หน้าแรก การเมือง วิโรจน์ สงสัย...

วิโรจน์ สงสัย โจรเผด็จการแก้กฎหมายง่าย แต่โสภณ ตีตกร่างที่ ประชาชนเข้าชื่อเสนอ

8.11.26 | 12:35 น.

วิโรจน์ สงสัย โจรเผด็จการแก้กฎหมายง่าย แต่โสภณ ตีตกร่างที่ ประชาชนเข้าชื่อเสนอ

วันที่ 8 พฤศจิกายน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ทำไมโจรเผด็จการแก้กฎหมายได้อย่างง่ายดาย แต่ประชาชนกลับถูกปิดกั้น


ผมสงสัยจริงๆ ครับว่า ตกลงแล้วประเทศไทยของเรานั้น อำนาจอธิปไตยยังเป็นของปวงชนชาวไทยจริงหรือไม่ หรือว่าแท้ที่จริงแล้วประเทศของเรายังคงตกอยู่ภายใต้อำนาจของคณะรัฐประหาร

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2519 หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม คณะรัฐประหารที่เรียกตัวเองว่า “คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” ได้ออกคำสั่งฉบับที่ 41 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2519 แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา เพิ่มโทษจำคุกในความผิดหลายฐานที่เกี่ยวข้องกับ “การแสดงความคิดเห็นของประชาชน” โดยไม่เคยผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเลย

50 ปีผ่านไป เมื่อประชาชนเกือบ 60,000 คน ต้องการแก้ไขกฎหมายที่คณะรัฐประหารทิ้งไว้ กลับถูกนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร วินิจฉัยไม่ให้ริเริ่มเข้าชื่อเสนอกฎหมาย

Advertisement

เหตุผลของนายโสภณ คือ การกำหนดโทษอาญาเป็นอำนาจของรัฐ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ หมวด 6 แต่ถ้าพิจารณามาตรา 64 ซึ่งอธิบายสถานะของแนวนโยบายแห่งรัฐ และมาตรา 68 ซึ่งกำหนดให้รัฐจัดระบบกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ ก็ไม่มีข้อความในสองมาตรานี้ที่ห้ามประชาชนเสนอร่างกฎหมายซึ่งมีผลต่ออัตราโทษอาญา

รัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ได้กำหนดให้รัฐปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็น และวางหลักว่า พึงกำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรง

ยิ่งไปกว่านั้น พ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2564 มาตรา 6 ยังระบุว่าร่างกฎหมายที่ประชาชนเสนอจะต้องสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของมาตรา 77 อีกด้วย มาตรานี้จึงเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักในการขอทบทวนความจำเป็นและความได้สัดส่วนของโทษอาญา และเมื่อพิจารณาร่วมกับมาตรา 26 และ 34 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ จึงมีเหตุผลที่จะตีความว่าการเสนอแก้ไขอัตราโทษในความผิดเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นอาจอยู่ในขอบเขตของหมวด 3 ได้

ผมเข้าใจว่าคงจะมีความกังวลอยู่ที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่คณะรัฐประหารมีการเพิ่มอัตราโทษจากเดิมจำคุกไม่เกิน 7 ปี เป็นจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี ซึ่งเคยมีคำวินิจฉัยทำนองเดียวกันมาแล้วเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2555 นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น ไม่รับร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ประชาชนเข้าชื่อเสนอ เพราะเห็นว่าไม่เข้าข่ายหมวดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 แต่การตีความในครั้งนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะถูกต้องและต้องถูกใช้เป็นบรรทัดฐานเสมอไป

อยากให้นายโสภณคิดดูว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นกฎหมายที่มีเจตนารมณ์เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ดำรงอยู่คู่ระบอบประชาธิปไตยไปตลอดกาล ไม่ควรเลยที่จะให้โจรที่ก่อการรัฐประหารเป็นผู้กำหนดโทษ ควรจะให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยของชาติได้มีส่วนร่วมในการเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ จะสมพระเกียรติยศมากกว่า

รัฐธรรมนูญ มาตรา 133 (3) รับรองสิทธิของประชาชนไม่น้อยกว่า 10,000 คน ในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหมวด 3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย และ มาตรา 34 ก็ยังรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน และการสื่อความหมาย

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วผมก็สงสัยว่าการเสนอให้ลดโทษจำคุกที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ไม่เกี่ยวข้องกับสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญตรงไหน

พ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2564 มาตรา 8 ให้อำนาจประธานสภาพิจารณาร่างกฎหมายที่ประชาชนริเริ่มเสนอได้ก็จริง แต่ประธานสภาไม่ควรตีความอย่างคับแคบจนประชาชนไม่สามารถใช้สิทธิได้

ที่สำคัญ การที่ประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะสามารถแก้กฎหมายได้ทุกอย่างตามอำเภอใจ เพราะยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาและลงมติของรัฐสภาตามปกติ

ถ้า สส. ไม่เห็นด้วยกับการลดโทษ ก็สามารถอภิปรายคัดค้านและลงมติไม่เห็นชอบได้อยู่แล้ว ทำไมจึงต้องปิดประตู ไม่ให้ประชาชนมีโอกาสเสนอร่างเข้าสู่กระบวนการตั้งแต่แรก

ผมอยากให้นายโสภณลองพิจารณาดูนะครับว่า เรื่องนี้มันย้อนแย้งขนาดไหน ตอนคณะรัฐประหารใช้กำลังปล้นอำนาจจากประชาชน สามารถออกคำสั่งแก้กฎหมายเพิ่มโทษจำคุกประชาชนได้โดยไม่ต้องถามใคร แต่เมื่อประชาชนต้องการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เพื่อเสนอให้ทบทวนโทษจำคุกที่คณะรัฐประหารเคยกำหนดไว้ กลับต้องมาเผชิญการตีความที่ปิดกั้นสิทธิของตนเอง

ผมไม่ได้เรียกร้องให้รัฐสภาต้องเห็นชอบกับร่างกฎหมายฉบับนี้นะครับ ผมเพียงเรียกร้องให้ประชาชนได้ใช้สิทธิในการเสนอร่างกฎหมายตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้

เพราะในระบอบประชาธิปไตย อำนาจที่เกิดจากการปล้นอำนาจประชาชน ไม่ควรได้รับการปกป้อง ในขณะที่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจกลับถูกปิดกั้นไม่ให้เสนอแก้ไขกฎหมายที่คณะรัฐประหารทิ้งไว้

ถ้าเราปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ผมเกรงว่าอำนาจนิติบัญญัติกำลังส่งสัญญาณที่อันตรายต่อสังคมว่า “ถ้าอยากแก้ไขกฎหมาย ต้องใช้รถถังเท่านั้น” ซึ่งไม่ใช่ความคิดที่สามารถยอมรับได้ แล้วเราจะสอนลูกหลานให้เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย และหลักนิติรัฐได้อย่างไรครับ

ประชาชนที่มีความคิดก้าวหน้า และมีความสามารถ คงไม่สนับสนุนการทำรัฐประหารอยู่แล้ว แต่สิ่งที่พวกเขาจะทำก็คือ การออกไปเติบโตและแสวงหาความก้าวหน้าในประเทศอื่น ที่พวกเขามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ และปล่อยให้ประเทศไทยของเรากลายเป็นประเทศต้องสาปที่ไม่มีวันพัฒนาได้เลย ซึ่งผมไม่อยากให้เกิดขึ้นเลย