หน้าแรก การเมือง ศศินันท์ ซัด ...

ศศินันท์ ซัด โสภณ ปัด 6 หมื่นชื่อไม่รับร่างลบมรดก 6 ตุลาฯ ชี้กระทบสิทธิปชช.โดยตรง จี้รัฐคืนความเป็นธรรมคดีการเมือง

8.11.26 | 09:34 น.

‘ศศินันท์’ ซัด ‘โสภณ’ เมิน 6 หมื่นเสียง ปัดตกร่างกฎหมายล้างมรดก 6 ตุลาฯ ชี้เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพปชช.โดยตรง แนะ ทบทวนคำวินิจฉัย-ชง สส.ทุกพรรคยื่นประกบ จี้ ‘รัฐบาล’ เร่งคืนความเป็นธรรมผู้ตกหล่นจากคดีแสดงออกทางการเมือง

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีคำวินิจฉัยไม่รับร่างพระราชบัญญั  ติ (พ.ร.บ.) ยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ซึ่งมีประชาชนร่วมเข้าชื่อเสนอกฎหมายตามรัฐธรรมนูญเกือบ 6 หมื่นคน ว่า การกำหนดบทลงโทษทางอาญาที่จำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ย่อมเป็นเรื่องที่ผูกพันกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยตรง โดยคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ที่ออกหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ได้เข้าไปแก้ไขเพิ่มอัตราโทษในประมวลกฎหมายอาญาถึง 12 ฐานความผิด ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับการแสดงออก การสื่อสาร และการวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ หมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และดูหมิ่นศาล

น.ส.ศศินันท์ กล่าวต่อว่า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเดิมตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2499 กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ แต่คำสั่งของคณะรัฐประหารฉบับที่ 41 ได้ปรับเพิ่มโทษเป็นจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปี นี่จึงไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนตัวเลขในตัวบทกฎหมาย แต่เป็นการเปลี่ยนชะตากรรมและผลกระทบทางกฎหมายที่ประชาชนต้องเผชิญจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออก


น.ส.ศศินันท์ กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 34 ได้รับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ และการสื่อความหมาย เมื่อกฎหมายกำหนดโทษต่อการแสดงออก การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวย่อมเชื่อมโยงโดยตรงกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าร่างกฎหมายนี้มีบทลงโทษทางอาญาหรือไม่ แต่คือร่างกฎหมายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนหรือไม่

“หากการแก้ไขกฎหมายอาญาทุกฉบับถูกตีความว่าเป็นเรื่องอำนาจรัฐโดยตรงจนประชาชนไม่สามารถริเริ่มเสนอกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของตนเองได้ สิทธิการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนตามรัฐธรรมนูญจะยังมีความหมายอะไร และอำนาจของประธานสภาฯ ไม่ควรถูกนำมาใช้ตัดตอนเจตจำนงของประชาชนเช่นนี้” น.ส.ศศินันท์ กล่าว

น.ส.ศศินันท์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงประวัติศาสตร์ที่จบไปแล้ว แต่บาดแผลจากมรดกรัฐประหาร 6 ตุลายังคงส่งผลกระทบและขังอิสรภาพของประชาชนอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ระบุว่า ประเทศไทยยังมีผู้ถูกคุมขังในคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการแสดงออกทางการเมืองหรือมีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองอย่างน้อย 51 คน ในจำนวนนี้เป็นคดีตามมาตรา 112 ถึง 33 คน และมีผู้ที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างต่อสู้คดีถึง 23 คน ขณะที่สถิติคดีมาตรา 112 จนถึงสิ้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ศาลมีคำพิพากษาไปแล้วไม่น้อยกว่า 228 คดี ซึ่งตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าอัตราโทษจากคำสั่งคณะรัฐประหารเมื่อ 50 ปีก่อน ยังคงส่งผลต่อชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน

Advertisement

น.ส.ศศินันท์ กล่าวอีกว่า แม้ปัจจุบันจะมี พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 บังคับใช้แล้ว แต่กฎหมายนิรโทษกรรมฉบับดังกล่าว กลับมีข้อยกเว้นไม่ครอบคลุมคดีมาตรา 112 แม้กระทั่งกรณีของเยาวชนที่กระทำความผิดขณะอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำให้มีประชาชนจำนวนมากยังคงตกหล่นและต้องเผชิญกับผลพวงของกฎหมายที่มาจากคำสั่งรัฐประหาร ในฐานะทนายความที่เคยว่าความคดีเหล่านี้

น.ส.ศศินันท์ กล่าวด้วยว่า ตนเข้าใจดีว่าโทษจำคุกไม่ใช่แค่ตัวเลขในคำพิพากษา แต่หมายถึงเวลาชีวิตที่สูญหาย ความแตกสลายของครอบครัว และอนาคตที่ไม่อาจเรียกคืน ความปรองดองที่แท้จริงย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากรัฐบาลและรัฐสภายังปล่อยให้กฎหมายจากยุคมืดส่งผลกระทบต่อเสรีภาพของประชาชนโดยไม่เปิดโอกาสให้มีการทบทวน

น.ส.ศศินันท์ กล่าวอีกว่า ฉะนั้น ตนจึงขอเสนอแนะ 3 ข้อ เพื่อคลี่คลายปัญหาดังกล่าว คือ 1.ประธานสภาฯ ควรทบทวนคำวินิจฉัย พร้อมทั้งเปิดเผยบันทึกเหตุผลและหลักเกณฑ์ทางกฎหมายอย่างครบถ้วนและโปร่งใสต่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนร่วมตรวจสอบการใช้อำนาจได้ 2.สภาผู้แทนราษฎรต้องเปิดพื้นที่พิจารณาร่างกฎหมายนี้ โดยควรผลักดันผ่านช่องทางการเสนอร่างกฎหมายของ สส. จากทุกพรรคการเมือง เพื่อนำหลักการยกเลิกมรดกกฎหมายจากคณะรัฐประหารเข้าสู่การถกเถียงในรัฐสภาอย่างเป็นทางการ และ 3.รัฐบาลต้องเร่งคืนความเป็นธรรมแก่ผู้ตกหล่น โดยเฉพาะผู้ที่ยังคงถูกคุมขังหรือได้รับผลกระทบจากคดีความที่มีมูลเหตุมาจากการแสดงออกทางการเมือง

“50 ปีหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา เราไม่ควรปล่อยให้มรดกจากวันนั้นยังเป็นต้นทุนที่ประชาชนต้องจ่ายด้วยอิสรภาพของตัวเอง และเสียงของประชาชนเกือบ 60,000 คนที่ร่วมกันลงชื่อตามรัฐธรรมนูญ ไม่ควรถูกหยุดยั้งไว้เพียงเพราะดุลพินิจและการตีความของคนเพียงคนเดียว” น.ส.ศศินันท์ กล่าว