คนไทยเครียดพุ่ง! ซูเปอร์โพล ชี้ค่าครองชีพ ภัยมิจฉาชีพออนไลน์ ภาระหนี้สิน ทำเครียด-กังวลหนักสุด พบแหล่งความสุขคือ ครอบครัวและความสัมพันธ์ที่ดี สูงถึง 82.9 %
เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยรายงานผลสำรวจเรื่อง ความสุข ความทุกข์ของคนไทยวันนี้จากกลุ่มตัวอย่างทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 1,147 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 1 – 7 พฤศจิกายน 2569 โดยผลสำรวจพบว่า ค่าครองชีพ ภัยมิจฉาชีพออนไลน์ และภาระหนี้สิน เป็นแหล่งความเครียดและความกังวลที่มีผู้เลือกมากที่สุดตามลำดับ ขณะที่ครอบครัวและความสัมพันธ์ที่ดีเป็นแหล่งความสุขและกำลังใจอันดับหนึ่ง ผลสำรวจสะท้อนประเด็นสำคัญสำหรับการออกแบบนโยบายที่ต้องดูแลทั้งความมั่นคงในการดำรงชีวิต ความปลอดภัย และความสัมพันธ์ที่ประชาชนพึ่งพาได้
เมื่อพิจารณาความรู้สึกของผู้ตอบ พบว่า มีคะแนนความเครียดเฉลี่ย 6.73 คะแนน ความกังวลเฉลี่ย 6.14 คะแนน และความพึงพอใจในชีวิตเฉลี่ย 6.04 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ข้อมูลภาพรวมแสดงให้เห็นว่า ความเครียด ความกังวล และความพึงพอใจในชีวิตต่างปรากฏอยู่ในช่วงเวลาที่สำรวจ อย่างไรก็ตาม คะแนนแต่ละด้านวัดความรู้สึกต่างกัน จึงไม่ควรนำมาหักล้างกันเพื่อสรุปเป็นความสุขสุทธิ หรือใช้เป็นผลวินิจฉัยสุขภาพจิต
สำหรับการประเมินความสุขและความทุกข์ในวันนี้ กลุ่มใหญ่ที่สุด ร้อยละ 41.3 ระบุว่ามีสุขและทุกข์คละกันไป รองลงมา ร้อยละ 32.8 ระบุว่ามีทุกข์มากกว่าสุข และร้อยละ 25.9 ระบุว่ามีสุขมากกว่าทุกข์ โดยสัดส่วนผู้ที่มีทุกข์มากกว่าสุขสูงกว่าผู้ที่มีสุขมากกว่าทุกข์ 6.9 จุดร้อยละ ผลส่วนนี้ชี้ว่า ผู้ตอบเกือบหนึ่งในสามประเมินชีวิตช่วงนี้ว่ามีความทุกข์มากกว่า จึงควรศึกษาเพิ่มเติมถึงปัญหา ความต้องการ และอุปสรรคในการเข้าถึงความช่วยเหลือของคนกลุ่มนี้ โดยยังไม่อาจสรุปว่าความสุขลดลงหรือความทุกข์เพิ่มขึ้น หากไม่มีข้อมูลจากช่วงก่อนหน้าที่เปรียบเทียบกันได้
ด้านแหล่งความสุขและกำลังใจ ซึ่งเลือกตอบได้มากกว่าหนึ่งข้อ พบว่า ครอบครัวและความสัมพันธ์ที่ดีมีผู้เลือกร้อยละ 82.9 รองลงมาคือ สุขภาพของตนเองและคนในบ้าน ร้อยละ 73.5 และรายได้และอาชีพการงานที่ภูมิใจ ร้อยละ 71.8 ตามด้วยรายได้ที่พอ ๆ กับรายจ่าย ร้อยละ 63.7 เพื่อนและคนที่ไว้ใจพึ่งพาได้ ร้อยละ 61.9 และการพักผ่อน งานอดิเรกและเวลาส่วนตัว ร้อยละ 60.5 สะท้อนว่า สิ่งที่ผู้ตอบมองเป็นกำลังใจครอบคลุมทั้งความผูกพัน สุขภาพ ความมั่นคงทางการเงิน คุณค่าจากการทำงาน และการมีเวลาสำหรับตนเอง
ส่วนความก้าวหน้าและอนาคตของลูกหลาน มีผู้เลือกร้อยละ 53.4 ศาสนา การภาวนาและการทำบุญให้ทาน ร้อยละ 51.4 ชุมชนปลอดภัย ร้อยละ 49.7 และการช่วยเหลือผู้อื่น ร้อยละ 45.5 ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นพื้นที่สำหรับส่งเสริมคุณภาพชีวิตผ่านโอกาสของคนรุ่นต่อไป กิจกรรมทางจิตใจ ความปลอดภัยในชุมชน และการมีส่วนร่วมทำประโยชน์ อย่างไรก็ตาม การเลือกประเด็นใดเป็นแหล่งความสุขไม่ได้ยืนยันว่าผู้ตอบมีสิ่งนั้นเพียงพอแล้ว โดยเฉพาะร้อยละ 63.7 ที่เลือกรายได้พอกับรายจ่าย ไม่ควรตีความว่าเป็นสัดส่วนครัวเรือนที่มีรายได้เพียงพอจริง
