือง ปธ.ศาลอุทธรณ์...

ปธ.ศาลอุทธรณ์ชี้ใหม่คดีฮั้วสว. ปชช.ฟ้องกกต.ได้ อนุทิน โต้ ‘น้ำเงินกินรวบ’ ยันสั่งสภาสูงไม่ได้

8.11.26 | 06:30 น.

ปธ.ศาลอุทธรณ์ชี้ปชช.ผู้เสียหายจากปมฮั้วสว. ฟ้องตรงศาลอาญาคดีทุจริตได้ไม่ต้องผ่านป.ป.ช. ‘ไอติม-ทวี’ ระบุผู้เสียหายเข้าถึงยุติธรรม คดีไม่จบง่ายๆแน่ อนุทิน โต้ปม “น้ำเงินกินรวบ” ยันสั่งสภาสูงไม่ได้

 

ตามที่ประธานศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัย ที่ วท. 27/2569 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 คดีที่ผู้เสียหายประชาชนทุกคนมีฐานะเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้โดยตรง จากกรณีที่นายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์ตระกูล สว. สำรอง ยื่นฟ้องเลขาธิการและกรรมการ กกต. รวม 8 คน ข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบเกี่ยวกับการลงมติคดีทุจริตเลือกตั้ง สว.


โดยศาลให้เหตุผลว่าสิทธิทางการเมืองเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน การทุจริตเพื่อให้ได้มาซึ่ง สว. จึงเป็นการพรากอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชน

คำวินิจฉัยนี้เป็นการเปลี่ยนแนวบรรทัดฐานเดิมของอดีตประธานศาลอุทธรณ์ที่เคยระบุว่า คดีกล่าวหา กกต. ต้องส่งให้ ป.ป.ช. ไต่สวนแล้วส่งอัยการสูงสุดฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้น

ด้าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า คำวินิจฉัยนี้มีความสำคัญต่อหลักนิติธรรมอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเปิดประตูทางกฎหมายให้ผู้เสียหายเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ สะท้อนว่าไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกฎหมาย แม้จะเป็นองค์กรอิสระ เนื่องจาก กกต. มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานของรัฐตามกฎหมาย หากถูกฟ้องว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบย่อมต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบของศาลอาญาคดีทุจริตฯ

Advertisement

ขณะที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. พรรคประชาชน ชี้ว่าคำวินิจฉัยนี้ตอกย้ำว่าคดีโกง สว. จะไม่จบลงง่าย ๆ เพียงแค่กลุ่มผู้ถูกกล่าวหา 77 คนแรกที่ กกต. สั่งฟ้อง เพราะการขยายจำกัดความให้คนไทยทุกคนเป็นผู้เสียหาย จะทำให้ประชาชนสามารถใช้คำวินิจฉัยฉบับเต็มของ กกต. มาเป็นหลักฐานฟ้องร้อง กกต. ได้โดยตรงหากพบความจริงใจในการละเว้นหน้าที่ อีกทั้งในอนาคตหากศาลฎีกามีการไต่สวนและพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงนักการเมืองระดับแกนนำที่อยู่เบื้องหลัง กกต. ก็มีหน้าที่ต้องส่งฟ้องบุคคลเหล่านั้นเพิ่มเติมด้วย

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน”ถึงกระแสวิจารณ์ทางการเมืองเรื่องน้ำเงินกินรวบ ว่า เป็นวาทกรรมที่ถูกหยิบมาใช้โจมตีรัฐบาล ยืนยันว่าม่สามารถควบคุมสมาชิกวุฒิสภา หรือสั่งการฝ่ายนิติบัญญัติได้สว.เป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายนิติบัญญัติ ขณะที่รัฐบาลเป็นฝ่ายบริหาร ทั้ง 2 ฝ่ายมีหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญแยกจากกัน รัฐบาลไม่มีอำนาจไปสั่งให้ สว. สนับสนุนกฎหมาย บุคคล หรือการตัดสินใจใดตามความต้องการของฝ่ายบริหาร

นายอนุทิน ตั้งคำถามกลับว่า หากรัฐบาลควบคุม สว.ได้จริง เหตุใดจึงยังมี สว.หลายคนออกมาวิจารณ์รัฐบาล รวมถึงวิจารณ์ประธานวุฒิสภา ย้ำว่าการรู้จักบุคคลทางการเมืองจำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าสามารถสั่งการหรือกำหนดจุดยืนของบุคคลเหล่านั้นได้

“รัฐบาลผมมอง สว. ก็คือเป็นอำนาจหนึ่งของอธิปไตย แล้วก็อยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ที่จะมากำหนดทิศทาง หรือผมจะไปบอก สว.ว่า ช่วยออกกฎหมายนี้ กฎหมายนั้น ช่วยสนับสนุนคนนั้นคนนี้ ผมยังไม่เคยเห็นว่าผมทำได้แม้แต่ครั้งเดียว” นายอนุทินกล่าว และว่า “ผมไม่เคยเชื่อว่าเสียงข้างมากจะช่วยอะไรรัฐบาลได้ ผมได้แจ้งรัฐมนตรีทุกคนให้รับทราบว่า ข้อเท็จจริง แล้วก็ผลงานของพวกท่านเท่านั้นแหละ ที่จะเซฟตัวพวกท่านได้ เซฟรัฐบาลได้”