“โฆษกปชป.”ชี้บัญชี “มูลนิธิ ต้องโปร่งใส-ตรวจสอบได้” แต่พบช่องโหว่ทางกฎหมายเพียบ ทั้งบัญชีเข้าถึงยาก -ไร้ระบบตรวจสอบการโยกย้ายเงินให้เครือญาติ -การใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ แนะ มหาดไทยคุมเข้ม เสนอแยก “บัญชีย่อย”หวังหยุดขบวนการใช้ความสงสารของคนไทยเป็นเครื่องมือหากิน
เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงปัญหาความโปร่งใส และการดำเนินงานของมูลนิธิต่างๆ ในประเทศไทย ว่า ในยามที่ประเทศเกิดวิกฤตหรือภัยพิบัติ ประชาชนจำนวนมากเลือกที่จะพึ่งพามูลนิธิและองค์กรการกุศล เนื่องจากขาดความไว้วางใจในการทำงานของภาครัฐ ที่มีปัญหาเรื่องความโปร่งใสอย่างต่อเนื่อง การบริจาคผ่านมูลนิธิจึงกลายเป็นที่พึ่งสุดท้าย ที่ประชาชนคาดหวังว่าเงินจะถูกนำไปส่งต่อถึงมือผู้ประสบภัยอย่างแท้จริง แต่กลับพบว่ามูลนิธิจำนวนมากไม่มีระบบการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ จนเกิดข้อกังขาว่ามีการนำเงินบริจาคไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน
นายพงศกร กล่าวต่อว่า เมื่อเจาะลึกถึงโครงสร้างการกำกับดูแล พบปัญหาสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
1.การเข้าถึงบัญชีของมูลนิธิทำได้ยากและไม่โปร่งใส ในขณะที่บริษัทเอกชนทั่วไป แม้ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ยังถูกกฎหมายกำหนดให้ส่งงบการเงินและรายชื่อกรรมการต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ทุกสิ้นปี และประชาชนสามารถตรวจสอบผ่านระบบออนไลน์ได้ทันที แต่มูลนิธิซึ่งได้รับเงินบริจาคจากประชาชนกลับไม่มีกฎหมายบังคับให้เปิดเผยต่อสาธารณะ แม้จะมีการส่งรายงานต่อนายทะเบียนในเดือนมีนาคมของทุกปี แต่หากประชาชนต้องการตรวจสอบ กลับต้องใช้ขั้นตอนตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ต้องเดินทางไปพบนายทะเบียน เสียค่าธรรมเนียม และมักได้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ส่งผลให้เกิดความคลางแคลงใจถึงความโปร่งใสในการบริหารเงิน
2.ปัญหาการขัดกันแห่งผลประโยชน์ (Conflict of Interest) และการเอื้อประโยชน์ต่อเครือญาติ ปัจจุบันตรวจพบพฤติกรรมที่เข้าข่ายการโยกย้ายถ่ายเทเงินบริจาคจากมูลนิธิไปสู่บุคคลใกล้ชิด กรรมการ หรือเครือญาติของเจ้าของมูลนิธิ ซึ่งถือเป็นปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนที่ยังไม่มีกลไกกฎหมายเข้าไปควบคุมตรวจสอบอย่างจริงจัง ทางพรรคประชาธิปัตย์จึงเรียกร้องให้กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางมาตรการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินของมูลนิธิอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะธุรกรรมที่มีความเสี่ยง อย่างเช่นการโยกย้ายเงินไปยังคนใกล้ชิดเจ้าของหรือกรรมการมูลนิธิ
3.การนำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ประชาชนมักบริจาคเงินตามสถานการณ์วิกฤต เช่น ช่วยเหลือน้ำท่วม หรือสนับสนุนทหารชายแดน แต่ที่ผ่านมาหลายมูลนิธิไม่ได้แยกการจัดเก็บเงินอย่างชัดเจน มีการนำเงินไปใช้ปะปนกันจนไม่สามารถตรวจสอบยอดรับ-จ่ายได้
นายพงศกรกล่าวต่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ จึงเสนอแนะว่า มูลนิธิควรเปิดบัญชีย่อยแยกตามวัตถุประสงค์ของแต่ละโครงการ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ง่าย และหากมีงบประมาณเหลือจ่าย ค่อยดำเนินการขออนุมัติจากคณะกรรมการหรือแจ้งเปลี่ยนวัตถุประสงค์ในภายหลัง
“พรรคประชาธิปัตย์ต้องการผลักดันให้เกิดความโปร่งใสในภาคประชาสังคม เพื่อให้มูลนิธิยังคงเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง วันนี้ความสงสารของคนไทยกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหาประโยชน์ของบางคน จึงจำเป็นต้องร่วมกันผลักดันกลไกตรวจสอบ เพื่อล.ศรัทธาของประชาชนถูกทำลายลง” นายพงศกร กล่าว