ด้านแหล่งความเครียดและความกังวล ซึ่งเลือกตอบได้มากกว่าหนึ่งข้อเช่นกัน พบว่า ค่าครองชีพและรายได้ไม่พอรายจ่ายมีผู้เลือกร้อยละ 69.7 รองลงมาคือ ภัยไซเบอร์ มิจฉาชีพออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ร้อยละ 65.1 หนี้สิน ภาระผ่อนชำระและการทวงหนี้ ร้อยละ 58.9 และความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน อาชญากรรมและอันธพาล ร้อยละ 57.4 ผลดังกล่าวทำให้เห็นประเด็นเร่งด่วนทั้งเรื่องเงินที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ภาระผูกพันทางการเงิน และความเสี่ยงที่จะสูญเสียทรัพย์สิน ทั้งนี้ สัดส่วนผู้กังวลต่อภัยออนไลน์ไม่ได้หมายถึงสัดส่วนผู้ที่ถูกหลอกลวงหรือสูญเสียเงินจริง

นอกจากนี้ ความไม่เป็นธรรมในสังคม การเลือกปฏิบัติ การลิดรอนและละเมิดสิทธิ มีผู้เลือกร้อยละ 53.2 สุขภาพกาย โรคภัยไข้เจ็บและสุขภาพของคนในครอบครัว ร้อยละ 41.2 มลพิษ สิ่งแวดล้อมและฝุ่น PM2.5 ร้อยละ 40.9 ภาระเลี้ยงดูคนใกล้ชิด ร้อยละ 32.5 อนาคตบุตรหลาน ร้อยละ 28.1 และข่าวลวง ข่าวรุนแรงและสื่อรุนแรงที่แชร์กันในโซเชียล ร้อยละ 27.5 สะท้อนว่า การดูแลความเป็นอยู่ต้องครอบคลุมทั้งปัญหาปากท้อง ความปลอดภัย ความเป็นธรรม สุขภาพ และสภาพแวดล้อมทางข้อมูล โดยยังต้องศึกษาแยกว่าผู้ตอบกังวลจากประสบการณ์ตรง การรับรู้ข่าวสาร หรือทั้งสองส่วนร่วมกัน
ผศ.ดร.นพดลกล่าวว่า จากมุมมองของนักวิจัยทางสังคมศาสตร์และประสบการณ์ในฐานะอดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน การพิจารณาความทุกข์ของประชาชนต้องให้ความสำคัญทั้งกับปัญหาที่เผชิญและกระบวนการที่ประชาชนต้องผ่านเพื่อขอความช่วยเหลือ เพราะแม้มีช่องทางร้องเรียน แต่หากเข้าถึงยาก ไม่ทราบความคืบหน้า หรือไม่เข้าใจเหตุผลของการตัดสินใจ ก็อาจเพิ่มภาระและความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมได้ ผลสำรวจที่พบว่าร้อยละ 53.2 ระบุเรื่องความไม่เป็นธรรม การเลือกปฏิบัติ และการลิดรอนหรือละเมิดสิทธิเป็นแหล่งความเครียดและความกังวล จึงเป็นประเด็นที่ควรศึกษาและรับฟังเพิ่มเติม โดยยังไม่อาจตีความว่าผู้ตอบทั้งหมดเคยถูกละเมิดสิทธิโดยตรง
ผศ.ดร.นพดลกล่าวต่อว่า ประสบการณ์ดังกล่าวในผลสำรวจนี้นำสู่ข้อเสนอว่า หน่วยงานรัฐควรทำให้ประชาชนร้องเรียนได้สะดวก ได้รับคำอธิบายที่เข้าใจง่าย ติดตามเรื่องได้ และได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม พร้อมนำปัญหาที่เกิดซ้ำไปปรับปรุงระบบบริการ เพื่อให้เสียงร้องเรียนของประชาชนจำนวนหนึ่งที่เผชิญความไม่เป็นธรรมซ้ำซากมีคุณค่าต่อการป้องกันปัญหาเชิงระบบให้ประชาชนคนอื่น ๆ อีกจำนวนมาก
ผศ.ดร.นพดลกล่าวว่า เมื่อสังเคราะห์ผลสำรวจ จะเห็นประเด็นสำหรับออกแบบนโยบายร่วมกัน ได้แก่ การลดแรงกดดันในการดำรงชีวิต การป้องกันความเสียหาย และการเสริมแหล่งกำลังใจที่ประชาชนให้คุณค่า ครอบครัวอาจเป็นแหล่งพึ่งพาที่สำคัญ แต่สมาชิกก็อาจมีภาระดูแลหรือความกังวลต่อสุขภาพและอนาคตของคนในบ้าน การสนับสนุนครอบครัวจึงควรมีบริการสาธารณะช่วยแบ่งเบาภาระด้วย ขณะเดียวกัน ต้องดูแลผู้ที่อยู่ลำพังหรือไม่มีเครือข่ายพึ่งพา เพื่อไม่ให้ความแตกต่างด้านต้นทุนชีวิตกลายเป็นอุปสรรคต่อการได้รับความช่วยเหลือ
ผศ.ดร.นพดลกล่าวด้วยว่า ในเชิงนโยบาย รัฐบาลควรเชื่อมมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายจำเป็น การเพิ่มโอกาสมีงานและรายได้ และการช่วยจัดการหนี้ให้เข้าถึงได้สะดวก โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประเมินปัญหาและส่งต่อบริการตามความต้องการของแต่ละครัวเรือน การดำเนินงานควรกำหนดผู้รับผิดชอบและระยะเวลาติดตามที่ชัดเจน พร้อมวัดว่าประชาชนจัดการรายจ่ายได้ดีขึ้นหรือไม่ ภาระหนี้เปลี่ยนแปลงอย่างไร และมีความมั่นคงในการดำรงชีวิตเพิ่มขึ้นเพียงใด
ผศ.ดร.นพดลกล่าวว่า สำหรับภัยมิจฉาชีพออนไลน์ ธนาคาร ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรร่วมพัฒนาการป้องกัน การตรวจสอบก่อนทำธุรกรรม และการช่วยเหลือเมื่อเกิดความเสียหายให้ประชาชนใช้งานได้จริง โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่ไม่ถนัดเทคโนโลยี ส่วนความกังวลเรื่องความไม่เป็นธรรมควรนำไปสู่การพัฒนาช่องทางร้องเรียนที่เข้าถึงง่าย ติดตามความคืบหน้าได้ และมีการทบทวนกระบวนการให้บริการอย่างโปร่งใส ทั้งสองด้านมีเป้าหมายร่วมกันคือ ให้ประชาชนรู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากใคร และมั่นใจว่าปัญหาจะได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง
ด้านสุขภาพและชุมชน ควรเชื่อมบริการสุขภาพกาย การให้คำปรึกษาด้านจิตใจ และความช่วยเหลือผู้ดูแลคนในครอบครัว พร้อมเพิ่มพื้นที่พักผ่อนและกิจกรรมที่เข้าร่วมได้โดยมีค่าใช้จ่ายต่ำ ควบคู่กับการจัดการปัญหาความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมตามบริบทพื้นที่ ส่วนสถานศึกษาและหน่วยงานด้านอาชีพควรร่วมสร้างโอกาสเรียนรู้และเส้นทางเข้าสู่การทำงาน เพื่อให้ความหวังต่ออนาคตของลูกหลานมีแนวทางรองรับที่เป็นรูปธรรม
ผศ.ดร.นพดลกล่าวต่อว่าการติดตามผลควรสำรวจซ้ำด้วยคำถามและวิธีการที่เปรียบเทียบกันได้ พร้อมวิเคราะห์ตามวัย อาชีพ รายได้ และพื้นที่ เพื่อระบุว่าปัญหากระจุกตัวอยู่ที่ใดและกลุ่มใดยังเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือ ข้อมูลชุดนี้ช่วยชี้ประเด็นที่ควรดำเนินการ แต่ยังไม่ยืนยันความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล จึงควรใช้ร่วมกับการรับฟังประชาชนและข้อมูลการให้บริการจริง พร้อมเปิดเผยวิธีคัดเลือกตัวอย่าง วิธีเก็บข้อมูล และการถ่วงน้ำหนัก เพื่อให้ประเมินขอบเขตการอ้างอิงผลได้อย่างเหมาะสม




